สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘

เสรี สุวรรณภานนท์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย และเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้มีมาตรฐานและเป็นธรรม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม และคณะ ขอรายงานการพิจารณาการศึกษาการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม (วาระการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ) ซึ่งแยกส่วนต่างหาก จากรายงานการปฏิรูปองค์กรตำรวจออกเป็นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีส่วนของ ภาคประชาชนบางกลุ่มได้มีการสอบถามว่าการปฏิรูปตำรวจนั้นมีความคืบหน้าเป็นอย่างไร ไม่มีข่าวคราวหลังจากที่ได้มีข่าวออกไปอยู่ระยะหนึ่ง ก็ต้องกราบเรียนว่าในการรายงาน ในวันนี้เป็นส่วนของวาระที่กำหนดไว้จากการประชุมวิสัยทัศน์คราวที่ผ่านมา ซึ่งได้แยก การรายงานการปฏิรูปกิจการตำรวจออกเป็นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งจะได้รายงานในโอกาสต่อไป ไม่ได้สูญหายหรือตกหล่นไปไหน แต่ด้วยความละเอียดรอบคอบในการพิจารณาการปฏิรูปตำรวจ จึงมีความจำเป็นต้องได้รับฟังความเห็นจากหลาย ๆ ฝ่ายและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้ เกิดผลกระทบกับประชาชนและสังคมโดยรวม ซึ่งในส่วนกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในประเทศไทย ต้องกราบเรียนว่าที่ผ่านมายังไม่อาจเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาได้มีการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมาตั้งแต่สมัยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๕ ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะทางศาล เป็นการปฏิรูปใหญ่ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยเราก็ยังขาด มาตรฐาน ขาดประสิทธิภาพ ขาดความเชื่อถือ ขาดความพึงพอใจ และไม่สามารถที่จะ แก้ปัญหาในสังคมได้ แต่ระยะเวลาที่ผ่านมานั่นเองเราก็ยังทนอยู่กับกระบวนการ ทางกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีโอกาสที่จะได้มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้ดีขึ้นไปกว่าเดิม นอกจากนั้นจากเหตุการณ์ของบ้านเมืองในช่วงระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้เกิดสถานการณ์ที่บ้านเมืองไม่มีความสงบเรียบร้อย มีการกระทำความผิด ต่อกฎหมายกันมาก มีการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง จากความเห็นและอุดมการณ์ทางการเมืองของประชาชนที่แบ่งออกเป็นฝักเป็นฝ่าย มีความ ขัดแย้ง มีความแตกแยก มีการต่อสู้กันในทางการเมืองจนลุกลาม มีผลกระทบก่อให้เกิด ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมโดยรวม ประชาชนขาดความผาสุก ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สิน มีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายกันมาก มีคนจำนวนไม่น้อยไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย และพร้อมที่จะกระทำความผิดต่อกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย ขาดประสิทธิภาพ เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่มีจิตวิญญาณในการปฏิบัติหน้าที่ ขาดความ กระตือรือร้น ขาดความรับผิดชอบและหย่อนยานต่อการบังคับใช้กฎหมาย เกิดแนวทาง ในการดำเนินการและตัดสินปัญหาทางกฎหมายหลายมาตรฐาน ประชาชนขาดความศรัทธา ขาดความเชื่อมั่นและไม่เชื่อถือต่อกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้กระบวนการร่างกฎหมาย ของรัฐสภาที่ผ่านมาก็มีกระบวนการขั้นตอนที่ซับซ้อน ใช้เวลาที่ยาวนาน มีกระบวนการ ที่เป็นอุปสรรคแก่การที่จะให้มีกฎหมายอยู่มากมาย ข้อสำคัญคือขาดการมีส่วนร่วม ของพี่น้องประชาชนและขาดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัย ทำให้ไม่สามารถ ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจของไทย นอกจากนี้สิ่งที่เป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นจริงและเป็นปัญหาใหญ่ต่อกระบวนการยุติธรรมที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาหลายมิติ โดยเฉพาะในเรื่องมาตรฐานของการออกกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรมของไทย มีหลายส่วนที่ไม่อาจอำนวยความเป็นธรรมให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้ อันสืบเนื่องมาจาก

ประการที่ ๑ ในเรื่องของตัวบทกฎหมายเองที่ไม่เป็นธรรม และกฎหมาย บางฉบับล้าสมัย ไม่ทันกับสถานการณ์และเหตุการณ์ของบ้านเมือง

ประการที่ ๒ เจ้าหน้าที่ของรัฐมักจะกระทำการละเมิดต่อประชาชนหรือ กระทำความผิดเสียเอง รวมทั้งมีการรีดไถ เรียกรับผลประโยชน์จากพี่น้องประชาชน จน ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายและรังเกียจเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่ ๓ กระบวนการและขั้นตอนทางกฎหมายในการดำเนินคดียัง ซับซ้อน ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยุ่งยาก ใช้เวลาในการดำเนินคดีที่นานเกินไป รวมถึงประชาชนยังต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการดำเนินคดีหรือต่อสู้คดีในทุกขั้นตอน ของกระบวนการยุติธรรม

ประการที่ ๔ ยังมีความเหลื่อมล้ำในการได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมาย ปัญหาของคนยากจนกับคนรวย มีความแตกต่าง มีความเหลื่อมล้ำกันมาก ปัญหาของกลุ่มคน ที่มีพรรคพวกเป็นที่รู้จัก เป็นผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มการเงินที่ฉวยโอกาสใช้เงินเข้ามาก่อให้เกิด ความแตกต่างของการที่จะได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้บังคับใช้กฎหมายที่สร้างความเหลื่อมล้ำไม่ให้ความเป็นธรรม กับพี่น้องประชาชน

ประการที่ ๕ องค์กรในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ ตำรวจ ทนายความ ยังขาดมาตรฐาน ยังเกิดเหตุการณ์ความไม่เป็นธรรมอย่างต่อเนื่อง ที่คน ไม่ผิดจำนวนไม่น้อยถูกยัดเยียดข้อหา คนไม่ผิดติดคุกติดตะรางจำนวนมากทั้งที่ไม่ได้กระทำ ความผิด สภาพเช่นนี้มีอยู่เป็นจำนวนมาก

ประการที่ ๖ ประชนชนยังไม่ได้รับการดูแลและไม่ได้รับประโยชน์ จากตัวบทกฎหมายอย่างแท้จริง แม้กระทั่งตัวบทกฎหมายเองยังสร้างความเหลื่อมล้ำเสียเอง ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ประการที่ ๗ ประชาชนยังไม่มีความเชื่อถือหรือเชื่อมั่น รวมทั้งมีความ หวาดกลัวและรังเกียจเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนยังไม่ไว้วางใจในกระบวนการยุติธรรม หากต้องการให้กระบวนการยุติธรรมและเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพและมีการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นที่พึงพอใจของประชาชน จึงถึงเวลาที่ควรต้องมีการผ่าตัดกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมได้ศึกษาถึง ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดประสิทธิภาพ กำหนด แนวทางการปรับปรุงพัฒนาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ให้ทำ หน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ จึงได้กำหนดประเด็นการศึกษาไว้ ดังนี้

ข้อ ๑ ศึกษาการจัดทำปรับปรุงกระบวนการยกร่างกฎหมายรวมถึงการแก้ไข กฎหมายให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อ ๒ ศึกษาการปฏิบัติงาน กระบวนการทำงาน การใช้อำนาจหน้าที่ ของเจ้าหน้าที่รัฐ การปรับปรุงโครงสร้างและการบริหารองค์กรในกระบวนการยุติธรรม

ข้อ ๓ ศึกษาการปฏิรูปองค์กรและกระบวนการยุติธรรมก่อนชั้นศาล ให้เหมาะสม รวมถึงการป้องกันอาชญากรรม การลดปัญหาอาชญากรรมและคดีความ เพื่อให้คดีไปสู่ศาลน้อยลง

ข้อ ๔ ศึกษาการปฏิรูปองค์กรและกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล รวมถึง การศึกษาประเด็นทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) และแนวทาง ของกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน

ข้อ ๕ ศึกษาและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ในทางเศรษฐกิจและสังคม

ข้อ ๖ ศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย การสำรวจความเห็นและประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ในกระบวนการยุติธรรม

วิธีดำเนินการ คณะกรรมาธิการได้ตั้งอนุกรรมาธิการ จำนวน ๖ คณะ ตามอำนาจหน้าที่ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ดังนี้

คณะที่ ๑ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการจัดทำกฎหมายการปรับปรุงและยก ร่างกฎหมาย

คณะที่ ๒ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปการบังคับใช้กฎหมาย

คณะที่ ๓ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปองค์กรและกระบวนการยุติธรรมก่อน ชั้นศาล

คณะที่ ๔ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล

คณะที่ ๕ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระ และ

คณะที่ ๖ คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจหน้าที่และ กระบวนการทำงานตำรวจเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ซึ่งได้กราบเรียนแล้วว่าคณะอนุกรรมาธิการคณะที่ปฏิรูปตำรวจดังกล่าวนี้ ได้แยกรายงานออกเป็นอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งจะได้รายงานให้กับสภาได้ทราบและพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ โดยคณะอนุกรรมาธิการแต่ละคณะได้พิจารณากรอบปฏิรูปตามอำนาจหน้าที่ที่ได้รับ มอบหมายและคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปของอนุกรรมาธิการ ได้ศึกษาดังกล่าว ได้วางกรอบในแนวทางการปฏิรูปไว้ รวมทั้งได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ประชาชนส่งผ่านจากศูนย์รับฟังความคิดเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งมีท่านรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ ท่านรองประธานทัศนา เป็นผู้รับผิดชอบดูแล และได้ส่งความเห็นดังกล่าวให้กับกรรมาธิการตลอดมา กรรมาธิการก็นำความคิดเห็น ของประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการที่มารวบรวมเป็นข้อศึกษาและรายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะในการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการ ยุติธรรม กระผมจึงขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ท่านประธานอนุกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการได้รายงานผลการพิจารณาศึกษาในประเด็นต่าง ๆ เป็นลำดับต่อไป โดยลำดับแรกขอกราบเรียนเชิญท่านอนุกรรมาธิการในส่วนของการจัดทำกฎหมาย การปรับปรุงและยกร่างกฎหมาย ซึ่งมีท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ เป็นผู้รายงาน ในลำดับต่อไป ขออนุญาตครับ