สมชัย ฤชุพันธุ์ ขอบคุณสมาชิกสภาที่เสนอแนะและรับข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแก้ไข โดยเน้นประเด็นค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษี ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎหมายภาษี (Compliance cost) และต้นทุนจากการบิดเบือนเศรษฐกิจเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งต้องนำมาประกอบการพิจารณา
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ ผมขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณาให้คำแนะนำ ให้คำติ ให้คำชม ผมจะรับ ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตทั้งหลาย ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีทั้งนั้นไปประกอบการพิจารณา แล้วก็ทำการปรับปรุงแก้ไข ขณะเดียวกันผมจะขอร่วมส่วนในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย อยู่ ๒-๓ ประเด็น แล้วเดี๋ยวจะให้ท่านอาจารย์กิติพงศ์ได้เพิ่มเติม
ประเด็นแรก ก็คือเรื่องเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บภาษี ซึ่งคุณอรพินท์ ได้กรุณายกขึ้น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเวลาที่เราจะส่งภาษีไปให้ อบจ. จัดเก็บ ต้องคำนึงถึงว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บมันจะคุ้มค่าหรือไม่ อันนี้ก็จะรับไปทำ แต่ว่าจริง ๆ แล้วเวลาที่เราทำ เรื่องภาษี นอกจากว่าจะดูเรื่องค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ แล้วเราก็จะดูด้วยว่าค่าใช้จ่ายในการ ปฏิบัติตามกฎหมายภาษี ซึ่งไม่เป็นต้นทุนของรัฐบาล แต่เป็นต้นทุนของภาคเอกชน คือถ้ารัฐ จัดเก็บภาษี รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กรมสรรพากรไปจัดเก็บหรือให้ อปท. ไปจัดเก็บ นี่เรียกว่า ค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บ แต่ว่าแค่นั้นมันไม่พอ เพราะว่ามันไม่เกิดการเสียภาษี การที่เกิด การเสียภาษีขึ้น ประชาชนก็ต้องทำบัญชี ต้องเอาเงินไปจ่าย ต้องมีการเดินทาง พวกนี้เป็น ต้นทุนของภาคประชาชน ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็นคอมไพลแอนซ์ คอสท์ (Compliance cost) ส่วนตัวแรกนั้นเป็นคอลเลคชัน คอสท์ (Collection cost) แล้ว ในการจัดเก็บภาษีมีปัญหาอีกตัวหนึ่งคือว่า บางทีทั้งค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและค่าใช้จ่าย ในการปฏิบัติตามภาษีไม่มาก แต่ต้นทุนที่มีมูลค่ามากมหาศาล คือต้นทุนของการบิดเบือน เศรษฐกิจ ซึ่งก่อให้เกิดการหลีกเลี่ยงและการทำธุรกิจในลักษณะซึ่งในเชิงไมโคร (Micro) แล้วจะเป็นประโยชน์สูงสุดเพื่อจะลดภาษีต่อยูนิต (Unit) นั้น แต่ในเชิงสังคมโดยรวมแล้ว เสียหายมากมายมหาศาล ตรงนี้ก็จะรับไปพิจารณาด้วย ขอบคุณที่ให้ข้อสังเกตตรงนี้
อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องเกี่ยวกับของท่านสารี ที่พูดถึงเรื่องภาษีที่เก็บมาแล้ว ควรจะใช้จ่ายในลักษณะที่เรียกว่า การคลังเพื่อสังคม ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอแนะที่ดีมาก แล้วก็ต้องยอมรับว่าเวลาที่เราทำเปเปอร์นี้เราอาจจะให้ความสำคัญกับเรื่องการคลัง เพื่อสังคมไม่เพียงพอ ผมก็จะไปปรับปรุงแก้ไข
คราวนี้มีการพูดถึงว่าเวลาเก็บภาษีไปแล้ว แล้วจะมาจ่ายในเรื่องการสวัสดิการ หรือว่าการศึกษา ก็จะบ่นกันว่าใช้จ่ายเยอะ ซึ่งความจริงแล้วท่านอยากให้ดูว่า จริง ๆ การศึกษาก็เป็นการเพิ่มศักยภาพของสังคมในการที่จะก่อเกิดผลผลิตมากขึ้น สุขภาพอนามัย ก็เหมือนกัน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ว่าความจริงแล้วผมคิดว่าประเด็นมันคงอยู่ที่ว่าเราต้อง จำแนกให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ยากจน หรือผู้ด้อยโอกาสกับการแก้ปัญหาให้คนไม่จน ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน ผมคิดว่าวิธีที่ถูกนี่ เราต้องทำทั้ง ๒ อย่าง คือทำในเรื่องพยายามที่จะแก้ไม่ให้มีคนจนเกิดขึ้นใหม่ หรือคนจน ที่เลิกจนแล้ว ก็คือต้องเพิ่มศักยภาพในการหารายได้ให้เขาด้วยการให้การศึกษาหรือให้เทรนนิง (Training) ขณะเดียวกันคนซึ่งเผชิญภัยกับความยากจนอยู่ เราก็ต้องมีสวัสดิการและมี การสงเคราะห์ แต่อย่าไปเห็นว่าการสวัสดิการและการสงเคราะห์เป็นเรื่องเดียวเท่านั้นที่จะ แก้ปัญหาความยากจน การสวัสดิการและการสงเคราะห์ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหาความยากจน การแก้ปัญหาความยากจนต้องเพิ่มศักยภาพ ต้องเพิ่มผลิตภาพให้กับคนที่อาจจะจนได้
มีอีกประเด็นหนึ่ง ผมจำไม่ได้ว่าท่านใดยกขึ้นเป็นเรื่องสำคัญมาก คือเป็น เรื่องสะท้อนให้เห็นถึง ความจริงแล้วในสังคมไทยไม่ใช่เฉพาะการบริหารจัดการบ้านเมือง โดยรัฐบาล คืออำนาจรัฐรวมศูนย์อำนาจทั้งนั้นครับ ความจริงการจัดการภาคเอกชนก็รวม ศูนย์อำนาจมาก บริษัทธุรกิจใหญ่ ๆ ส่วนมากจะจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ แล้วก็จะใช้ที่ตั้งของ ที่จดทะเบียนเป็นแหล่งเสียภาษี เพราะฉะนั้นจึงเกิดปรากฏการณ์ที่ว่าบริษัทมีโรงงาน อุตสาหกรรม ตัวโรงงานตั้งอยู่ต่างจังหวัด แต่ว่าบริษัทจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ ที่ที่เป็น ที่ตั้งโรงงานก็รับฝุ่น รับไอเสีย รับความเสี่ยงภัยอันอาจจะเกิดจากการระเบิดของโรงงานไป แต่ว่าภาษีที่บอกว่าแบ่งให้ส่วนหนึ่งซึ่งเวลานี้ก็แบ่งให้น้อยนะ เพราะว่าแบ่งไปไม่ถึง เพราะว่า ตัวเลขภาษีนั้นถือว่าเก็บที่กรุงเทพฯ ไม่ได้เก็บที่ท้องถิ่นนั้น หรือว่าร้านสรรพสินค้า หรือซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ ๆ ซึ่งจดทะเบียนที่กรุงเทพฯ แต่ตั้งสาขาทั่วประเทศไทย ความแออัดอันเกิดจากการค้าขายของเขาก็จะเกิดขึ้นกับจังหวัดพิษณุโลก กับจังหวัดขอนแก่น กับจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ว่าภาษีไม่ได้เสียที่นั่น ภาษีมาเข้ากรุงเทพฯ หมด ตรงนี้ผมคิดว่า ตอนที่ผมทำงานให้กับคณะกรรมการการกระจายอำนาจฯ ก็ได้ลงไปทำในเรื่องนี้ แล้วก็ได้ จูงใจให้เขาเกิดการเปลี่ยนแปลง แล้วก็พวก อปท. ก็ดีมาก เขาพยายามช่วยตัวเอง เขาทำได้ สำเร็จส่วนหนึ่ง ผมเห็นด้วยว่าทั้งหมดนี้ต้องมาทำในเชิงระบบให้มันไม่ก่อเกิดปัญหาที่ลำเอียง อย่างนี้ ขอบคุณครับ ผมจะขอเชิญท่านกิติพงศ์ช่วยตอบข้ออื่นครับ