สยุมพร ลิ่มไทย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษีท้องถิ่น โดยมองว่าควรแยกภาษีส่วนกลางออกจากภาษีท้องถิ่น เพื่อใช้ในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาของพื้นที่ และหารือเรื่องภาษีสิ่งแวดล้อม โดยเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงหลักการภาษีมลพิษให้พื้นที่จัดเก็บเอง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ผมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้หยิบยกเรื่องภาษีท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ต้องการจะให้แยกออกมาให้ชัดเจนระหว่างภาษีส่วนกลางกับภาษีท้องถิ่น อันนี้ผมคิดว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ในเรื่องของการบริหารราชการ ตอนนี้เราแยกออกมาชัดว่า มีราชการ บริหารส่วนกลาง ราชการบริหารส่วนภูมิภาค ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ราชการบริหาร ส่วนภูมิภาคก็เป็นส่วนหนึ่งของราชการบริหารส่วนกลาง เพราะฉะนั้นในมิติของการบริหารราชการ ค่อนข้างชัดว่ามีการแบ่งออกเป็นราชการบริหารส่วนกลาง และราชการบริหารส่วนท้องถิ่น แต่เรื่องของเงินไม่ได้มีการแบ่งให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องทำให้เกิด ความชัดเจนในเรื่องของงบประมาณหรือภาษี ผมขอยกตัวอย่างที่เป็นความจริง เป็นข้อเท็จจริงในพื้นที่มา ๒ เรื่อง เพื่อสนับสนุนข้อเสนอ ในเรื่องให้มีภาษีท้องถิ่น ขณะนี้จังหวัดต่าง ๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นจังหวัดใหญ่ ๆ ในภูมิภาค ท่านจะเห็นมีธุรกิจเอกชนรายใหญ่เข้าไปประกอบธุรกิจอยู่มาก ทุกแห่งเดี๋ยวนี้จะมีห้างใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลตัส แม็คโคร เซ็นทรัล โรบินสัน หรืออื่น ๆ ธุรกิจเหล่านี้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ขายของ ให้ประชาชนในพื้นที่ มีรายได้จากเงินของประชาชนในพื้นที่ ทิ้งขยะในพื้นที่ ปล่อยน้ำเสียในพื้นที่ ทำให้เกิดปัญหาการจราจรในพื้นที่ แต่มีผลกำไรจากการประกอบกิจการในพื้นที่ ธุรกิจเหล่านี้โดยหลักแล้วควรจะเสียภาษีในพื้นที่ แล้วประชาชนก็ควรจะได้ประโยชน์ จากภาษีเหล่านั้นไปในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ แต่ในความเป็นจริงก็คือว่า ธุรกิจเหล่านี้แทบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เสียภาษีที่กรุงเทพมหานคร โดยอ้างว่ามีสำนักงานใหญ่ อยู่ที่กรุงเทพมหานคร อันนี้ละครับเป็นสิ่งที่ควรจะแก้ไข ธุรกิจอะไรที่ไปประกอบกิจการ ในพื้นที่ มีรายได้ในพื้นที่ควรจะต้องเสียภาษีในพื้นที่ อันนี้เป็นตัวอย่างแรกที่ผมอยากจะยกขึ้นมา ประกอบการอภิปราย
ตัวอย่างที่ ๒ ขอยกตัวอย่างที่จังหวัดระยองซึ่งผมเคยรับราชการอยู่ นิคมอุตสาหกรรมทั้งหลาย โดยเฉพาะในมาบตาพุดแห่งเดียวมีโรงงานใหญ่ ๆ ที่ไปประกอบกิจการ ประมาณ ๑,๒๐๐ โรงงาน โรงงานเหล่านี้เช่นเดียวกันได้ผลกำไรจากการลงทุนประกอบ กิจการในพื้นที่ ทิ้งขยะในพื้นที่ ปล่อยน้ำเสียในพื้นที่ ปล่อยมลภาวะในพื้นที่ ใช้ถนนร่วมกับ ประชาชนในพื้นที่ แต่ไปเสียภาษีที่ กทม. ถามว่ามันยุติธรรมหรือเปล่าสำหรับคนที่อยู่ในพื้นที่ มีถนนอยู่เส้นหนึ่งเป็นถนนที่เรียกได้ว่าภาคเอกชน กลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมใช้ในการขนส่งวัตถุดิบ อย่างเดียวเลย เป็นเส้นทางวิ่งของรถพ่วง รถบรรทุก ตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ประชาชนแทบจะไม่ได้ใช้ เวลาชำรุดทรุดโทรมถามว่าเอาเงินที่ไหน ใช้เงินงบกลาง จากรัฐบาลไปซ่อมแซม ๑๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มที่ประกอบธุรกิจ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนรายใหญ่ในพื้นที่อุตสาหกรรม ควรจะต้องชำระภาษีในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมสนับสนุนเรื่องของภาษีสิ่งแวดล้อม ซึ่งถ้าหากมีภาษีประเภทนี้เกิดขึ้น หลักการก็คือว่า ต้องให้ท้องถิ่นนั้น ๆ จัดเก็บเอง แล้วก็นำเงินที่ได้จากการจัดเก็บใช้ในพื้นที่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่รัฐบาลจัดเก็บ แล้วก็จัดสรรแบ่งคืนกลับมาในอัตราส่วนที่กำหนด ขณะนี้ กำลังมีความพยายามในการที่จะออกกฎหมายประเภทนี้ซึ่งอยู่ในระหว่างการดำเนินการ เขาเรียกว่าภาษีมลพิษ เช่น ภาษีที่เกี่ยวกับการระบายอากาศเสียจากปลายปล่อง ภาษีที่เกิดจาก การระบายน้ำเสียจากท่อ แต่ผมทราบว่าหลักการก็จะกลายเป็นอีกแบบหนึ่งก็คือรัฐบาล จัดเก็บเอง แล้วก็นำเงินที่จัดเก็บได้ไปตั้งเป็นกองทุน ส่วนหนึ่งจัดสรรคืนลงมาในพื้นที่ อีกส่วนหนึ่งก็ไปใช้ในกิจการต่าง ๆ ที่รัฐบาลต้องการใช้ อย่างนี้อยากจะเสนอให้ผลักดัน กฎหมายพวกนี้ออกมา แต่ต้องเปลี่ยนหลักการขอให้เป็นเรื่องที่ท้องถิ่นนั้น ๆ จัดเก็บเอง รายได้ให้ตกอยู่กับท้องถิ่นนั้นไม่ใช่ไปตั้งเป็นกองทุนกลางแล้วก็แบ่งไปจังหวัดโน้น จังหวัดนี้ จังหวัดนั้น
ผมขอเรียนโดยสรุปว่าเรื่องของภาษีท้องถิ่นมันไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ ทำให้รายได้ของท้องถิ่นมากเพียงอย่างเดียว มันไม่ได้หมายความว่าเป็นเรื่องที่ทำให้องค์กรท้องถิ่น เข้ามาบริหารการจัดเก็บอย่างเดียว แต่มันหมายความรวมไปถึงการที่ประชาชนในพื้นที่ เขาจะรู้สึกว่าเขามีส่วนเป็นเจ้าของเงิน เขาต้องมาติดตามตรวจสอบดูแลการใช้จ่ายเงิน อย่างจริงจังมากขึ้น แล้วก็รวมไปถึงการที่เขาจะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้บริหารท้องถิ่นคนนั้น ๆ อีกต่อไปหรือไม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็ประเมินจากการใช้จ่ายเงินของภาษีท้องถิ่นครับ ขอบคุณครับ