ทิวา การกระสัง เรียกร้องให้ปฏิรูปกฎหมายเพื่อให้การบวชมีความสมบูรณ์ และให้มีการลงโทษบุคคลที่ทำลายพระพุทธศาสนา โดยเน้นการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า และไม่ให้การบวชเป็นเครื่องมือในการมีทรัพย์สินมากเกินไป
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม ทิวา การกระสัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ครับ ความจริงแล้ว ผมศึกษาพระศาสนามานานเนื่องจากว่าเรียนนักธรรม จนจบนักธรรมชั้นเอก ปัญหาพระศาสนาตามความเห็นของผมนี้ควรที่จะทำสังคายนาขนาดใหญ่ จากการศึกษา ประวัติพระพุทธศาสนามีการทำสังคายนาใหญ่ ๆ ประมาณสัก ๓-๔ ครั้ง
ครั้งหนึ่งในช่วงพระเจ้าอโศกมหาราชในสมัยลังกาวงศ์ ในสมัยสยามวงศ์ ก็ในช่วงของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกในช่วงที่ท่านครองราชย์แล้วก็มอบให้ พระภิกษุสงฆ์ไปสังคายนา เนื่องจากว่าในช่วงนั้นพระธรรมวินัยเรียกว่าวิปริตคล้าย ๆ กับปัจจุบันนี้ ซึ่งมีการนำหลักของพระพุทธศาสนาไปใช้ในทางที่ผิด ขอกราบเรียนว่า อันนี้กราบเรียนไปยังประชาชนที่อยู่ทางบ้านเลยว่า การทำบุญกุศลนั้นในช่วงที่พระพุทธองค์ จะปรินิพพาน พระอานนท์ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐาก ท่านยังไม่สำเร็จพระอรหันต์ ท่านมี ความกังวลเลยถามพระพุทธองค์ว่าการทำบุญอย่างไรถึงจะได้บุญ พระพุทธองค์บอกว่า การทำบุญได้บุญที่สุดก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
บุญที่ ๒ ก็คืออุปสมบทสืบทอดพระพุทธศาสนา
บุญที่ ๓ ก็คือปวารณาเป็นอุบาสก อุบาสิกา
บุญที่ ๔ ดอกไม้ ธูปเทียนและเงินทอง เป็นบุญสุดท้ายเลย
มีการใช้คำสอนของพระพุทธศาสนาไปใช้ในทางที่ผิดอย่างไร ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ก็บอกแล้ว ความจริงแล้วจุดเสื่อมของพระพุทธศาสนาไม่ใช่พระพุทธศาสนา คำสอน ของพระพุทธองค์นั้นเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นสัจจะ พระพุทธองค์ทรงสอนแค่ศีล ๕ อริยสัจ ๔ นี่คือสัจจะที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง การเกิด แก่ เจ็บตาย สิ่งที่เป็นจุดเสื่อมหนึ่ง ของพระพุทธศาสนาที่จะต้องปฏิรูปกระผมขอกราบเรียนดังนี้ ในช่วงที่ผมบวชเณร ก่อนจะ บวชได้ต้องไปอยู่วัดถึง ๑๕ หรือ ๒๐ วัน คุณต้องหัดอดข้าวเย็นก่อน แล้วท่องพระปาฏิโมกข์ ต้องท่องบทสวดอย่างน้อย ๗ บทก่อนถึงจะบวชได้ แต่ทุกวันนี้จริง ๆ แล้วการบวชมีอย่างเดียว คือบวชเพื่อศึกษาพระศาสนา อบรมจิตใจของผู้อุปสมบทนั้น การบวชเพื่อตอบแทนบุญคุณ จริง ๆ แล้วในพระศาสนาไม่มี แต่เพื่อให้มีคนบวชเยอะ ๆ ก็เลยเอามาใช้ อันนี้ไม่ได้ว่ากัน ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์บอกว่าอยากให้แก้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ อันนี้ผมเห็นด้วย ในบทยกเว้น แล้วควรจะเพิ่มไปด้วยว่าพระควรจะมีทรัพย์สินพอเท่าที่ฐานานุรูปที่พระควรจะอยู่ได้ อย่างเช่น สมาชิกท่านหนึ่งท่านอภิปรายว่าถ้าไปจำกัดแบบนั้นพระเจ็บป่วยจะทำอย่างไร ความจริงแล้วควรจะมีเงินที่จำกัด ถ้าเกินนั้นก็ให้ตกเป็นของวัด พระท่านจะได้จำหน่าย ทรัพย์สินให้กับบุคคลอื่นไม่ได้ เจตนาของผู้ให้ แน่นอนให้พระภิกษุเฉพาะตนหรือสามเณร เฉพาะตน แต่ทรัพย์สินที่มีมากเกินไปมันเกิดความโลภ จริง ๆ แล้วบวชมาเพื่อลดละซึ่งกิเลส ลดละ รัก โลภ โกรธ หลง ต้องลดพวกนี้ ไม่ใช่อุปสมบทมาแล้วมาเพิ่มกิเลสตนเอง ทรัพย์ก่อให้เกิดความโลภ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็ควรจะปฏิรูปหรือเพิ่มในบทบัญญัติ แห่งกฎหมายว่าควรจะมีเท่าไร จริง ๆ แล้วมีกฎหมาย กฎหมายเดิมก็ดีอยู่แล้ว เช่น ระบุว่า เจ้าอาวาสกับไวยาวัจกรเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย ถ้าเจ้าอาวาสทำผิดก็เป็นความผิด ฐานเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ถ้าเอาทรัพย์สินของวัดไป แต่ว่าไม่ค่อยมีการดำเนินคดี ในมาตรานี้ ก็คือโยมไม่อยากจะไปดำเนินคดีกับพระ จริง ๆ แล้วควรจะมีบทลงโทษหนึ่ง ในประมวลกฎหมายอาญานี้ปัญหาหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดความเสื่อมในนักบวชในพระพุทธศาสนา ผมจะไม่พูดว่าก่อให้เกิดความเสื่อมในศาสนา ศาสนาเป็นแก่น ไม่มีเสื่อมได้ อยู่ตั้ง ๒,๖๐๐ ปี แล้วไม่มีทางเสื่อม เพราะมันเป็นสัจจะเป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ นักบวชในพระพุทธศาสนา ที่ก่อให้เกิด อย่างเช่น ท่านผู้ว่าฯ ท่านบอกว่าคนมันปลอมเป็นพระ คนเหล่านี้มีกฎหมาย บัญญัติไว้ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ละเลย เห็นว่าเป็นเรื่อง เล็กน้อย แต่ความจริงเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วยซ้ำไป พอจับคนเหล่านี้มาสึกก็ปล่อย ไป จริง ๆ แล้วมีความผิดฐานฉ้อโกง มีความผิดฐานเลียนแบบพระ มีความผิดฐานทำลายพระศาสนา ขอเรียนกรรมการชุดนี้ ถ้าจะไปแก้ไขกฎหมายหรือเพิ่ม กฎหมายอย่างไรขอความกรุณาจะปวารณาตัวเองขอเข้าไปเป็นส่วนร่วมในการศึกษา หรือให้ข้อเสนอแนะก็ได้ เพราะว่าผมอยากจะเพิ่มโทษบุคคลเหล่านี้ให้มีโทษอย่างน้อย ๑๐ ปีขึ้นไป มันจะได้ไม่กล้าเอาผ้าเหลืองมาห่ม พอจับมาสึกเสร็จก็กลับไปคืน ไปแต่งตัว เป็นพระแล้วก็ไปบิณฑบาตอีก ทุกวันนี้ถึงขนาดเอาพระรูปหล่อของหลวงพ่อดัง ๆ เช่น หลวงพ่อทวดไว้หลังรถ แล้วก็ให้คนบริจาค คนเหล่านี้จริง ๆ มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน อัตราโทษ ๗ ปีขึ้นไป แต่ว่าเวลาเจ้าพนักงานจับมาก็เอากับความผิดแค่แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ก็ปรับ ศาลก็ลงโทษหนักไม่ได้ แต่ความผิดอื่นไม่ยอมแจ้งเข้าไปด้วย ฝากไปยังสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติขอให้เรื่องเหล่านี้เป็นนโยบายเลย ถ้ามีบุคคลทำอย่างนี้ให้ลงโทษในความผิด ฐานอื่นด้วย เช่น ฉ้อโกง ทำลายพระศาสนา หรือมีความผิดอีกความผิดหนึ่งก็คือทำลาย พระศาสนา ขอขอบพระคุณที่ให้เวลา ขอเป็นกำลังใจให้คณะกรรมการชุดนี้ สิ่งที่จะทำต่อได้ ก็ทำเพื่อเป็นการปกป้องและพิทักษ์พระศาสนาที่แท้จริง ขอขอบพระคุณครับ