สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เสนอปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพย์สินของพระสงฆ์ โดยมีการตรวจสอบทรัพย์สิน ทำบัญชี และยกเว้นภาษีสำหรับพระสงฆ์ที่มีรายได้น้อย แต่ต้องยื่นภาษีหากมีรายได้มากกว่า 240,000 บาทต่อปี และเรียกร้องการตรวจสอบและปฏิรูปทรัพย์สินของวัดที่ให้เช่า เพื่อป้องกันการทำสัญญาไม่เหมาะสมและไม่เสียภาษี

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์

กราบเรียนท่านประธานและ ท่านประธานกรรมาธิการ ผมตัดสินใจอยู่นานว่าควรจะพูดเรื่องนี้หรือเปล่า เพราะว่าเราเคย ได้ยินคำว่าชั่วช่างชี ดีช่างสงฆ์ แล้วเวลาพูดเรื่องพระเรื่องเจ้ามีคนบอกผมว่าคุณไม่กลัวนรกกินกบาล หรืออย่างไร แต่ผมคิดว่าข้อเสนอของกรรมการชุดนี้เป็นข้อเสนอที่ตรงใจมาก แต่ผมคิดว่า ยังมีข้อที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอยู่ ๒-๓ ข้อด้วยกัน ซึ่งผมเห็นข้อความที่ท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล ซึ่งเป็นพระที่ผมเคารพนับถือบอกว่า ถ้าเราปฏิรูปสงฆ์ไม่ได้ เราไม่ต้องคิดปฏิรูปประเทศเลย พระสงฆ์มีอยู่แค่ ๒๐๐,๐๐๐ รูป เท่านั้น ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือการที่เสนอให้มีการทำบัญชีทรัพย์สิน การตรวจสอบทรัพย์สิน อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากว่าวัดจะต้องทำบัญชี ทรัพย์สินทั้งหมด ไม่ใช่ให้ไวยาวัจกรเป็นคนทำ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติควรจะ ร่วมกับ สตง. วัดไหนที่มีรายได้บริจาคเป็นพันล้านบาทต้องให้ สตง. เข้าไปตรวจแล้วครับ ทำบัญชี ซึ่งผมคิดว่าต้องยึดโยงสถาบันการศึกษาในจังหวัดนั้น ๆ มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยราชมงคล เข้าไปช่วยทำบัญชีเพราะวัดเป็นนิติบุคคล การที่เราไปทำบัญชี เพื่อจะได้เกิดธรรมาภิบาล เกิดความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงิน ผมไม่แน่ใจว่าต้องแก้ไข กฎหมายตรงไหน ถ้าจำเป็นก็ต้องไปแก้เสีย ผมคิดว่าอันนั้นสำคัญมาก แล้วมันจะนำไปถึง ประเด็นข้อที่ ๒ สำหรับวัดที่ทำพุทธพาณิชย์ เมื่อครู่ท่านอาจารย์อำพล ขออนุญาตเอ่ยนาม พูดถึงเรื่องภาษีพระหรือภาษีวัด ผมคิดเรื่องนี้มานาน เพราะสัปดาห์หน้าเราจะพูดเรื่องปฏิรูป ภาษี เราจะพูดถึงเรื่องภาษีพระด้วยว่า พระก็ต้องมีเงินได้ ซึ่งผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับ ข้อเสนอของกรรมการที่บอกว่าให้ทรัพย์สมบัติของพระทั้งหมด เงินทั้งหมดเป็นของวัด มันน่าจะไม่ถูกต้องเพราะพระก็ต้องใช้จ่ายเงินเหมือนกัน ผมจึงคิดว่าในกรณีที่บุคคลธรรมดา ที่ยกเว้นภาษีมันมีประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท คือรายได้ปีละ ๒๔๐,๐๐๐ บาทไม่ต้องเสียภาษี ถ้าเราจะยกเว้นว่าพระที่มีรายได้ประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน รวมค่านิตยภัตด้วยนี้ เรา ยกเว้นภาษีครับ แต่พระต้องยื่น ภ.ง.ด. ยื่น ภ.ง.ด. ให้ใครทำก็ได้ ถ้ารายได้เกิน ๒๔,๐๐๐ บาท เสียภาษี ซึ่งถ้าเสียภาษีแล้วประเด็นที่บอกว่าให้ทรัพย์เป็นของวัดทั้งหมดอาจจะไม่ใช่ประเด็น เพราะไปตัดสิทธิเบื้องต้นของคนที่มาบวชเป็นพระ เพราะบางทีแกมาบวชเป็นพระแล้ว แกเกิดหัวใจวายโดยที่ยังไม่ได้ทำอะไรแล้วก็ให้เป็นของวัดหมด มันไม่ค่อยเป็นธรรมเท่าไร เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าตรงนี้สำคัญ

ประเด็นที่ ๓ ที่สำคัญมาก คือทรัพย์สินของวัดที่ไปให้เช่าต่าง ๆ นานา ผมเข้าใจว่าวันนี้กรมการศาสนาหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นคนดูแล แต่ผม เข้าใจว่ามีกระบวนการที่ทำสัญญาประหลาด ๆ มา มีการจ่ายค่าตอบแทนที่ประหลาด ๆ อยู่เยอะมาก ทรัพย์สินส่วนนี้วัดควรจะต้องให้หน่วยราชการ กรมธนารักษ์ หรือสำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าไปทำแล้วตรวจสอบว่าวัดที่ให้เช่าต่าง ๆ เป็นอย่างไร ในกฎหมายภาษีทรัพย์สินความจริงเขายกเว้นวัดให้นะ ผมก็จะเสนอว่าถ้าวัดเอาไปทำ ทรัพย์สินให้เช่า อาจจะต้องเสียภาษีทรัพย์สินด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะว่าเป็นพุทธพาณิชย์ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือว่าอันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด ว่ากรณีที่พระต้องสึกปาราชิกเพราะว่าไปดื่มสุรา ไปขับรถ ไปเสพเมถุน แล้วไปบวชใหม่ แล้วมันเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ถ้าจำเป็นเราอาจจะต้องมีกฎหมายเป็นความผิดทางอาญาหรือไม่ มีคน บอกว่าไม่น่าจะผิดเลยเพราะว่าเป็นเรื่องต่างหาก ถ้าเราเป็นคนธรรมดากินเหล้ายังไม่ผิดเลย ทำไมพระกินเหล้าแล้วต้องผิดกฎหมายด้วย แต่ผมกำลังจะบอกว่าเนื่องจากคุณเป็นบุคลากร พิเศษ น่าจะมีโทษทางอาญาให้คนพวกนี้ได้หลาบจำบ้างว่า การเป็นพระ หรือการอ้างเป็นพระ แล้วไปบวชแล้วบวชอีก และทำผิดพระธรรมวินัย แล้วก็ปาราชิก แล้วก็สามารถกลับมาบวช ได้ใหม่ โดยไม่ติดคุก ไม่ถูกจับ ผมว่ามันเป็นบ่อนทำลายพุทธศาสนา ทั้งหลายทั้งปวงมีพระ ไม่ดีน้อยมากในจำนวนพระทั้งหมด ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารูป เราไม่ได้จะทำให้พุทธศาสนาเสื่อมสลาย ผมเคยถามท่านอาจารย์หลายท่านที่ผมเคารพนับถือบอกว่าข่าวที่ลง ออกทีวีว่าพระทำโน่นทำนี่ เป็น ๑ ใน ๑๐๐ ๑ ใน ๑,๐๐๐ ๑ ใน ๑๐๐,๐๐๐ ของพุทธศาสนาเท่านั้น โยมอย่าไปท้อใจ อย่าไปสั่นคลอน เพราะคำสอนพระพุทธเจ้าดีที่สุด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นคำสอนที่ดี เพราะฉะนั้น ผมจึงสนับสนุนการปฏิรูปครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ