เทียนฉาย กีระนันทน์ ขอบคุณและแนะนำสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ 5 ท่าน และว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ เสนอ 3 ประเด็นในการกราบเรียนเสนอไปยังคณะกรรมาธิการ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการแก้ไขนโยบายการเงินและภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจ และลดระเบียบและลดการหลบเลี่ยงภาษีของบริษัทขนาดใหญ่
ขอบคุณนะครับ ขอเอ่ยนามอีก ๕ ท่าน ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ คุณศิรินา ปวโรฬารวิทยา คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง คุณรสนา โตสิตระกูล คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ เรียนเชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ก่อนครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมมี ๓ ประเด็น ที่อยากจะกราบเรียนเสนอไปยังคณะกรรมาธิการ
ในเรื่องที่ ๑ ผมค่อนข้างจะมองว่าในฐานะที่เป็นนักธุรกิจ ผมอยากจะให้ท่าน เพิ่มแรงจูงใจ อย่ามองผู้เสียภาษีเป็นผู้ที่คอยหลบเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา ผู้ที่เสียภาษีเขามาอยู่ ในระบบแล้ว แต่ขณะเดียวกันจะเห็นว่าจ้องไปที่จะเล่นงานผู้ที่เสียภาษี จะไปเพิ่มภาษีเขา หรือว่าจะไปทำให้เขาเสียอย่างไรก็ตามมากขึ้น หรือสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเขาจะเลี่ยงภาษี ถ้าคิดว่าในเรื่องนี้ถ้าเพิ่มแรงจูงใจส่วนนี้คนจะเข้าระบบมากขึ้น อย่างที่ผมไปฟังความคิดเห็นมา ที่อำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี มีประชาชนคนหนึ่งเสนอว่าบำนาญพลเมือง ผมก็บอกเขาว่ารัฐไม่มีเงินพอหรอกที่จะไปจ่ายบำนาญให้ เขาบอกข้าราชการรับราชการ ก็ทำตามหน้าที่ เขาเสียภาษีก็ทำตามหน้าที่ แต่แก่ตัวลงทำงานไม่ได้ ก็ได้ ๖๐๐ บาท เหมือนกับคนที่ไม่ทำงานอะไรเลย เขาขอสัก ๘๐๐ บาทได้ไหม หรือขอสัก ๑,๐๐๐ บาทได้ไหม ให้เป็นสิ่งที่เชิดชูเขาว่าในฐานะที่เขาเสียภาษี แต่ถ้าเสียภาษีทั้งชีวิตเป็น ๑๐๐ ล้านบาท ก็น่าจะได้สัก ๑,๐๐๐ บาทอะไรทำนองนี้ ผมว่าตรงนี้น่าสนใจตรงที่ว่าบริบทต่าง ๆ จะเห็นว่า สิ่งที่จูงใจให้เสียภาษี อย่างเช่นถ้าเขาเสียไปแล้ว ทุจริต คอร์รัปชัน ปราบไม่หมด เขาก็มี ความรู้สึกเสียดายภาษีที่เขาจะจ่ายออกไป ไปถึงแล้วคนก็โกงไป ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีความเสียดายตรงนี้ก็ขาดแรงจูงใจ ขณะเดียวกันการไปเข้าระบบเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาในการ ที่จะตรวจสอบอย่างเดียว มันก็ขาดแรงจูงใจในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแรงบันดาลใจในส่วนนี้ น่าจะเป็นตัวหนึ่งที่จะต้องคิดว่าเราจะทำอย่างไรกับมันในการที่จะทำให้คนเข้าระบบ ด้วยความพึงพอใจ คือได้รับความร่วมมือ ไม่ใช่ว่าพอจะออกกฎหมายภาษีทรัพย์สินออกมา ผมถามเพื่อนผมซึ่งเป็นนักกฎหมาย บอกมีคนมาปรึกษาไหม เขาบอกมี ผมก็ถามว่าให้ผมทายไหมว่า เขาจะปรึกษาท่านเรื่องอะไร เขาก็บอกลองทายมาสิ ปรากฏว่าผมก็ทายว่าเขาจะถาม นักกฎหมายคนนี้ว่าเขาจะเลี่ยงได้อย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าออกกฎหมายมาอีก ๕ ฉบับ ๑๐ ฉบับ แต่คนจ้องจะเลี่ยงไม่ได้ให้ความร่วมมือถามว่ากฎหมายออกมาแล้วได้อะไรขึ้นมา อันนี้ ในประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ เสียภาษีที่เป็นธรรม ผมถามว่าบุคคลธรรมดาหักค่าใช้จ่ายได้ ๓๐,๐๐๐ บาท ภรรยาอีก ๓๐,๐๐๐ บาท เป็นค่าใช้จ่ายทั้งปี พอไหมครับ ค่าแต่งตัวยังไม่ได้เลย อันนี้หรือครับที่บอกว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องแก้ไหม ในเมื่อเข้าใจว่า จะเลี่ยงภาษีอยู่แล้ว คนก็เลี่ยงเสียเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตรงนี้ต้องดู ให้เป็นธรรม ขณะเดียวกันต้องเหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์ด้วย เหมาะสมกับเวลา และสถานการณ์อย่างไร ในวิชาที่ผมเรียนเศรษฐศาสตร์ ๑๐๑ เริ่มต้นเลย ภาวะเศรษฐกิจ ที่ไม่ดีเขาสอนไว้ ๒ เรื่องว่ารัฐบาลจะต้องทำ ๒ เรื่อง มีเครื่องมืออยู่ ๒ ตัว ตัวที่ ๑ คือนโยบายการเงิน ต้องลดอัตราดอกเบี้ย เพราะอะไร เพื่อให้ค่าเงินบาทมันอ่อน ไปขายของ ต่างประเทศมาได้น้อยจะได้กลับมามีเงินมากขึ้น
เรื่องที่ ๒ คือนโยบายการคลัง นโยบายการคลังมีอยู่ ๒ ตัว ตัวที่ ๑ คือภาษี อย่าแตะเป็นอันขาดในเรื่องของการขึ้น เพราะเซนทิเมนท์ (Sentiment) คืออารมณ์ของคนที่ จะจับจ่ายใช้สอยมันหมดไป ถามว่าสิ่งที่กำลังพูดกันขณะนี้เห็นด้วยทุกอย่างครับ รัฐไม่มีเงิน รัฐจำเป็นจะต้องมีเงินในการพัฒนาประเทศ รัฐจำเป็นจะต้องเก็บภาษีทรัพย์สิน ทุกอย่าง เห็นด้วยหมดครับ แต่ระยะเวลา ความเหมาะสมของสถานการณ์เหมาะสมหรือไม่ ถ้าพูดตรงนี้ออกมา คนไม่จ่ายเงิน ขณะนี้คนไม่ใช้เงินครับ เมื่อไม่ใช้เงินเศรษฐกิจดีได้อย่างไรครับ เงิน ๑๐๐ บาท จ่ายออกไป ในทางเศรษฐศาสตร์ ๔ เท่าอย่างต่ำที่จะคูณออกมาเป็นเงินหมุน เพราะฉะนั้น อันนี้คือเรื่องของสถานการณ์ความเหมาะสม เห็นด้วยในทุกสิ่งทุกอย่างที่ขณะนี้กำลังทำ แต่อารมณ์ที่มันออกมาไม่ให้เศรษฐกิจยิ่งทรุดถามว่ารายได้ไม่มีจะไปเก็บภาษีจากตรงไหนครับ
เรื่องที่ ๒ นโยบายการคลังก็คือว่าเขาจะผลักเงินในท่อของรัฐบาลนี้ออกมาให้เร็วที่สุด ไม่ใช่ไปจ้องที่จะดูเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินจำนวนนี้ไหลกลับไป เกิดการจับจ่ายใช้สอย นี่คือสิ่งที่คิดว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร แล้วไปซ้ำเติมเศรษฐกิจ แต่ก็เห็นด้วยทุกอย่าง เพียงแต่ว่าจะเขียนอย่างไรว่าสิ่งที่เรากำลังคิดจะทำในเรื่องของการเพิ่มภาษีนั้นคงจะไปทำ ในอนาคตเมื่อไร ไม่ใช่ว่าออกข่าว อย่างตอนนี้ออกข่าวมาว่าแวทจะขึ้นอีก ๑ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนก็เหนื่อยหน่ายกับตรงนี้แล้ว
เรื่องสุดท้ายคือเรื่องของลดระเบียบปรับปรุงสิ่งต่าง ๆ ที่จะไปลด จะเห็นว่าคนรวย รอดอะไร อย่างเมื่อครู่นี้ก็มีอภิปรายไปส่วนหนึ่งแล้วว่า ในส่วนของระเบียบประมวลรัษฎากรของเรา เขาให้รวมเสียภาษีที่สำนักงานใหญ่ได้ โมเดิรน เทรด (Modern trade) หรือว่าบริษัทขนาดใหญ่ เขาไม่ได้ทำผิดกฎหมายครับ การที่ไปเสียสำนักงานใหญ่ได้ก็อ้างในเรื่องบัญชี เรื่องอะไรก็แล้วแต่ แต่ท่านลองคิดดูก็แล้วกัน ถ้าสำนักงานใหญ่อยู่ที่จังหวัด ก มีกำไร ๑๐๐ ล้านบาท จังหวัดเล็ก ๆ ขาดทุน ๒๐ ล้านบาท เข้ามาเมิร์จ (Merge) กันแล้วมันหายไป ๒๐ ล้านบาทครับ เอาเงิน ไปคำนวณภาษีแค่ ๘๐ ล้านบาท ส่วนอีก ๒๐ ล้านบาทไม่ได้รับการคำนวณภาษี ตรงนี้ต่างหาก ที่จะต้องกลับมาดูว่าในเมื่อเราต้องการให้ความสะดวกกับผู้เสียภาษีตามประมวลรัษฎากร แต่สิ่งที่จะเกิดในการเลี่ยงภาษีถูกต้องตามกฎหมาย คือเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ทำตามที่ กฎหมายบอกไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งโมเดิรน เทรด ก็ใช้ตรงนี้ครับ เขาขยายสาขาอุตลุดหมดในขณะนั้น ตอนนี้ก็เลิกพูดแล้วเรื่องการขยายสาขาของเขา แต่เราจะตามไปเก็บตรงนี้ได้อย่างไร
เรื่องที่ ๒ ในส่วนนี้ เรื่องของการปรับระเบียบตรงนี้ เรื่องแอลทีเอฟ (LTF) กับอาร์เอ็มเอฟ (RMF) ถามว่าประชาชนทั่วไปที่เสียภาษีไม่กี่บาทมีปัญญาไปซื้อกองทุนไหมครับ ๕๐๐,๐๐๐ บวก ๕๐๐,๐๐๐ บาท ได้ส่วนตรงนี้ไปลดตั้ง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้น ยิ่งไปทำให้คนรวยได้ประโยชน์มากขึ้น ผมคิดว่าตรงนี้ไม่ใช่ไปส่งเสริมในเรื่องตลาดหลักทรัพย์ อย่างเดียว คนรวยไม่ต้องไปสอนเขาหรอก เขากำไรจากหุ้นอยู่แล้วในการที่เขาจะเล่นตรงนี้ แต่ในส่วนต่าง ๆ ที่เป็นส่วนลดที่ทำให้กรมสรรพากรเก็บเงินได้น้อยลง ตรงนี้ต่างหาก ที่จะต้องมาดูว่าควรจะพิจารณาตามความเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นโดยสรุปในเรื่องนี้ ก็คือผมเข้าใจว่าถ้าอยากจะได้ภาษีมากขึ้นไม่ใช่เอาแต่ขึ้นภาษีอย่างเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือ จากประชาชนในการที่จะนำภาษีมาให้ด้วย ขณะเดียวกันปฏิบัติตนมีแรงจูงใจ ผมคิดว่า สร้างแรงบันดาลใจในการเสียภาษีจะดีหรือไม่ แทนที่ไปออกกฎหมายอย่างเดียว แต่ไม่ได้บอกว่า การตรวจสอบให้เลิก การตรวจสอบนั้นยังคงดำรงอยู่ เพียงแต่ว่าตรวจสอบ ไม่ใช่ ไปตรวจสอบคนดี คนที่เขาเสียภาษียิ่งไปเอาเขาหนักใหญ่เลย ไปเอาภาษีจากข้างนอกที่เขาหลบ ไม่ยอมเข้าระบบเข้ามา ขณะเดียวกันการตรวจสอบก็เพื่อป้องกันคนที่จะทุจริตจริง ๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าสร้างแรงจูงใจตรงนี้ได้มันเป็นสิ่งที่จะนำเงินเข้าประเทศมากกว่า จริง ๆ ภาษีทรัพย์สินเราเก็บมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลที่ ๒ เขาเรียกว่า ค่าเชิงเรือน แต่ต่อมาภาษีทรัพย์สินเลิกไปเพราะว่าในสมัยนั้นคิดว่าการที่จะเก็บภาษีค่าที่อยู่อาศัย ทำไม ต้องเหมือนกับที่บางคนเรียกว่า ค่าที่ซุกหัวนอน เพราะฉะนั้นบ้านหลังแรกถ้ายกเว้น ก็อาจจะมีเหตุผลหน่อย แต่ถ้าเก็บหลังที่ ๒ หรือเก็บที่ ๆ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้เห็นด้วย ผมก็คิดว่าตรงจุดนี้น่าจะดึงหรือสร้างแรงจูงใจให้คนอยากเสียภาษีให้มากที่สุด แล้วเราจะได้ภาษีครับ ขอบคุณครับ