เฉลิมชัย เฟื่องคอน หารือเรื่องการปฏิรูปพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณีที่กล่าวหาว่าอดีตกรรมการผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นถูกกล่าวหาว่ายักยอก และมีข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขหน้าที่ของสภาความรู้สาธารณะ และการมีส่วนร่วมของวัดพระธรรมกาย เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างสภาความรู้สาธารณะและมหาเถรสมาคม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม เฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้แทนจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ผมได้อ่านจาก รายงานการศึกษา จำนวน ๑๐๓ หน้า ผมเห็นด้วยบางส่วน แล้วก็ไม่เห็นด้วยบางส่วน ตามคำสั่งของท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน ๒ ฉบับ กรรมการชุดนี้มีหน้าที่ ๖ ประการ ประการที่สำคัญก็คือศึกษาวิเคราะห์ปัญหาสำคัญของพระพุทธศาสนา ในสังคมไทย
ข้อที่ ๒ ก็คือปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
ข้อที่ ๓ ก็คือยกร่างพระราชบัญญัติเพื่อปฏิรูปกิจการศาสนา
อีก ๓ ข้อก็เป็นข้อปลีกย่อย ท่านประชุมร่วมกัน ๕ ครั้ง ครั้งแรกท่านประชุม เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ก็คุยกันเรื่องทั่ว ๆ ไปแล้วก็มอบหมายภารกิจให้แต่ละคน ไปทำ ประชุมครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ พิจารณาเรื่องกรณีพระลิขิตของ สมเด็จพระสังฆราช กรณีเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายต้องอาบัติปาราชิกและความคืบหน้า ในการดำเนินการตามภารกิจซึ่งภารกิจมีอยู่ด้วยกัน ๓ ฉบับ
ฉบับแรก ลงวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ สรุปว่า ไม่คิดให้มีโทษเพราะคิด ในแง่ยกประโยชน์ให้ว่าในขั้นต้นอาจมิใช่มีเจตนาถือเอาสมบัติของวัดเป็นของตน แต่เมื่อ ถึงอย่างไรก็ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัด ก็แสดงชัดแจ้งว่า ต้องอาบัติปาราชิก ต้องพ้นจากความเป็นสมณะโดยอัตโนมัติ อันนี้เป็นพระลิขิตฉบับแรก
ฉบับที่ ๒ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๔๒ ในกรณีเกี่ยวกับวัดพระธรรมกาย เราได้ทำหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราชสมบูรณ์ตามอำนาจแล้ว จึงไม่มีอะไรจะพูดอีก
ฉบับที่ ๓ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๔๒ สรุปพระลิขิตว่าได้แจ้งเป็นที่เข้าใจ ชัดเจนดีทั่วกันแล้วก่อนหน้านี้ว่า ในตำแหน่งผู้สำเร็จเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้ทำหน้าที่เกี่ยวกับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเพื่อเทิดทูนรักษาพระพุทธศาสนาให้พ้น จากการถูกทำลายสมบูรณ์ดีที่สุดแล้วตามอำนาจหน้าที่ของสมเด็จพระสังฆราช
ฉบับที่ ๓ เรื่องสื่อมวลชน ท่านคุยกันเรื่องสื่อมวลชนลงข่าวกรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตกรรมการผู้จัดการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ถูกกล่าวหาว่ายักยอก แล้วในวันนั้นท่านก็ให้ผู้แทน ป.ป.ช. ปปง. มาชี้แจง แต่สรุปสุดท้ายท่านสรุปว่า ในกรณี เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ได้มีลิขิต ๓ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ ได้แสดงเหตุผลว่าพระธัมมชโย ต้องอาบัติปาราชิก ๒ ประการ คือ
๑. บิดเบือนพระพุทธธรรมคำทรงสอน โดยกล่าวหาว่าพระไตรปิฎกบกพร่อง เป็นการทำให้สงฆ์ที่หลงเชื่อคำบิดเบือน
๒. ไม่ยอมมอบคืนสมบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นในขณะเป็นพระให้แก่วัดพระธรรมกาย จึงถือว่าพระธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก
ส่วนการประชุมครั้งที่ ๔ ของท่านเมื่อวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๘ พิจารณา เรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อจัดเสวนารับฟังความคิดเห็น เนื่องจากมีผู้ทักท้วง จากผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ทั้งจากพระสงฆ์ สมาชิก สปช. และประชาชนทั่วไปว่ากรรมการชุดนี้ กำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่ได้มีการรับฟังเสียงจากพระสงฆ์ เป็นเรื่องของพระสงฆ์ แต่ไม่มี พระสงฆ์เข้ามามีส่วนร่วม มีข้อสังเกตคือ กรรมการชุดนี้เป็นชุดเฉพาะกิจตั้งขึ้นตามข้อบังคับ การประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๗ ข้อ ๑๐ (๕) แต่งตั้งโดยท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไม่ได้แต่งตั้งขึ้นตามความเห็นของสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่อย่างใด ทั้ง ๆ ที่มีคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนาอยู่แล้ว
๒. มีประชาชนถามผมว่า สปช. ไปเกี่ยวข้องกับวัดได้อย่างไร ผมตอบว่า ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะกรรมการชุดนี้ได้มาอย่างไรยังไม่ทราบขอไปดูรายละเอียดก่อน ต่อมาเมื่อมหาเถรสมาคมมีมติในวันศุกร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ ว่า พระธัมมชโยไม่อาบัติ ปาราชิก เห็นมีกรรมการบางท่านออกมาให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ว่าเป็นการขัดต่อบัญชา ของสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๔๒ และขัดต่อมติมหาเถรสมาคม ที่ ๑๙๓/๒๕๔๒ ประชาชนก็งงว่ามันเกิดอะไรขึ้น เป็นการขัดแย้งกันระหว่างสภาปฏิรูป แห่งชาติและมหาเถรสมาคมและวงการพระสงฆ์หรือไม่ อย่างไร ข้อสังเกตดู ๆ แล้วกรรมการ ชุดนี้ตั้งขึ้นมาเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาพระพุทธศาสนาในวัดพระธรรมกาย โดยเฉพาะเป็นกรณีตัวอย่างซึ่งมีอยู่ในรายงาน อุบาสก อุบาสิกา พระสงฆ์วัดพระธรรมกาย ออกมาโต้แย้งขอยกเลิกกรรมการชุดนี้ ยื่นหนังสือไปถึงนายกรัฐมนตรี แต่นายกรัฐมนตรี บอกว่าผมไม่ได้เป็นคนแต่งตั้ง สภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งก็ไปร้องที่นั่นเองโดยเฉพาะการที่ กรรมการบางท่านไปออกโทรทัศน์โต้มหาเถรสมาคม ผมไม่เห็นด้วยที่ออกรายการโทรทัศน์โต้ กับทางมหาเถรสมาคมทำให้เกิดปัญหาในบ้านเมือง มีการประท้วงต่าง ๆ นานา
การประชุมครั้งที่ ๕ ครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๘ ที่ประชุม ก็สงสัยว่าคำสั่ง สปช. ที่ตั้งพวกเรามา ๒๐ คนมีหน้าที่อะไรกันแน่ ประธานจึงได้นำมาแจ้ง ที่ประชุมอีกครั้งว่ากรรมการชุดนี้มีหน้าที่ ๖ ประการ เพราะที่ทำกันไปชักไม่แน่ใจว่า ทำกันเกินขอบเขตหน้าที่หรือไม่ ต่อมามีท่านออกมาให้สัมภาษณ์ว่าผมทำงานเสร็จแล้ว กรรมการชุดนี้ขอยุติ แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าชุดนี้ยกเลิกไปหรือยัง สิ่งที่ผมเห็นด้วยคือต้องปรับปรุง แก้ไข ๔ ประการ อย่างที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ว่าทรัพย์สินของวัดและของพระสงฆ์ อันไหนเป็นของวัด อันไหนเป็นของพระสงฆ์ต้องแยกให้ชัดเจน ควรจะต้องออกกฎหมาย ปัญหาของพระสงฆ์ที่บวชแล้วไม่ศึกษา ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ไม่ทำประโยชน์ ต่อพระศาสนา บ้านเมือง คุ้มครองพระพุทธศาสนาเราจะทำกันอย่างไร การทำพระธรรม วินัยให้วิปริตหรือประพฤติวิปริตจากพระธรรมวินัยจะแก้ไขอย่างไร ความสัมพันธ์ระหว่าง อาณาจักรกับศาสนจักรฝ่ายบ้านเมืองจะต้องมีกฎหมายที่จะต้องช่วยปกป้องคุ้มครอง พระพุทธศาสนาหรือไม่ ผมอ่านรายงานแล้วสรุปว่า ๑. อยากให้กรรมการชุดนี้อยู่ทำหน้าที่ ปฏิบัติต่อไปให้เสร็จสมบูรณ์ ถ้าเป็นมวยกรรมการชุดนี้ก็ถือว่าเป็นมวยบุกหนักตั้งแต่ ยก ๔ ถึงยก ๕ จะมายุติการชกในยกสุดท้ายยกที่ ๕ ได้อย่างไร อย่างน้อยต้องร่างกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องปรับปรุงแก้ไขปัญหา เช่น ร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ นำมาเสนอสภา สปช. ต่อไป ตามอำนาจหน้าที่ของท่านที่กำหนดไว้ใน ข้อ ๒ และข้อ ๓ เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งยุบคณะกรรมการชุดนี้ครับ เพราะเห็นว่าประชาชน สนใจในความรู้ความสามารถและกำลังเป็นประเด็นที่เฝ้ามองของคนทั่วไปครับ ขอบคุณมาก ครับ