เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการพระศาสนา โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสังคายนาพระไตรปิฎกในสมัยรัชกาลที่ ๑ และการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา โดยพูดถึงการเผยแผ่หลักธรรมของพุทธศาสนาและวิธีการปฏิบัติหรือจัดการให้เป็นอย่างไร
กราบเรียนท่านประธาน กระผม เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิก สปช. หมายเลข ๑๑๗ ผมจะพูดแค่ ๒ ประเด็น คือ ๑. การปฏิรูป กิจการพระศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา แล้วก็ปฏิรูปการเผยแผ่หลักธรรมในทุกศาสนา
ประเด็นแรก เมื่อครู่ขอเอ่ยชื่อท่านทิวา การกระสัง พูดถึงการสังคายนา พระไตรปิฎก ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่จริงมีกลอนครับ พระพุทธยอดฟ้าท่านทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่า ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา ไพร่ฟ้าประชาชนและมนตรี ชัดเจนว่าฝ่ายอาณาจักรนั้นสามารถที่จะเข้าไปดูแลปกป้องสังคายนาฝ่ายพุทธจักรได้ ฉะนั้น ผมก็คิดว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการสังคายนาหรือปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา อีกครั้งหนึ่งที่สำคัญทีเดียวที่สำคัญมาก ดังที่พวกเราทุกคนได้พูดกันไปแล้วนั้นสำคัญที่สุด รวมทั้งรายงานฉบับนี้ด้วย คณะของผมเองนั้นมีการปฏิรูปกิจการพระศาสนาอยู่ด้วยแต่ไม่ได้ จำกัดเฉพาะพุทธศาสนาเท่านั้น ฉะนั้นคณะกรรมการนี้จะมีคณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง พุทธศาสนา ซึ่งจะหยุดหรือไม่หยุดก็ตาม แต่ว่าคณะอนุกรรมการปฏิรูปกิจการพระศาสนา ที่อยู่ในคณะกรรมาธิการของผมก็จะดำเนินต่อไปครับ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้กรรมการกิจการ พุทธศาสนาถ้าทำต่อไปให้บรรลุตามที่ต้องการ ตามที่ประสงค์ก็จะเป็นการปฏิรูปกิจการ พระพุทธศาสนาครั้งสำคัญทีเดียวครับ
ประการที่ ๒ ก็คือการเผยแผ่หลักธรรมของพุทธศาสนา ต้องเข้าใจว่าเราไม่ใช่พูด เฉพาะนักบวชหรือพระภิกษุสงฆ์เท่านั้น เพราะว่ามีคำว่า คนที่จะบรรลุธรรมจำเป็นต้องเป็น นักบวชหรือเปล่า แต่ว่านักบวชมีบทบาทสำคัญมาก โดยเฉพาะภิกษุในพระพุทธศาสนาของเรา และขอให้เข้าใจพ้นไปด้วยว่าที่จริงแล้วพระภิกษุนั้นก็เป็นผลผลิตของสังคมนี้เอง เราต้องมาดู ต้นเหตุว่าสังคมของเราปัจจุบันนี้เป็นสังคมอะไร เป็นสังคมบริโภคครับ สังคมบริโภค จึงก่อให้เกิดจิตใจของนักบริโภคนิยม ไม่ยกเว้นแม้กระทั่งนักบวชหรือพระภิกษุด้วยครับ เพราะดังที่เราพูดกันแล้ว พระภิกษุกลายเป็นเอาความสุขเป็นตัวตั้ง ก็ไม่ผิดอะไรกับสังคม เสพสุขที่เป็นเหยื่อของสังคมบริโภคนั้นเอง แท้ที่จริงหลักธรรมในพุทธศาสนานั้นใช้ดับทุกข์ เป็นตัวตั้งครับ ไม่ใช่ความสุขเป็นตัวตั้ง ถ้าความสุขเป็นตัวตั้งก็อย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์พูด ก็มโนกันไป แล้วก็เป็นเหยื่อของมโน คือเป็นเหยื่อของจินตนาการของตัวเองนั่นเอง ก็สร้าง วิเศษสุขขึ้นมาอย่างไรก็ได้ อันนั้นเป็นหลักการของถ้าจะพูดไปก็คือทุนสามานย์ครับ เพราะมัน ทำให้คนบริโภคอย่างไม่สิ้นสุด แล้วก็เอาสังคมมารับใช้ทุน มารับใช้ธุรกิจ เอาความสุขเป็นตัวตั้ง นี่คือผลร้ายของสังคมเสพสุข สังคมบริโภค พระก็เป็นเหยื่อนั้นด้วยครับ หัวใจของพุทธศาสนา คือเอาการดับทุกข์เป็นตัวตั้ง เพราะการดับทุกข์มันเป็นที่สุด แม้กระทั่งความสุขอย่างลวงโลก มันก็เป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ท่านอาจารย์พุทธทาสที่เป็นอาจารย์อยู่ที่สุราษฎร์ธานี บ้านของท่านประธานนั่นแหละ ผมย้ำอยู่เสมอว่าท่านเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาส ท่านบอกว่าความทุกข์ก็คือจิตที่มันทนอยู่ ไม่ได้ ด้วยความสุขจิตมันฟูขึ้น โศกเศร้าก็จิตมันแฟบ ไม่ฟู ไม่แฟบ จิตมันทนอยู่ได้ยาก จึงเรียกว่าทุกข์ เพราะฉะนั้นกฎการธุดงค์ก็คือการขจัดความทุกข์ ขัดเกลาให้ปรับทุกข์ได้จริง ภาษิตลาวเขามีว่า พระดีแบกกลดเข้าป่า พระบ้าแบกกลดเข้าเมือง ผมจะขออ่านคำของ ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านเพิ่งเทศน์เมื่อปี ๒๕๕๘ ปีนี้ละครับ เมื่อต้น ๆ เดือน ผมอ่าน นิดเดียวครับ ธุดงค์เป็นข้อปฏิบัติการสมัครใจที่ทำได้ยากมากบ้าง ยากน้อยบ้าง แต่ก็มีพระ ที่ใจเข้มแข็งสมาทานถือสืบกันมาจนแน่นแฟ้นเข้าอยู่ในวิถีชีวิตเป็นความรู้ ความเข้าใจสามัญ ในสังคมไทย แต่น่าแปลกใจว่าเวลานี้คนไทยชาวพุทธมากหลายจนเรียกได้ว่าทั่ว ๆ ไป แม้กระทั่งชาวบ้านพื้นถิ่นก็ไม่รู้จักพอที่จะมองออกได้ว่าธุดงค์คืออย่างไร พากันตื่นเต้นไปกับ ปรากฏการณ์วูบวาบ แวววาว แล้วก็ไขว้เขว สับสนกันไป นี่เป็นสัญญาณที่เตือนอย่างชัดเจนว่า พระพุทธศาสนาของคนไทยมีสภาพเป็นอย่างไร คลาดเคลื่อน ผิดเพี้ยน ผุกร่อน เลือนราง หรือว่าไปกันถึงแค่ไหน ควรจะปฏิบัติหรือจัดการให้เป็นอย่างไร มองในแง่ดีปรากฏการณ์ เป็นเรื่อง เป็นราว ครึกโครม อื้อฉาว ที่โด่งดังเด่นขึ้นมาเป็นอาการที่ผู้ทำนั้นท่านช่วยกระตุก หรือกระแทก กระทุ้ง ให้คนไทยสะดุ้งตื่น หรือแม้แต่ตระหนกตกใจขึ้นมา ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิด ความสนใจ ใส่ใจที่จะแก้ไขกันให้จริงจัง มิฉะนั้นก็จะไม่ตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล ไม่ลุกขึ้นมาทำอะไรให้เป็นสาระชิ้นอัน ถ้ามองอย่างนี้ก็เป็นอันว่าดีแล้วที่มีเรื่องแรงร้าย น่าตระหนกตกใจมาทำให้ตระหนักรู้ อะไรที่ตูมตามให้ตื่นเต้น แต่ช่วยปลุกให้ลุกขึ้นมาศึกษา หาความรู้กันให้เท่าทันเข้าใจที่จะตัดสินได้ด้วยตนเอง แล้วช่วยกันแก้ไข ชวนกันประพฤติ ปฏิบัติให้ถูกต้องต่อไป ก็เป็นอันถือได้ว่านั่นก็ดี ขอบคุณครับ