สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๐ · ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๘

จำลอง โพธิ์สุข หารือเรื่องภาษีป้าย โดยกล่าวถึงปัญหาการจัดเก็บภาษีป้ายในประเทศไทย จำลอง โพธิ์สุข ยังหารือเรื่องภาษีสิ่งแวดล้อมและภาษีฐานที่ดินในวัดวาอาราม จำลอง โพธิ์สุข ยังหารือเรื่องการขายที่ดินของเกษตรกร โดยมองว่าเกษตรกรขายที่ดินเพราะหนี้สินและไม่มีทางเลือกอื่น

นายจำลอง โพธิ์สุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม จำลอง โพธิ์สุข สปช. หมายเลข ๐๕๐ จากจังหวัดชัยนาทครับ ท่านประธานครับ ในรายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ ผมมีความเห็นประกอบการพิจารณาบางประเด็น

ประเด็นที่ ๑ ในส่วนของเรื่องของรายละเอียดนั่นก็คือเรื่องของภาษีในระดับ ของท้องถิ่นที่ดำเนินการจัดเก็บอยู่อันหนึ่ง นั่นก็คือเรื่องภาษีป้าย ซึ่งกฎหมายเราใช้กันมา เกือบ ๕๐ ปีแล้วกระมังครับ ที่ต้องพูดก็คือว่าเป็นคำถามไปด้วยถึงผู้ที่มีหน้าที่ ส่วนงานที่มีหน้าที่ ในการจัดเก็บหรือเป็นเจ้าพนักงาน อะไรก็สุดแต่ ไม่ทราบว่าเราได้กันเต็มเม็ดเต็มหน่วยขนาดไหน ท่านออกจากสภากลับบ้านหรือเดินทาง ท่านก็จะเห็น ๒ ฝั่งถนนมีแต่ป้ายเต็มไปหมด ป้ายถาวร ป้ายห้างร้าน ป้ายโฆษณาพร็อพเพอร์ตี (Property) ทั้งหลาย บริษัทบ้านจัดสรร เป็นอย่างนี้ ประเทศไทยน่าจะเป็นเมืองที่อุดมไปด้วยป้าย ไม่ทราบว่าจะคุมกำเนิด หรือจะจัดการอะไรกันอย่างไร ผมเคยอภิปรายในเชิงของการหารือในสภาแห่งนี้มาครั้งหนึ่ง ไปถึงหน่วยงาน ไปถึงทางฝั่งรัฐบาลถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นคำถามว่าจัดเก็บกันได้ มีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลขนาดไหน หรือว่าในส่วนของตัวบทกฎหมายเองมันสอดคล้อง กับยุคสมัยมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้และทั้งนั้นก็เพื่อที่จะให้การจัดเก็บภาษีมีความเสมอภาค เป็นธรรมในหลักการประมาณนั้น โดยเฉพาะภาษีป้ายเข้าใจว่าเป็นเรื่องของภาคท้องถิ่น เป็นภาษีของท้องถิ่นที่จะจัดเก็บ แล้วก็ยังสร้างปัญหามากมายให้กับพวกเรากับสาธารณะ โดยเฉพาะป้ายที่จัดไว้ไม่เป็นที่เป็นทาง ไม่มีการจัดโซนนิง (Zoning) อะไรทั้งหลายทั้งปวง คงจะต้องจัดระเบียบควบคู่กันไปด้วย หรือมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่น พระราชบัญญัติ รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง แล้วก็อื่น ๆ อีกเยอะแยะ ตรงนี้ก็ฝากให้เป็นประเด็นปลีกย่อยส่วนหนึ่งของการศึกษาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เพื่อที่จะให้การจัดเก็บภาษีป้ายนั้นเป็นอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในประเด็นต่อไปท่านประธานครับ ในส่วนเรื่องของฐานภาษี ประการที่ ๑ คือผมเห็นด้วยในหลักการที่บ้านเมืองเราจะได้ขยับเขยื้อนในเรื่องของภาษี เรื่องสิ่งแวดล้อม ภาษีสิ่งแวดล้อม หรือคาร์บอน แทกซ์ อะไรก็แล้วแต่ที่ท่านกรรมาธิการได้นำเสนอไปแล้ว แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายสนับสนุน ผมก็อยากเห็นตรงนี้ภาษีคาร์บอน แทกซ์ตรงนี้ได้เกิดขึ้นในบ้านในเมืองของเราเร็ว ๆ ซึ่งจะมีวงจรพาดผ่านไปเกี่ยวข้องกับ อีกหลายเรื่องหลายอย่าง ซึ่งเป็นคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนของเรา

อีกส่วนหนึ่งท่านประธานครับ นั่นก็คือเรื่องของฐานภาษีที่เรามีการพูดถึง นั่นก็คือเรื่องของกำลังเป็นประเด็นฮอท อิชชู (Hot issue) ก็คือเรื่องที่ดินที่อยู่ในวัดวาอาราม ทั้งหลายทั้งปวง เราจะขยายฐานภาษีเข้าไปถึงในวัดได้ไหม อันนี้วัด ๓๗,๐๐๐ วัด จะทำอย่างไร วัดร้างอีกประมาณ ๖,๐๐๐ วัด ที่ดินไม่รู้เท่าไร ตรงนี้เป็นอย่างนี้ ผมเคยเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ก็อนุญาต ส่งเรื่องคำขออนุญาตมายังมหาเถรสมาคมตั้งวัด จากสำนักสงฆ์ขอเป็นวัด ปีหนึ่ง วัดเกิดใหม่ประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ วัด นั่นก็ว่ากันไป แต่ว่าโดยองค์รวมก็อยากจะฝาก ท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าในความเพียรพยายามของพวกเราจะทำอย่างไร ที่จะเอื้อมไปถึงได้ไหม เรื่องของวัดวาอาราม เราอย่าปฏิเสธเลยครับว่าวัดวาอารามเราจะต้อง ทำบุญสุนทาน ไม่ต้องคิดอะไรมากแล้ว ยิ่งทำมากยิ่งได้ขึ้นสวรรค์ชั้นสูง ๆ อะไรประมาณนั้น ตอนนี้ต้องมาช่วยกันแชร์ (Share) แล้ว วัดก็อยู่ในสังคม ในชุมชนเหมือนกัน อะไรที่ช่วยได้ ก็ต้องช่วยกัน ฝากตรงนี้ไปเป็นประเด็นหนึ่งด้วย คงจะได้เม็ดเงินอีกไม่ใช่น้อยถ้าคิดถึง ในเรื่องของรูปธรรมที่จะเป็นเงินภาษีหรือเป็นอะไรก็แล้วแต่

อีกส่วนสุดท้ายขออนุญาตท่านประธานเลยเวลาไปนิดหนึ่ง เป็นข้อสังเกต จะเรียกว่าจะใช้ระบบอะไรก็ไม่รู้ จะเรียกว่า ภาษี หรือจะเป็นอากร เป็นค่าธรรมเนียม อะไรก็สุดแต่ หรือเป็นการสร้างแรงจูงใจอีกส่วนหนึ่ง ผมมองไปที่เกษตรกรครับ เราจะเห็นว่า ตอนนี้มันก็เกี่ยวโยงไปหลายเรื่อง อย่างเช่น เรื่องของกฎหมายผังเมือง พื้นที่ที่เป็นพื้นที่ ที่อยู่ในเขตชลประทานก็มีไว้สำหรับเพาะปลูกธัญพืช พืชพันธุ์ธัญญาหาร แต่ว่านายทุนเงินหนา เงินเยอะ ท่านก็ไปกว้านซื้อแล้วก็รอเก็งกำไร หลายท่านอภิปรายไปแล้วประการหนึ่ง หรือเอาไปทำโน่น นี่ นั่น มันไม่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ฝั่งของเกษตรกรที่หลุดมือ หนี้สิน ธ.ก.ส. ท่วมหัว ก็ต้องขาย ขายถูก ๆ นายทุนเขาเก็บไว้ แล้วก็ไม่ทำอะไร ก่อให้เกิดปัญหา เยอะแยะไปหมด ตรงนี้จะทำอย่างไร อีกฝั่งหนึ่งคืออยากจะให้มองไปที่ว่า เราจะสร้าง แรงจูงใจอย่างไรให้กับเกษตรกรว่าท่านอย่าขายนะ เก็บไว้ เก็บไว้ไม่ได้ทั้งหมดก็เอาไว้บางส่วน ก็ยังดี ให้ลูกให้หลานประมาณนี้ เราจะให้อะไรเป็นแรงจูงใจกับเกษตรกรเหล่านี้ไหม เราจะเห็นนะครับถมที่สร้างตึก ถมที่สร้างโรงงาน ถมที่สร้างรถไฟฟ้า บำรุงบำเรอกันเข้าไป แต่ว่าเกษตรกรเขาร้องไห้อยู่ จำเป็นต้องขาย ไม่ขายก็ต้องขาย เพราะว่าที่มีอยู่เป็นสมบัติ ชิ้นสุดท้าย อย่างนี้เราจะทำอย่างไร ฝากเป็นประเด็นถ้าหากว่าด้วยความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะส่องกล้องมองมาทางมุมนี้อีกสักนิดหนึ่งได้ไหมครับ ก็ขอขอบคุณท่านประธานครับ