กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายของไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกระบวนการออกกฎหมายเพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมมากขึ้น และเน้นย้ำถึงประเด็นหลัก ๆ 4 ประการในการพิจารณา การปรับปรุงกระบวนการออกกฎหมาย ความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ความขัดแย้งของกฎหมาย และจำนวนกฎหมายที่มีมาก นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการวิจัยและศึกษากฎหมาย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างกฎหมาย และการปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เสนอแนะว่ากระบวนการร่างกฎหมายของไทยใช้เวลานานและซับซ้อน โดยเสนอแนะให้ปรับปรุงกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น และเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายใหม่เพื่อรองรับเสรีอาเซียน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและท่านประธานกรรมาธิการ กระผม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการจัดทำกฎหมายและปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย ดังที่ท่านประธานได้กราบเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทราบว่าการปฏิรูปกฎหมายของไทย ทำครั้งแรกสมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ หลังจากนั้นมาการออกกฎหมายก็จะออกกฎหมาย ในช่วงที่สถานการณ์ไม่ปกติทุกครั้งไป ยากนักที่จะมีการปฏิรูปกฎหมายในช่วงรัฐบาลเลือกตั้ง ที่ออกกฎหมายเป็นสาระมีเรื่องมีราวมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะฉะนั้นหน้าที่ของ คณะอนุกรรมาธิการก็จะต้องมาย้อนดูว่าการจะทำกฎหมายที่ดีนั้นจะต้องปรับปรุงอย่างไร นี่ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการกฎหมายของไทยมันใช้ไม่ได้โดยทั้งหมด แต่มันน่าจะทำได้ ดีกว่านี้ ดังที่ผมกราบเรียนว่าประเด็นที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณามีประเด็นหลัก ๆ ๔ หลัก ก็คือเรื่องของขั้นตอนการจัดทำกฎหมายและปรับปรุงกฎหมายที่ใช้กระบวนการ ยาวนานมาก ซึ่งกระผมจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
ประการที่ ๒ ความซ้ำซ้อนของกฎหมาย ความขัดแย้งของกฎหมาย จำนวนของกฎหมายที่มีมาก และที่สำคัญมากคือกฎหมายที่ยกร่างในช่วงหลัง ๆ แม้แต่กฎหมายที่อยู่ใน สนช. ปัจจุบันนั้นก็เป็นกฎหมายที่มักจะร่างโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือโดยกระทรวง ทบวง กรม ที่จะใช้กฎหมายในการใช้ดุลยพินิจและกำกับดูแลมาก มากกว่าจะสร้างให้เกิดความสะดวก เพิ่งจะมีกฎหมายเรื่อง พ.ร.บ. ให้ความสะดวกกับ ประชาชน แล้วก็มี พ.ร.บ. มากกว่า ๖๐๐ ฉบับ อนุบัญญัติอีกแสนฉบับ อันนี้ไม่รวมถึงมติ ครม. เอาเฉพาะกฎหมาย ประเทศไทยมีกฎหมายเยอะมาก เรียกว่ากฎหมายเฟ้อ แต่การบังคับใช้ กฎหมายก็มีประเด็นที่ท่านอนุกรรมาธิการการบังคับใช้กฎหมายจะต้องดูต่อไป
ประการที่ ๓ ก็คือว่ากฎหมายของเรานั้นขาดการวิจัย ศึกษาความเป็นไปได้ ข้อดี ข้อเสียของกฎหมาย แล้วก็ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างมาก ประชาชนที่ร่างกฎหมาย ในกฎหมายสมัยเก่าก็ร่างกฎหมายกันมาเอง ไม่มีความรู้อะไร อยากร่างกฎหมายก็ร่างมา ไม่เคยมีสภายุคใดที่ผ่านกฎหมายที่ประชาชนยกร่าง อาจจะมีเร็ว ๆ นี้กฎหมายทารุณสัตว์ ที่อาจจะยกร่างจากประชาชน แต่ว่าประชาชนไม่มีความรู้เลย และที่สำคัญมากก็คือว่าเรามี นักกฎหมายศรีธนญชัยเยอะมากในประเทศไทย พออ่านตัวบทกฎหมายเพราะไม่มีคำอธิบาย ของกฎหมายแต่ละฉบับที่ร่างขึ้นมา ร่างกฎหมายก็ร่างออกกฎหมายแล้วก็ตีความกัน อะไรที่ เป็นประโยชน์กับเรา เราก็ตีความเข้าข้างเราอย่างนี้ แล้วเป็นมานานมากในประเทศไทย เพราะเราไม่มีตำราคลาสสิก (Classic) ที่จะอ่านว่ากฎหมายนี้มันควรตีความอย่างไร
ประการที่ ๔ เป็นเรื่องสำคัญมากก็คือว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราต้องปรับกฎหมาย เพื่อรองรับเสรีอาเซียน (ASEAN) และพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศไทยถูกลดอันดับ หลายเรื่อง เรื่องการค้ามนุษย์ก็ดี เรื่องการใช้แรงงานเด็กก็ดี ก็เพราะว่าการบังคับใช้กฎหมาย หรือกฎหมายภายในของเราไม่สอดรับกับพันธกรณีสัญญาระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้น เราจึงได้ศึกษาประเด็นนี้ แล้วผมจะกล่าวในรายละเอียดต่อไป
ผมอ่านเจอบทความของท่านอาจารย์ของผม ผมขอเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ที่เขียนไว้ดีมาก ซึ่งล่าสุดเลยเขียนหลังจากมี สปช. ใหม่ ๆ ด้วยซ้ำ ท่านบอกว่าวิธีการยกร่างกฎหมายของประเทศไทยนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ใช้อำนาจ ตามกฎหมาย เป็นผู้เสนอร่างกฎหมาย เราไม่มีกลไกการกลั่นกรองกฎหมายและทำการวิเคราะห์ ทางวิชาการที่ได้มาตรฐานและดีพอในการออกกฎหมาย ดังนั้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายจะสร้างบทกฎหมายที่เพิ่มอำนาจและสร้างอาณาจักรให้แก่ตนเอง ซึ่งผมคิดว่าท่าน สมาชิกผู้ทรงเกียรติคงทราบดีว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่ร่างขึ้นมามันร่างในแนวไหนส่วนใหญ่ ผู้เขียนคิดว่า ถ้าหากเราคิดจะปฏิรูปประเทศให้สำเร็จเราจำเป็นต้องปฏิรูปวิธีการในการยก ร่างกฎหมายของเราด้วย ที่เราเสนอกัน ๓๖ ปฏิรูป เสนอกฎหมายนี่ อันนั้นละครับที่เราขาดอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะมาดูว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำได้อย่างไร
ประเด็นข้อที่ ๑ ที่ผมอยากกราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า ขั้นตอน การร่างกฎหมายของเรานั้นใช้เวลานานมากครับ ซับซ้อน ขั้นตอนยุบยับ เริ่มจากกระทรวงร่าง กระทรวงส่งมา ครม. ครม. ตีกลับไปสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งไปส่งมาอย่างนี้ละครับ โดยเฉลี่ยถ้าผมจำไม่ผิด ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เคยทำวิจัย ร่างกฎหมายโดยปกติใช้เวลาการร่าง ประมาณ ๒ ปี ผมเคยเจอพระราชกฤษฎีกาฉบับหนึ่งใช้เวลา ๘ เดือน ๕ มาตรา เรื่องการลงทุน ของบริษัทไทยในต่างประเทศ ผมงงมากครับ แล้วเราจะไปแข่งขันกับใครในต่างประเทศ ถ้อยคำ ท่านด้วยความเคารพอย่างยิ่ง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ผู้ทรงเกียรติ ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น ดูทีละมาตราครับ กฤษฎีกา กระทรวงก็ร่าง ร่างไป อันนี้คือความยุ่งยาก เรามีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรามีกระทรวง เรามีจริง ๆ แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เรามีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งเราตั้งใจว่าอยากจะให้เป็นแบบ ต่างประเทศ คือ ลอว์ รีฟอร์ม คอมมิชชัน (Law reform commission) ที่มีอำนาจเสนอร่าง กฎหมายอย่างดี แต่มันกลายเป็นพันธุ์ผสมไปแล้ว เดี๋ยวเราจะพูดว่าเราจะปรับปรุงอย่างไร เพราะฉะนั้นขั้นตอนกฎหมายซึ่งไม่ทันต่อเหตุการณ์ใช้เวลายาวนานเป็นประเด็นที่จะต้องแก้ไข ผมดูรายงานการวิจัยของท่านรองประธานของเรา ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ผมดูรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ผมหาเอกสารทั้งหมดเยอะมากครับ แต่ก็ไม่มีใครแก้ได้เลย ผมยังงงว่าแล้วเราสภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ได้หรือเปล่า ยังเป็นปัญหาอยู่ ไม่ว่าท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์วิษณุ ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ พูดเรื่องนี้มานานมาก ผมอ่านบทความ เยอะมากเลย แต่ว่าเราก็ยังมีกระบวนการมากมายแบบเก่า ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นขั้นตอนตรงนี้ เราจะลดได้อย่างไร
ประการที่ ๒ จำนวนของกฎหมายที่เรียกว่ากฎหมายเฟ้อเรามีจำนวนมาก กฎหมายกระจัดกระจายอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม บางทีทับซ้อนกันกระทรวงมหาดไทย กระทรวงอะไรต่าง ๆ เยอะแยะเลย ท่านทราบไหมครับว่าเคยมีการวิจัยครั้งหนึ่งของประเทศไทย ว่าถ้าผมอยากจะเปิดแบบโลตัสหรือแม็คโครนี่ จำได้ว่าท่านอดีตรัฐมนตรี กระทรวงอุตสาหกรรม ท่านอมาตยกุลนี่ ผมจำชื่อไม่ได้แล้ว ท่านเคยบอกว่าต้องขอใบอนุญาต ทั้งหมดกี่อันรู้ไหมครับ ๑๒๐ กว่าใบอนุญาต ๑๐ กระทรวงครับ ต้องขออนุญาตอย่างนี้ครับ นี่คือ ประเทศไทย เพราะมีกฎหมายต่างกระทรวง ทบวง กรมก็ต้องการอำนาจหน้าที่ไว้ขออนุญาต ทุกอย่าง แต่ขออนุญาตแล้วการบังคับใช้กฎหมายอีกเรื่องหนึ่งซึ่งก็เป็นประเด็นต่อไป เพราะฉะนั้นการที่ให้กฎหมายใช้ดุลยพินิจ ให้เจ้าหน้าที่ซึ่งหลัง ๆ ดีขึ้นมาก ตั้งแต่สมัย ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็พยายามสร้างพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี การอนุญาต ตั้งแต่มีศาลปกครองนี่ก็ดีขึ้นเยอะแต่ว่าก็ยังล่าช้าอยู่ ต้องออกกฎหมายเพื่อจะให้อำนวยความสะดวกกับประชาชน ถามว่าสิ่งเหล่านี้เราต้องทำอย่างไร หรือการปรับเปลี่ยนกฎหมายที่จะรองรับเสรีอาเซียน ท่านทราบไหมครับว่าเราศึกษาที่จะ แก้กฎหมายนี่เยอะมาก จะเปิดเสรีอาเซียนนี่ แต่ยังไม่มีกระทรวงไหนเสนอแก้กฎหมายเลย แล้วถามว่าถึงเวลาใกล้ ๆ แล้วทำอย่างไร เราก็ไปขัดอนุสัญญาระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องรื้อและปฏิรูปกฎหมายใหม่เสียทั้งสิ้น
ประการที่ ๓ เรื่องขาดการศึกษาวิจัยผลกระทบของกฎหมาย ที่เราจะ ร่างกฎหมายเราเคยเห็นรายงานวิจัยผลงานต่างประเทศไหมครับ เปรียบเทียบกับ ต่างประเทศไหมครับ น้อยมาก อย่างมากก็มีคำแปลว่ากฎหมายระหว่างประเทศ เอามาจากกฎหมายต่างประเทศมาตรานี้ แต่ไม่เคยมีบทวิจัยข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบ ในต่างประเทศ ความจริงเราไม่จำเป็นจะต้องไปคิดอะไรใหม่ครับ คนอื่นเขาคิดกันมาก่อนเรา เราเอาผลดี ๆ ของเขามา เอางานวิจัยของเขามา ท่านอาจารย์อมรเขียนในหนังสือของท่าน บอกว่านักกฎหมายเกาหลี จีนได้อ่านตำราคลาสสิกของโลกหมดเลย กฎหมายในเวที ระหว่างประเทศเขามาดีเบท (Debate) พูดภาษาอังกฤษยังไม่ชัดเท่าเรา แต่ว่า เขาสามารถลงไปในหลักการได้เพราะอะไรครับ เขาแปลตำราคลาสสิกของกฎหมายแต่ละเรื่อง เป็นภาษาจีนครับ ประเทศไทยขอประทานโทษ สภาวิจัยแห่งชาติแปล ท่านอาจารย์นันทวัฒน์ กรรมาธิการของผมเพิ่งเป็นประธาน ผมเรียนกฎหมายมาแปลอย่างมาก ๓ เล่ม อ่านหนังสือ ก็ยังไม่ค่อยได้ประโยชน์ในการทำงานเท่าไร เราไม่มีงบประมาณการวิจัย มหาวิทยาลัยสอนบัณฑิต เป็นอะไรครับ เป็นผู้พิพากษา อัยการ สอนบัณฑิตเป็นนักคิด อันนี้เป็นปัญหาหลัก ของประเทศ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่มี และที่สำคัญมากคือการมีส่วนร่วมของประชาชน การรับฟังความคิดเห็นกฎหมายของเราก็คือว่าจัดสัมมนา จัดประชุมเชิญประชาชนมาฟัง ๆ จบ เคยให้ประชาชนได้มีโอกาสเสนอความเห็น อินเทอร์เน็ตซึ่งเราเริ่มทำแล้ว ผมคิดว่าการมี ส่วนร่วมของประชาชนนี้สำคัญมาก ประชาชนในเฉพาะกลุ่ม และที่ประเทศไทยก็คือว่า คนที่เสียงดังที่สุดคือคนกระทบน้อยที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนไทยเฉยครับ ยกตัวอย่าง ที่ผมเห็นชัดคือ พ.ร.บ. ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คนที่พูดคัดค้านมากที่สุดคือคนที่กระทบน้อยที่สุด เพราะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้กระทบเท่าไร
ประการที่ ๔ ที่ผมพูดไปแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็มี กระทรวงยุติธรรมก็มี คือ การแก้ไขกฎหมายให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ หรือหลักต่างตอบแทน ในการเปิดเออีซี (AEC) ซึ่งเราต้องไปนั่งดูในรายละเอียด เดี๋ยวผมจะมีท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ พูดเรื่องของการที่กฎหมายขัดพันธกรณีระหว่างประเทศว่ามันจะกระทบสถานะของประเทศไทย อย่างไร เขากำลังจะจัดเกรด ประเทศไทยอีกรอบแล้ว เพราะฉะนั้นผมใคร่ขอกราบเรียนท่าน สมาชิกว่าเราอย่าเพิ่งหมดหวังครับ เราสามารถปฏิรูปได้ถ้าเราช่วยกัน เพราะฉะนั้น ผมมีข้อเสนอแนะ ข้อที่ ๑ เพื่อจะให้ท่านสมาชิกได้เห็นแล้วเราจะทำงานต่อไป ก็คือว่า จากการศึกษาเราจะปรับปรุงการร่างกฎหมายให้รวดเร็วได้อย่างไร เราพบว่าการร่างกฎหมาย ปัจจุบันนี้มันมีความซ้ำซ้อนอยู่กระทรวง ทบวง กรม มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนา กฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ซึ่งท่านสมาชิกคงได้เห็นบ่อย ๆ ซึ่งเขาจะส่งอีเมล์ให้ท่านว่าเขาเสนอร่างกฎหมายอะไรบ้าง นี่จาก งานวิจัย ซึ่งผมเห็นด้วยว่าจากงานวิจัยของอาจารย์บวรศักดิ์บอกว่าถ้าเราสามารถ แบ่งงานระหว่างสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายหรือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือกระทรวง ทบวง กรม ที่ให้มีกฤษฎีกานั่งอยู่ในนั้น เวลายกร่างกฎหมาย จะได้ให้เป็นไปตามเช็กลิสต์ (Check list) ตามแนว กำหนดนโยบายให้ชัดเจน แล้วร่างกฎหมาย ไม่ต้องร่างหลายรอบ ส่งไปส่งมา ใช้เวลาเป็นปี เป็นเดือน ก่อนร่างกฎหมาย ฟังความเห็นของประชาชน ทำวิจัยก่อนว่าจะออกกฎหมายอะไร วันนี้ท่านคงจะได้เห็น ไลน์ (Line) ใช่ไหมครับ ใครมีรถต้องไปจดแจ้ง เกิน ๑,๒๐๐ ซีซี (CC) ต้องไปจดแจ้ง ยื่นบัญชีเงินได้ นี่คือวิธีคิด ผมไม่แน่ใจ ผมก็สนับสนุนกฎหมายนี้ แต่วิธีคิดอยู่ ๆ กฎหมายตูม ออกมาเลยครับ เคยถามประชาชนบ้างไหมว่ากฎหมายจะออกมาทำอะไร นี่คือการมีส่วนร่วม ของประชาชน ราชการไทย ขอประทานโทษ ผมไม่ได้เป็นข้าราชการ หลายท่านในห้องนี้ เป็นข้าราชการ เวลาร่างกฎหมายนึกถึงตัวเองก่อนหรือเปล่าครับที่อาจารย์อมรพูดแล้วก็ เขียนกฎหมาย เคยมาถามประชาชนไหมครับว่าเราอยากมีกฎหมายอย่างนี้ กฎหมายมันถึง เฟ้ออย่างไรครับ ถ้าประชาชนมีส่วนร่วม มีหน่วยงานกลางมีสำนักศึกษาวิจัยกฎหมาย เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมจึงคิดว่าจะต้องปรับกระบวนการองค์ประกอบของคณะกรรมการ พัฒนากฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายว่า ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทำงานให้กับภาคราชการ แล้วก็แบ่งกระบวนงานให้ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ต้องมาลงดูรายละเอียดแล้วครับ ท่านก็มาดูนโยบายกรอบใหญ่ ๆ ให้ความเห็น อ่าน สุดท้ายแทนที่ท่านจะต้องอ่านทุกมาตราให้คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย หรือปฏิรูปกฎหมายทำงานร่วมกับประชาชน กลั่นกรองกฎหมายที่ประชาชนเสนอมา ทำการวิจัย จัดประชุมและเสนอกฎหมายมา ถ้าเราแบ่งงานตรงนี้ได้ ขั้นตอนตรงนี้ได้ มันก็จะลดเวลาการทำงาน กฎหมายเข้าสภา มันไม่ควรจะเกิน ๖ เดือน ที่จริงผมว่า ๖ เดือนก็ช้าไปแล้วครับกฎหมาย เพราะกฎหมาย มันเปลี่ยนไปเร็วมาก เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทำได้ แต่แน่นอนค่าตอบแทนของบุคลากร คนเก่ง ๆ ของไทยไปอยู่ศาลหมดครับ ตอนนี้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็พยายาม จะสร้างนิติกร มีเงินตอบแทนพิเศษ แต่ผมคิดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนี่คือ กระดูกโครงสร้างของกฎหมายไทย ถ้าคนยกร่างกฎหมายไม่มีความรู้ ขาดประสบการณ์ เราก็จะได้กฎหมายที่แย่ ๆ อย่างนี้ละครับ เพราะฉะนั้นเราจำเป็นจะต้องลงทุนกับ กระบวนการพวกนี้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยควรได้รับค่าตอบแทนแล้วไปทำงานประเภทนี้
ประการที่ ๒ การยกร่างกฎหมายของกระทรวง ทบวง กรมที่จะคิดร่าง หลายท่านอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม มันควรจะมีนโยบายของรัฐบาลเสียก่อนว่า จะมีนโยบายแบบนี้ กฎหมายที่ร่างนั้นจะไม่สร้างภาระให้ประชาชน ไม่สร้างการให้ดุลยพินิจ กับการออกกฎหมายหรือต้องขออนุญาต การใช้ดุลยพินิจนี้นำมาซึ่งการทุจริตคอร์รัปชันทั้งสิ้น การขออนุญาตอย่างที่ผมเล่าให้ฟังว่าต้องใช้เวลา กระบวนการ ใช้ดุลยพินิจ อันนี้ละครับ ถ้าเราสามารถ ลดกระบวนการพวกนี้ ฟังประชาชน กฎหมายง่าย สะดวก อ่านไม่ต้องศัพท์แสงยุ่งยาก เขียนให้ ชาวบ้านอ่านให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราปรับปรุงกระบวนการมีบุคลากรที่ดี เราก็จะมีกฎหมายที่ดี ๆ รับฟังความเห็นของประชาชน และไม่ต้องมีกฎหมายเยอะครับ ต้องพิจารณายกเลิกกฎหมายครับ สมัยอาจารย์วิษณุก็มีการยกเลิกกฎหมายไปประมาณ ๑๐ ฉบับครับ แต่กว่าจะยกเลิกกฎหมายนี้ยาวนานมากนะครับ พ.ร.บ. อะไรต่าง ๆ ล้อเลื่อน อะไรต่าง ๆ พ.ศ. ๒๔๗๐ กว่า อย่างนี้เราต้องยกเลิกกฎหมาย
ประการที่ ๓ ที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือข้อมูล คือการที่จะต้องมีหน่วยงานทั้ง คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายก็ดี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี หรือสถาบันวิชาการก็ดี ศึกษาทุกเรื่องที่จะเสนอเป็นกฎหมาย ผลดี ผลเสีย ผลกระทบ และถ้าประชาชนจะเสนอร่างกฎหมายก็ให้ผ่านหน่วยงานพวกนี้ ผมอาจจะต้องดูกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าการที่ประชาชนเสนอร่างกฎหมาย ๕๐,๐๐๐ คนนี่ มันควรจะมี กระบวนการกลั่นกรองโดยหน่วยงานกลางเสียก่อนเพื่อจะให้กฎหมายเหล่านั้นมีประสิทธิภาพ ที่แท้จริง ไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะมีกฎหมายเยอะแยะเลย ๕๐,๐๐๐ คนรวมกันเสนอ ๕๐,๐๐๐ คนรวมกันเสนอ แต่ว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร แล้วรัฐบาลก็ไม่เคยเอาไปผ่านสภา เพราะว่าไม่เห็นได้ประโยชน์แก่ตัวเอง และเป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่มเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่กำหนดให้ตรงนั้นดูก็จะดีมาก
ประการที่ ๔ อย่างที่ทราบ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยเสนอ พ.ร.บ. ยกเลิกกฎหมายครับ คือกฎหมายทุกฉบับที่ร่างขึ้นมาใหม่นับแต่นี้ไปควรจะมีการรีวิว (Review) ทุก ๕ ปีว่าผลการบังคับใช้กฎหมายเป็นอย่างไรและควรยกเลิกหรือไม่ คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่ เพราะฉะนั้นการพิจารณายกเลิกกฎหมายนี้ก็สำคัญมาก ให้หน่วยงานนี้ละครับมาดูว่ากฎหมาย ๖๐๐ ฉบับ ๑๐๐,๐๐๐ ฉบับที่มีอยู่นี่จะยกเลิกได้ อย่างไร แล้วก็รวบรวมกฎหมายเป็นหมวดหมู่ให้อยู่ในที่เดียวกันให้อยู่ในหน่วยงาน รับผิดชอบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นรักษาการโดย ๒ กระทรวง มันต้องดูว่า กฎหมายไหนจะเหนือใคร รวบรวมกัน แน่นอนครับภาครัฐก็จะต้องไม่ยอมเสียสละอำนาจ ของตัวเองออกไป อันนี้ก็ต้องมีคนกลางมาดูว่ามันควรจะรวมกันตรงไหนให้ประชาชนสะดวก ให้มีกฎหมายน้อย ๆ ติดต่อทางอินเทอร์เน็ตได้ไหม ไม่ต้องเจอกับประชาชนได้ไหม ขออนุญาตทางอินเทอร์เน็ตอะไรอย่างนี้เป็นต้น
ประการที่ ๕ ปฏิรูปการศึกษากฎหมายไทยทั้งระบบ ซึ่งอันนี้เรื่องยาก แต่ผมคิดว่า กระบวนการศึกษาในมหาวิทยาลัยเรามีคณะนิติศาสตร์เยอะมาก นอกจากมีกฎหมายเยอะแล้ว เรายังมีนิติศาสตร์เยอะมากทั่วประเทศเลย แต่ถามว่านักกฎหมายที่มีคุณภาพที่ใช้งานได้มี จำนวนเท่าไร มีตำราผมเคยเอื้อนเอ่ยกับเพื่อนเราบอกว่าผมเรียนกฎหมายมา จบมา ๔๐ กว่าปี ตำราคลาสสิก ยังอ่านตำราสมัยอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ อยู่เลยครับ อาจารย์เสนีย์ ปราโมช ตำราใหม่ ๆ ไม่มีครับ มีตำราใหม่ ๆ ก็เขียนกฎหมายก็เขียนกฎหมายว่าเอาฎีกา ประทานโทษอย่างยิ่ง สอบเนติบัณฑิต สอบผู้พิพากษา แนวคิดปฏิรูปกฎหมาย ผมจำได้อาจารย์ ตอนผมเรียนปี ๑ อาจารย์อมรเขียนบอกว่า นักนิติศาสตร์หลงทางหรือ ๔๐ ปีเรายังหลงทางอยู่เลยครับ ดีขึ้น แต่ผมไม่ได้หมายความว่ามันแย่ลง แต่ดีขึ้น ถ้าเรามีการศึกษากฎหมายที่ดีกระบวนการปฏิรูป การศึกษา ผลกระทบการวิจัยกฎหมายให้ได้มาตรฐานในภูมิภาคระหว่างประเทศครับ อย่างที่ผมเรียน ผมขออนุญาตอ้างอิงเล็กน้อย ผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการร่างกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ของประเทศลาวครับ ผมบอกประเทศลาวว่าผมจะแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้เสร็จก่อนประเทศไทยครับ เพราะประเทศไทยกระบวนการมันช้ามากครับ มันช้าจริง ๆ มันกลับไปกลับมามันแค่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กว่าจะแก้ได้นี่เหนื่อยมากครับ เพราะว่า ท่านผู้ใหญ่บอกว่าคุณจะมาแก้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของผมได้อย่างไร ของท่านเลยนะครับ ผมเคยเจอผมไปชี้แจงคณะกรรมการกฤษฎีกา คุณจะมาแก้กฎหมายระหว่างที่เรียกร้อง ได้อย่างไร ผมถอยเลยครับ เพราะฉะนั้นความเข้าใจคนรุ่นใหม่ ๆ สำคัญ เพราะฉะนั้น การปฏิรูปการศึกษานี่ก็สำคัญมาก
การปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องกับเสรีอาเซียนอันนี้เราก็ศึกษาอยู่ เราเอา งานของกระทรวงการต่างประเทศมาดู เอากระทรวงพาณิชย์มาดูว่าเราจะเสนอแก้กฎหมาย อย่างไร ถ้ารัฐบาลไม่เริ่มเราจะเริ่มให้รัฐบาล ที่จริงรัฐบาลควรจะเริ่มเองไม่ใช่เราเริ่ม เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ข้อที่ ๖ นี้มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นนี่คือภาพที่ผมอยากให้ท่าน สมาชิกผู้มีเกียรติดู ความจริงแล้วเราเอางานวิจัยของกระทรวงกลาโหมที่ทำให้ที่ท่านได้รับแจก ไปคนละปึก ๒ ปึกมาดูว่าท่านจะแก้กฎหมายตรงไหน แต่ว่าไปดูภาพแล้ว ท่านก็แก้เป็นแบบนิด ๆ หน่อย ๆ พ.ร.บ. ผังเมืองท่านก็พูดไปเรื่อย ซึ่งเราก็จะเอามาดูว่าจะแก้ อันหนึ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติก็คือว่า เรากำลังจะดูเรื่องกฎหมายขายฝากว่าควรยกเลิก หรือเปล่า พูดกันมาตั้งแต่ผมเรียนหนังสือแล้วครับ แต่กฎหมายขายฝากเป็นเครื่องมือของ นายทุนที่เอาเปรียบชาวไร่ชาวนา เราก็จะหยิบมาศึกษาว่าเราควรยกเลิกกฎหมายขายฝากนี้ หรือไม่ แน่นอนครับนายทุนไม่ชอบแน่ เราก็จะมาดูผลงานวิจัยทั้งหมด เพราะฉะนั้นนี่คือ ภาพที่เราอยากจะให้ท่านสมาชิกได้เห็นว่าการปฏิรูปกฎหมายหัวใจสำคัญนอกจากอะไรแล้ว ก็คือการยกร่างกฎหมายที่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของเราได้ ถ้ามีองค์ประกอบพวกนี้ได้ เราก็จะช่วยได้
ข้อสุดท้ายที่ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการของผมเป็นคนชี้แจง ก็คือการแก้ไข กฎหมายที่สำคัญที่เราเสนอด้วยก็คือว่า ให้สอดคล้องกับพันธะกรณีระหว่างประเทศคือ สิทธิของคนไร้สัญชาติของคนไทย สำหรับผมขอจบเพียงแค่นี้ และขอท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร ได้ช่วยอธิบาย ข้อ ๗ ว่าเราจะแก้กฎหมายอยู่ ๕ ฉบับ เหตุผลและความจำเป็นเพราะท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ได้ศึกษาเรื่องนี้มาพอสมควร แล้วผมคิดว่ามันจะกระทบการจัดอันดับประเทศไทย ในการที่เขาจะจัดอันดับเรื่องสิทธิ มนุษยชนเร็ว ๆ นี้ ขอเชิญท่านอาจารย์พันธุ์ทิพย์ ขอบพระคุณครับ