สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘

อำพล จินดาวัฒนะ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา โดยเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่ดีในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา และหารือเรื่องการปกครองกันเองของศาสนจักร ซึ่งอาจส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น การสะสมลาภยศ ทั้งสมบัติและยศ ที่ตรงกันข้ามกับหลักพุทธศาสนา และการรวมศูนย์ในการดูแลปกป้องพระพุทธศาสนา ซึ่งอาจทำให้เกิดขาดประสิทธิภาพและทำให้เกิดการค้ากำไรจากการขายบุญและศาสนา และระบุความจำเป็นในการมีคณะกรรมการหรือคณะกรรมาธิการที่ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อ และสร้างความเข้าใจในสังคมว่า สภาประชาชนแห่งชาติ (สปช.) ทำหน้าที่รักษาพุทธศาสนาและไม่กระทบต่ออำนาจศาสนจักร

นายอำพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ ต้องขออภัยครับเมื่อสักครู่ได้ข้ามคิวไป มาไม่ทันจริง ๆ ครับ ด้วยความขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้คิวตอนนี้ครับ ผมอยากจะขออนุญาต ให้กำลังใจคณะกรรมการชุดนี้ที่ได้จัดทำรายงาน อาจจะต้องถือว่าเป็นรายงานเบื้องต้น ของคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา พูดเรื่องนี้คงต้องพูดด้วยจิตใจที่สบาย ๆ การที่ สปช. เราได้พยายามคิดที่จะปฏิรูป เรื่องกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่ใช่ เป็นการปฏิรูปพุทธศาสนา เพราะว่าพระพุทธศาสนานั้นดีอยู่แล้ว แล้วเป็นวิทยาศาสตร์ เป็นอกาลิโก แต่สิ่งที่เราคุยกันนี้คือการปฏิรูปกิจการที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่มีคน ทำให้เสื่อม ดังนั้นผมขออนุญาตพูด ๒ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ เกี่ยวกับเรื่องการปกครองกันเองของศาสนจักร ซึ่งก็มาเกี่ยวข้องกับ อาณาจักรโดยแยกกันไม่ได้ ตรงนี้กราบเรียนว่าอาจจะมีการทำให้ส่งผลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสะสมลาภยศ ทั้งลาภสมบัติ ยศสมบัติ ซึ่งตรงกันข้ามกับหลักพุทธศาสนา อย่างสิ้นเชิง การรวมศูนย์ในการดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาจากเหลือบ ริ้น ไร ที่กัดกิน กิจการพุทธศาสนานั้น อันนี้ก็ทำให้เกิดขาดประสิทธิภาพอย่างมาก เราจึงเห็นพุทธพาณิชย์ มากมาย เกิดการค้ากำไรจากการขายบุญ ขายความเชื่อ ขายศาสนา อย่างที่มีท่านสมาชิก ได้กล่าวถึง ท่านประธานครับ แถว ๆ ปทุมธานีซึ่งผมได้มีโอกาสไปแถวนั้นบ่อย เราก็จะพบ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่มาก ที่กินพื้นที่ที่เคยเป็นที่ทำมาหากินของชาวบ้านจำนวนมหาศาล แล้วก็ยังมีอยู่ในจังหวัดอื่น ๆ อีกจำนวนมากในหลายสิบจังหวัด ในขณะเดียวกันในพื้นที่ระดับลึกลงไปในระดับชุมชนแถว ๆ นั้นก็มีสำนักสงฆ์เกิดขึ้น แล้วเรา ก็จะพบว่าพระภิกษุที่บวชในสำนักสงฆ์นั้นพออยู่ด้วยกันไม่ได้ก็แยกไปอยู่ตามบ้านชาวบ้าน แล้วก็ใกล้ ๆ กันอาจจะมีทั้ง ๒-๓ ที่ ไม่ได้เป็นวัดด้วย แล้วก็ไม่มีใครทำอะไร แสดงว่า สถานการณ์ในขณะนี้ก็คือใครจะทำอะไรก็ทำได้ บวชแล้วจะไปอยู่ตรงไหนก็อยู่ได้ ไม่มีคนดูแลครับ ระบบกลไกที่ดูแลกันอาจจะหย่อนยานมากเป็นอย่างนี้เต็มประเทศเลย อาชีพบวชเป็นพระหากินง่ายตอนนี้ แล้วก็ไม่ต้องเสียภาษีด้วย ผมคิดว่าในประเด็นนี้ เป็นประเด็นเชิงระบบครับ ถ้าสถาบันใด องค์กรใดเป็นระบบปิดแล้วให้ดูแลกันเองก็กำลัง สั่นคลอนมากไม่สามารถที่จะปกป้องดูแลกันเองได้ คนนอกก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถาบันจำนวนมากที่เราเห็นว่าเป็นสถาบันปิดทั้งหลาย อันนี้กำลังมีปัญหามาก ถ้าไม่มีการปฏิรูประบบที่ปิดแล้วก็ให้ดูแลกันเอง ปกครองกันเองก็จะทำให้สู่การเสื่อมไปเรื่อย ๆ และตกต่ำ ผมอยากจะกราบเรียนประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เรียนไว้

ประเด็นที่ ๒ เรื่องทรัพย์สินเกี่ยวกับกิจการศาสนาและพระสงฆ์ ที่กรรมการ ยกขึ้นมานั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่และเห็นด้วยอย่างยิ่ง พระพุทธเจ้าออกบวชท่านสละยศ สละสมบัติ เป็นพระภิกษุ เกิดสังฆะเกิดขึ้น มีการสัมพันธ์แนวราบ เคารพอาวุโส สอนกัน เตือนกันได้ และไม่สะสมครับที่สำคัญที่สุด ๒,๕๐๐ กว่าปีมันกลายเป็นตรงกันข้ามครับ บวชแล้วรวยทั้งพระ ทั้งวัด ทั้งผู้คนที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันนี้แก่นพุทธศาสนายังอยู่ แต่ความ สั่นคลอนต่อความศรัทธาที่อยู่ในกิจการเกี่ยวกับศาสนานั้นมีมากเหลือเกิน เราบริจาคให้วัด กฎหมายกำหนดให้เอาไปหักภาษีได้แต่วัดนำไปใช้อะไรไม่มีใครรู้ นำไปทำดีก็คงมีไม่น้อย นำไปทำไม่ดีก็มีอยู่มาก ที่สำคัญก็คือมีการเอาไปสร้างพวกถาวรวัตถุจำนวนมากมาย ในขณะที่เรา มีคนจนมากมายในประเทศไทย แล้วคนจนนี่ละครับเป็นคนที่บริจาคให้วัดเพื่อหวังบุญในชาติหน้า ค้าสวรรค์สำหรับชาติหน้า แล้วก็ชาตินี้กิจการของสงฆ์นั้นก็รวย ในขณะที่คนจนนั้นก็ไม่ได้ดี อะไรขึ้นเลย วัดเคยเป็นที่สั่งสอนร่ำเรียน กิจกรรมของชุมชนก็เปลี่ยนไปหมด เราจะเห็นว่า เวลาจัดงานทีวัดต่าง ๆส่วนใหญ่นั้นพระสงฆ์จะนั่งประกาศเองชวนคนมาทำบุญ มาทำบุญ ด้วยกลวิธีกลยุทธ์กิจกรรมต่าง ๆ มากมายในวัด ไกลคำสอนของพระพุทธเจ้าลงไปทุกทีครับ

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยที่เราจะคิดมีการออกกฎหมายปฏิรูป กิจการพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับการจัดการทรัพย์สินของวัดและพระสงฆ์ แต่ผมคิดว่าแค่นั้น อาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องคิดทั้งระบบ พัฒนาข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบที่เกี่ยวข้องกับกิจการ พุทธศาสนา เพื่อไม่ให้พุทธศาสนานั้นเสื่อมลง ในทางตรงกันข้ามสิ่งที่เราจะทำเป็นการ ทะนุบำรุงพุทธศาสนา และเราไม่ได้ก้าวล่วงเข้าไปในกิจการของศาสนจักรแต่เป็นเรื่องที่ อาณาจักรต้องเกี่ยวข้องครับ เป็นเรื่องที่ศาสนจักรซึ่งอยู่แนบชิดเหมือนปลากับน้ำที่อยู่ด้วยกัน แยกกันไม่ได้หรอกครับ ต้องพึ่งพาอาศัยเกื้อกูลกันไปมา

สรุปสุดท้ายครับ ชื่นชมคณะกรรมการชุดนี้ที่กล้าหาญทำเรื่องนี้ ชื่นชม ท่านประธานที่ตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมา ผมคิดว่าควรจะมีคณะกรรมการทำเรื่องนี้ต่อ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือ คณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา อาจจะเชื่อมโยงกัน หรืออย่างไรก็แล้วแต่ควรจะมีกลไกที่ดำเนินการเรื่องนี้ต่อ

และสุดท้ายผมคิดว่า สปช. เราต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมครับ สร้างความเข้าใจกับพระ สร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าเราไม่ได้ทำลายพุทธศาสนา ไม่ได้ไปก้าวล่วงอำนาจในส่วนของศาสนจักร แต่เรารักษาพุทธศาสนา ทั้งหมดนี้เป็นการ ทำบุญทำกุศลร่วมกันครับ แน่นอนครับมีแรงต้านแน่นอน เพราะเราปล่อยให้กิจการ พุทธศาสนานั้นมีมอด มีกระพี้ มีเหลือบไรมากมาย ซึ่งก็คงจะมีแรงต้าน แต่ถ้าเราตั้งใจที่จะ ทำสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า สปช. เราน่าที่จะมุ่งมั่นและทำต่อไป ขอบพระคุณท่านประธานครับ