รสนา โตสิตระกูล หารือประเด็นการปฏิรูประบบโครงสร้างภาษี โดยเน้นย้ำว่าจุดมุ่งหมายหลักไม่ใช่เพื่อเพิ่มรายได้ให้รัฐ แต่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และเสนอแนวทางเก็บภาษีที่ดินและทรัพย์สินแบบขั้นบันไดตั้งแต่มูลค่าหรือพื้นที่ที่กำหนด เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแบ่งปันทุกข์สุข รสนา โตสิตระกูล ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ เช่น กองทุนเปิดวายุภักษ์ ที่อาจนำไปสู่การย้ายหนี้สาธารณะออกนอกระบบและเพิ่มภาระหนี้ของรัฐบาล รวมถึงกังวลเรื่องการโยกถ่ายโอนโครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อขายให้เอกชนในอนาคต จึงขอให้คณะกรรมาธิการช่วยพิจารณาประเด็นดังกล่าว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการว่าทำเอกสารได้ดี แล้วก็รายงานได้น่าสนใจมาก ดิฉันคิดว่าสิ่งที่เพื่อนสมาชิก ได้อภิปราย ทุกคนก็ล้วนแต่เห็นด้วยว่าการปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีนั้นเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น แล้วก็เป็นสิ่งที่จะเกิดประโยชน์กับบ้านเมืองอย่างแท้จริง แต่ดิฉันเองก็มีความเห็นว่าเพียงแค่ การปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีอย่างเดียว ที่จริงแล้วกรรมการน่าจะพูดให้ชัดเจนว่า จุดมุ่งหมายของการปฏิรูประบบโครงสร้างภาษีนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ให้รัฐมีเงินมาจับจ่ายใช้สอย เท่านั้น แต่ว่าจุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคม คือต้องมี จุดมุ่งหมายอย่างชัดเจนว่า เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมให้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นแล้ว เมื่อการปฏิรูปแล้วเราก็อาจจะจมอยู่กับการเพียงว่าทำอย่างไรให้รัฐมีเงินมากขึ้น แล้วก็มาใช้จ่าย เท่านั้น ดิฉันเองเห็นว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ได้เขียนเอาไว้ในข้อเขียนที่ว่า คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอนนั้น ยังเป็นสิ่งที่น่าจะต้อง ทำให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะว่าการพัฒนานั้นก็คือเป็นการพัฒนาที่ควรจะให้เกิดขึ้นกับทุก ๆ คน แล้วก็เป็นประโยชน์กับทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ว่าปฏิรูประบบภาษีเพื่อที่จะลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้คนจนอยู่ได้มากขึ้น แต่ดิฉันคิดว่าในสังคมทั้งหมดนั้นการอยู่ร่วมกันนั้น ก็คือการเฉลี่ย แบ่งปันทุกข์สุขกัน ซึ่งในเวลานี้เราต้องยอมรับว่าการที่ระบบของประเทศเรานั้น ถูกจัดอยู่ใน ๑ ใน ๑๐ ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำในเรื่องของรายได้สูงมากนั้น โดยส่วนใหญ่แล้ว มันก็เกิดขึ้นจากกฎหมาย เกิดขึ้นจากการบริหารหรือนโยบายของรัฐเป็นหลัก การที่ทำให้มี คนเพียงบางกลุ่มที่มีการสะสมทุนมากขึ้น ๆ แล้วก็สามารถที่จะครอบครองปัจจัยการผลิต มากขึ้นนั้น ดิฉันเชื่อว่าไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ มันเกิดขึ้นจากนโยบาย เกิดขึ้นจากกฎหมาย แล้วก็การบริหารงานของรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าในยุคของการปฏิรูปนั้นถ้าเราต้องการที่จะ ลดความเหลื่อมล้ำอย่างจริงจังนั้น ดิฉันคิดว่ามันต้องมีกระบวนการที่จะทำให้การปฏิรูป ในเรื่องของโครงสร้างและระบบภาษีนั้นเกิดขึ้นอย่างเป็นจริง ดิฉันก็เห็นด้วยในเรื่องเกี่ยวกับ ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สินที่ควรจะต้องมี ในขณะนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะเหมือนล่าถอยไปก่อน ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราจะมีการปฏิรูปโดยการเก็บภาษีในเรื่องของที่ดิน ในเรื่องของ ทรัพย์สินนั้นก็ควรจะต้องมีต่อไป แต่ว่าถ้าเพื่อที่จะให้ลดการกระทบกับคนระดับกลาง ที่อาจจะเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง อาจจะกำหนดก็ได้ว่าเก็บภาษีบ้านตั้งแต่ ๑๐ ล้านบาทขึ้นไป โดยเก็บเป็นขั้นบันได หรือภาษีที่ดินก็อาจจะเอาที่ดินตั้งแต่ ๑๐๐ ไร่ขึ้นไปเลยก็ได้ ซึ่งก็เก็บแบบขั้นบันได เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้ดิฉันเชื่อว่ารัฐก็จะสามารถที่จะได้รับรายได้ ในส่วนนี้เพิ่มขึ้น แล้วก็ถ้าไม่ทำในช่วงนี้โอกาสในการทำค่อนข้างยากนะคะ
ดิฉันเองก็อยากจะให้มีการพิจารณาในเรื่องโครงสร้างในส่วนของภาษีทรัพยากร ด้วยนะคะ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเราไม่ค่อยได้ให้ความใส่ใจอย่างจริงจังว่าเราจะมีการทำให้ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของคนทั้งชาตินั้นเกิดประโยชน์กับคนทั้งหมดได้อย่างไร การคลัง ปิโตรเลียม อย่างที่ดิฉันได้เคยพูดถึงบ้างในบางการอภิปราย ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการน่าจะคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังแล้วก็ทำเป็นข้อเสนอขึ้นมา หรือในส่วนของการ เก็บรายได้จากทรัพยากรธรรมชาตินั้นบางครั้งทรัพยากรธรรมชาติกลับกลายเป็นตัวสร้าง ความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชนด้วย เพราะในพื้นที่ที่เขามีทรัพยากรธรรมชาติ อย่างเช่น ทองคำ กลายเป็นว่าชุมชนนั้นอาจจะยากจนมากกว่าปกติก็ได้ เพราะว่าในกระบวนการ ให้สัมปทานนั้นประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ไม่ได้รับประโยชน์ เราก็เห็นได้ชัดเจน แม้แต่ในพื้นที่ที่มีปิโตรเลียม แต่เราไม่เคยเห็นว่าในพื้นที่นั้นที่มีปิโตรเลียมแล้ว เขาได้มีโอกาส ใช้ราคาพลังงานที่ถูกกกว่าคนอื่น ส่วนใหญ่แล้วพื้นที่ในต่างจังหวัดใช้ราคาพลังงานแพงกว่า คนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งดิฉันก็คิดว่านี่ก็เป็นเรื่องของความเหลื่อมล้ำ แล้วสิ่งหนึ่งดิฉันคิดว่า สิ่งที่น่าจะต้องคำนึงถึงก็คือว่าควรจะต้องมีกระบวนการที่อาจจะเพิ่มเติมเข้ามาว่า รายได้ หรือภาษีที่รัฐได้มาแล้ว เราจะมองการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไร เช่น การที่ค่าใช้จ่าย ในเรื่องสาธารณูปโภคพื้นฐานของประชาชนนั้นควรจะต้องมีการคำนึงถึงด้วยว่า ไม่ควรเกิน กี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในด้านพลังงาน ค่าเดินทาง ค่าอาหารการกิน ซึ่งถ้าหากว่า มีกระบวนการในการที่จะพิจารณาในสิ่งเหล่านี้มันก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะว่า สวัสดิการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการทางด้านเศรษฐกิจหรือสวัสดิการที่ไม่ใช่เศรษฐกิจนั้น ก็เป็นไปเพื่อที่จะทำให้สังคมนั้นมีความเป็นธรรมตรงนี้มากขึ้น
อีกประการหนึ่งที่ท่านได้พูดถึงเรื่องการเก็บภาษีในเรื่องของระดับชาติ ระดับ ท้องถิ่นนี้เห็นด้วย เพราะถ้าหากว่าการเก็บภาษีท้องถิ่นอย่างเป็นจริงเป็นจังทำให้ประชาชน สามารถเข้ามามีส่วนร่วม เขาจะรู้สึกว่าเงินที่เขาเสียไปนั้นเขาต้องเข้ามาดูแลไม่ให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นการเก็บในส่วนของเรื่องของภาษีในท้องถิ่นนั้นก็ควรจะรวมไปถึง ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเวลานี้ต้องบอกว่าการเก็บรายได้จากทรัพยากรธรรมชาตินั้น ไม่ได้มีการคำนึงถึงผลได้และผลเสีย คือผลได้รัฐส่วนกลางได้ไป แต่ผลเสียตกอยู่กับประชาชน ที่อยู่ในท้องถิ่น ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งถ้าหากมีการประเมินว่ารายได้ที่มานั้นก่อให้เกิดผลเสียหรือกลายเป็นภาระของประชาชน อย่างไร อันนี้จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์นะคะ เพราะว่าอย่างในพื้นที่อย่างจังหวัดพิจิตร และในหลายจังหวัดที่เขามีการขุดทอง ปรากฏชาวบ้านเวลานี้ต้องซื้อน้ำกินเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท ดิฉันเองคิดว่าอันนี้คือการเพิ่มภาระให้กับชาวบ้าน แต่ในขณะที่รายได้นั้นก็อาจจะเป็นรายได้ ที่ไม่ค่อยจะมีประเด็นว่ามันมีมากเพียงพอกับสิ่งที่สูญเสียไป แต่ว่ารายได้นั้นเข้ามา ที่ส่วนกลาง แล้วก็ในระบบการเก็บภาษีนั้นเราไม่เคยมีการประเมินว่าส่วนที่เสียไป กับส่วนที่ได้มานั้นมันคุ้มค่าหรือไม่นะคะ
เวลาน้อยดิฉันขอฝากอีกประเด็นหนึ่งว่าในกรณีเรื่องของตลาดทุน เวลานี้ มีการออกเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ หลายอย่าง เช่นอย่างกองทุนเปิดวายุภักษ์ ดิฉันเอง มีข้อสงสัยว่าในกระบวนการกองทุนแบบนี้เป็นความต้องการที่จะย้ายหนี้สาธารณะออกมา หลบไว้ข้างนอกหรือเปล่า แล้วก็การย้ายหนี้สาธารณะแบบนั้นจะทำให้รัฐบาลหรือนักการเมือง สามารถก่อหนี้ได้มากขึ้นหรือเปล่า สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าควรจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องนี้ด้วย เพราะว่าเดี๋ยวนี้มันมีเครื่องมือทางการเงินใหม่ ๆ ขึ้นมาเยอะ แล้วก็บางครั้งมันกลายเป็นว่า เป็นกองทุนสำหรับการโยกย้ายถ่ายโอนโครงข่ายสาธารณูปโภคพื้นฐานมาไว้ แล้วก็ในอนาคต อาจจะถูกขายออกไปให้กับเอกชนหรือไม่ ดิฉันเพียงแต่ตั้งข้อสงสัย แล้วก็ถ้าทาง คณะกรรมาธิการจะช่วยโปรดพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยก็จะขอบคุณค่ะ