สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

สมชัย ฤชุพันธุ์ นำเสนอรายการการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์และการเงินฐานราก โดยเน้นย้ำถึงข้อจำกัดของหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอยู่ และเสนอแนวคิดในการจัดตั้งโครงข่ายการออมฐานราก โดยมีธนาคารชุมชนเป็นสถาบันการออมชุมชน

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการปฏิรูป เศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ขอนำเสนอรายงานเรื่องการปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์ และการเงินฐานราก เรื่องนี้เป็นอย่างนี้ คือระบบธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐเรา สามารถที่จะครอบคลุมการให้บริการต่อประชาชนได้ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็นับว่า ค่อนข้างมากแต่ไม่เต็มร้อย คือมีประมาณ ๒๕.๘ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยเข้าไม่ถึงระบบธนาคาร เหตุเพราะว่าระบบธนาคารเราเป็นธนาคารในระบบซึ่งต้องการความมั่นคง เวลาให้กู้ จึงต้องการให้มีหลักทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการกู้ หรือว่าต้องมีโครงการที่ชัดเจนที่มีหลักวิชา แต่ว่าประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งไม่มีหลักทรัพย์ แล้วก็อยู่กระจัดกระจายห่างไกล รวมทั้ง ก็ไม่ได้ประกอบการในลักษณะที่มีหลักวิชามากเพียงพอที่ธนาคารจะไปให้บริการได้ ประชาชนที่เข้าไม่ถึงธนาคารเหล่านั้นก็ไม่มีที่พึ่งทางแหล่งการเงินในด้านการลงทุน จึงได้ต้องจำใจ ไปกู้จากผู้ประกอบการให้กู้ที่เรียกว่า นอกระบบ ดอกเบี้ยก็จะแพงมาก ทีนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ และระบบการเงินฐานรากเป็นหน่วยที่เข้ามารองรับและแก้ปัญหานี้ให้กับสังคมไทย คือเข้าไปชดเชยส่วนที่ระบบธนาคารเข้าไม่ถึงแต่มันก็เป็นปัญหา ที่จริงทำหน้าที่ดี ตั้งใจดีแล้วก็ ทำได้ดีอยู่หลายมิติ แต่มันก็มีมิติที่เป็นปัญหา ซึ่งผมจะพูดถึงเรื่องปัญหาของสหกรณ์ออมทรัพย์ก่อน สหกรณ์ออมทรัพย์ตามที่เป็นข่าวขณะนี้ก็เห็นว่ามันเกิดความเสียหายขึ้น บางแห่งก็เอาไปให้ กู้อย่างไม่เป็นระบบ แล้วก็เกิดความเสียหาย บางแห่งก็เกิดการขี้โกงกัน สำหรับการเงินฐานราก เราตั้งขึ้นมาไม่นาน โดยที่มีพวกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ซึ่งมีถึง ๘๐,๐๐๐ แห่ง กองทุนสัจจะออมทรัพย์และกองทุนการออมชุมชนก็มีถึง ๓๐,๐๐๐ แห่ง หลายแห่ง ก็ดำเนินการได้ดีอยู่ภายใต้การนำของผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำตามธรรมชาติ ซึ่งประกอบการ เป็นที่พึ่งของประชาชนได้แล้วก็เป็นผลดีทีเดียว แต่ก็มีอีกหลาย ๆ แห่งที่ยังมีปัญหา สำหรับ สหกรณ์ออมทรัพย์มีปัญหาที่สำคัญอยู่ ๔ อย่าง

อันแรกก็คือว่า การดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ ความจริงแล้วหลักของสหกรณ์ คือช่วยสมาชิก แต่ว่าตอนหลังสหกรณ์ไปทำหน้าที่เอื้อเฟื้อมาก บอกว่าคนที่ไม่เป็นสมาชิก สามัญก็มาเป็นสมาชิกสมทบได้ แล้วก็ให้กู้ได้ เงื่อนไขการเป็นสมาชิกสมทบก็ไม่เข้มงวด ตอนหลังก็กลายเป็นว่าสมาชิกสมทบบางแห่งมากกว่าสมาชิกธรรมดา เพราะฉะนั้น การดำเนินการของสหกรณ์จึงกลายเป็นว่าให้กู้เงินกับบุคคลทั่วไปทำนองนั้น ก็คือดำเนินธุรกิจ การเงิน ทีนี้การดำเนินธุรกิจการเงินมันต้องการวิชาชีพทางการเงิน ต้องการหลักการกำกับ ดูแลในเชิงการเงิน แต่ว่าระบบของเราไม่ได้สร้างขึ้นมาอย่างนั้น เพราะเราถือว่าสหกรณ์เป็นแหล่ง ช่วยสมาชิก ช่วยคน เราจึงมีหน่วยงานกำกับดูแลสหกรณ์อยู่ ๒ หน่วยงาน คือกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทั้ง ๒ แห่งนี้สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขาก็ทำหน้าที่ดี ตามหน้าที่ของเขา แต่หน้าที่ของเขาไม่รวมถึงพรูเดนเชียล เรกกูเลชัน (Prudential Regulation) คือการกำกับดูแลในเชิงวินัยทางการเงิน เพราะฉะนั้นก็จะมีสหกรณ์ที่มีปัญหาเกิดขึ้นได้โดยที่ ไม่มีใครกำกับดูแล นั่นประการที่ ๑ คือขาดหน่วยงานกำกับดูแล ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลในเชิงการเงิน

ปัญหาที่ ๒ ก็คือว่าตอนหลัง ๆ นี้สหกรณ์ ชื่อก็บอกว่าเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ แต่การปฏิบัติงานจริง ๆ ไปเน้นเรื่องการให้กู้ ส่งเสริมการบริโภคมากกว่าที่จะเน้นการออม ก็เป็นปัญหาทำไม่ถูก นอกจากนั้นเนื่องจากว่าระบบมันไม่มีการจัดการที่เหมาะสม มันก็เลย ขาดการส่งเสริมและพัฒนาให้เติบโตและเข้มแข็งขึ้น สหกรณ์ก็มีจำนวนมาก แล้วก็หลาย ๆ แห่ง ก็มีขนาดเล็ก เพราะฉะนั้นกรอบแนวคิดในการที่จะปฏิรูปของเราก็คือจะต้องส่งเสริม หรือดำเนินการให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระที่เป็นหน่วยงานในการกำกับดูแลและพัฒนา สหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็ต้องไปกำหนดหลักเกณฑ์การกำกับดูแลให้มีความชัดเจน และมีบทลงโทษ สนับสนุนให้สหกรณ์ขนาดเล็กรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ สนับสนุน ให้สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีฐานะการเงินดีเข้าถือหุ้นใน ธ.ก.ส. เพื่อยกระดับการพัฒนา ของสหกรณ์ สำหรับเรื่องสหกรณ์ก็มีเท่านี้

ทีนี้ผมจะพูดถึงเรื่องการเงินฐานราก การเงินฐานรากมีจำนวนมาก แต่ว่า ขาดการบริหารจัดการในเชิงระบบ และผู้บริหารการเงินฐานราก แม้จะมีความตั้งใจดี มีความขยันขันแข็งในการทำงาน แต่ว่าก็ขาดความรู้ในเชิงการบริหารการเงิน ซึ่งเขาก็เป็นคนดี ในตำบล หมู่บ้านที่คัดเลือกกันเข้ามา แต่ว่ายังขาดความรู้ในการบริการเชิงการเงิน เพราะฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเสริมตรงนี้ ระบบการเงินฐานรากเหล่านี้ กองทุนเหล่านี้ ความจริงถ้าเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายก็จะหนุนช่วยกันได้เยอะ หรือจะ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเยอะ ก็ไม่มีการทำอันนี้ เราคิดว่าก็ควรจะสนับสนุนให้มี การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นอกจากนั้นก็ขาดแนวทางในการ พัฒนาและสนับสนุนให้เข้มแข็ง และมั่นคงยั่งยืน เพื่อเป็นสถาบันการเงินระดับรากหญ้า ที่ให้บริการทางการเงินต่อประชาชนระดับรากหญ้าได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพราะฉะนั้น แนวคิดในการแก้ไขก็จะเสนอให้ปฏิรูปโดยการจัดตั้งโครงข่ายการออมฐานราก โดยทยอย ยกระดับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองและกองทุนการออมชุมชน จำนวน ๓,๕๐๐-๗,๐๐๐ แห่ง เรียกว่าเลือกไปจำนวนหนึ่งไม่สามารถทำทุกแห่งได้ ขึ้นเป็นธนาคารชุมชน เป็นสถาบันการออมชุมชน ในช่วงเวลา ๕-๑๐ ปีข้างหน้า โดยคัดสรรจากกลุ่มที่เน้นการออมเป็นสำคัญ แล้วก็จะให้ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสินเป็นแม่ข่ายที่จะดูแลโครงข่ายการออมฐานรากร่วมกันโดยจะเป็น ช่องทางหนึ่งที่ช่วยให้การบริหารจัดการ การกู้ยืมข้ามข่าย โดยได้รับความร่วมมือจากสมาคมธนาคาร ที่จะมาช่วยให้ความรู้และให้การสนับสนุน ขณะเดียวกันก็จัดให้มีแรงจูงใจที่เหมาะสมสำหรับ กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และกองทุนการออมที่ได้รับการคัดเลือกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของโครงข่ายการออมฐานราก โดยให้การสนับสนุนเรื่องมาตรฐานบัญชี ระบบการธนาคาร การโอนเงิน ความเป็นนิติบุคคล การกู้ยืมข้ามเครือข่ายและการทำไมโคร อินชัวรันซ์ (Micro-Insurance) และความรู้ทางการเงิน ตลอดจนพัฒนาเป็นช่องทางให้กับ กอช. ด้วย ในเรื่องนี้ผมจะขอให้ ท่านอาจารย์ธวัชชัย อาจารย์กอบศักดิ์เป็นผู้ลงรายละเอียด ขอเชิญอาจารย์ธวัชชัยก่อนครับ