เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา โดยเน้นย้ำว่าพระธรรมวินัยเป็นหลักในการปฏิรูป และไม่จำเป็นต้องปฏิรูปพระพุทธศาสนาเอง แต่ต้องปฏิรูปสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกระจายอำนาจให้กับชุมชน เพื่อให้พระสงฆ์ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย และไม่เพียงแต่หวังหาผลประโยชน์เท่านั้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปการปกครองของคณะสงฆ์ การปฏิรูปการทำพระธรรมวินัย การดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสนับสนุนและปกป้องพระพุทธศาสนา และส่งเสริมให้คนไทยได้เรียนรู้หลักธรรมของศาสนาต่าง ๆ เพื่อความสันติในอาเซียน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ดังที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและ มาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา ดังมีรายนามของคณะกรรมการที่ปรากฏอยู่ ในเอกสารที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้เห็นแล้ว ผมจะขออนุญาตไม่อ่านซ้ำ คณะกรรมการ ได้ทำการศึกษาโดยที่มีผู้ทรงคุณวุฒิและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการตามเอกสารที่ปรากฏ ผมก็จะขอไม่อ่านซ้ำในประเด็นนั้น แต่จะขอรายงานต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติถึงสภาพการ ปัญหาของกิจการพระพุทธศาสนาในประเทศไทย และแนวทางในการที่เราควรจะต้องปฏิรูป ผมกราบเรียนว่าต้องแยกให้ชัดระหว่างการปฏิรูปแนวทางการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ไม่ใช่ปฏิรูปพระพุทธศาสนา เพราะคณะกรรมการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าพระธรรมวินัย ในพระพุทธศาสนาเป็นของประเสริฐ ไม่บังควรอย่างยิ่งที่จะไปปฏิรูปแนวของพระธรรมวินัย แต่จะใช้พระธรรมวินัยเป็นหลักในการที่จะปฏิรูปสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองที่ไม่สอดคล้องกับ พระธรรมวินัย ไม่ว่าจะเป็นการสอน หรือไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติของพระ หรือการจัดการ ทรัพย์สินของวัดและของพระที่ไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัย จำเป็นที่จะต้องปฏิรูปในเรื่องนั้น กราบเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งเรามองว่า พระธรรมวินัยเป็นของประเสริฐและจะยึดพระธรรมวินัย เป็นหลักในการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นเลยไม่เรียกว่าปฏิรูปพระพุทธศาสนา แต่เรียกว่าปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนา
คณะกรรมการได้พิจารณาแล้วมีอยู่ ๔ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่จำเป็นที่จะต้องปฏิรูป
ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องทรัพย์สินของวัด และทรัพย์สินของพระสงฆ์ ซึ่งมีปัญหามาก ปัจจุบันนี้ทรัพย์สินในพระพุทธศาสนามีจำนวนมากประมาณการถึง ๒๐ ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินถึงสิบเท่า และขณะเดียวกันไม่ได้มีบัญชีครบถ้วนว่าทรัพย์สิน ของวัด ทรัพย์สินของพระพุทธศาสนามีบัญชีเข้า บัญชีออกอย่างไร ไม่โปร่งใส ไม่ชัดเจน ขณะเดียวกันทรัพย์สินและรายได้ที่พุทธศาสนิกชนศรัทธายกมือท่วมหัวบริจาคให้กับ พระสงฆ์ เพราะเห็นว่าเป็นผู้ที่กำลังจะปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จะเป็นผู้บริสุทธิ์ ก็มอบให้กับพระ แล้วก็แล้วแต่ท่านว่าท่านจะไปทำกิจการในพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ได้ให้เกิดประโยชน์ กับกิจการพระพุทธศาสนา แต่แล้วพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยเลยเอาเงินนั้นใส่ในบัญชีของตนเอง เมื่อเงินอยู่ในบัญชีของตนเองพระที่มรณภาพก็ปรากฏว่าได้ทำพินัยกรรมยกให้กับญาติ ยกให้กับอดีตภรรยา ยกให้กับลูก ตกลงเงินทองกลายเป็นว่าหลายต่อหลายรูปมาบวช ก็เลยเป็นอาชีพประเภทหนึ่ง ซึ่งไม่สอดคล้องกับพระธรรมวินัยอย่างยิ่ง ถ้าท่านทั้งหลาย ศึกษาพระธรรมวินัยจะเห็นได้ว่าพระพุทธเจ้าไม่นิยมเลยที่จะให้พระภิกษุจับเงิน แต่ก็มี คนเลี่ยงอยู่ตลอดเวลา เวลาคนมาถวายก็เลี่ยงไปเป็นใบปวารณาบ้าง หรือให้วางไว้แล้วเอาก้านธูป เขี่ยเข้าใต้เสื่อ เพราะบอกว่าไม่ได้จับ ก็เป็นการเลี่ยงบาลี แต่จริง ๆ แล้วพระธรรมวินัยเกรงว่า พระภิกษุจะมีกิเลส เงินมันเหมือนงูเป็นอสรพิษที่สร้างกิเลสให้กับผู้ที่บวชเป็นพระ แล้วก็ กิเลสนั้นมันก็จะพอกพูนได้ง่ายด้วยเหตุนี้พระธรรมวินัยก็ระบุชัดเจน แต่ก็มีการเลี่ยงบาลี และในที่สุดผู้ที่ถวายเพื่อกิจการพระพุทธศาสนาก็กลายเป็นของส่วนตัว ซึ่งประเด็นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เงินบริจาค เงินทำบุญ เงินที่ทำในนามของพระพุทธศาสนา ก็ถูกยักย้ายถ่ายเทไปสู่บัญชีส่วนตัว เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีพระที่จังหวัดมหาสารคามบอกว่า ได้เงินมา ก็ได้จากสหกรณ์ออมทรัพย์เครดิตยูเนี่ยนเป็นจำนวนหลายสิบล้านบาท แต่บอกว่า วัดยังไม่มีบัญชีก็เลยใส่เข้าบัญชีส่วนตัวอย่างนี้เป็นต้น ท่านประธานครับ ผมคงไม่ยกตัวอย่าง มันเยอะเหลือเกินที่มันมีปัญหาในลักษณะนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของทรัพย์สินของวัด รายได้ของวัด และทรัพย์สินและรายได้ของพระ ผมคิดว่าต้องปฏิรูป เพราะฉะนั้นจะปฏิรูป อย่างไร ผมจะขออนุญาตเสนอความคิดของกรรมการ ส่วนแนวทางก็ต้องขึ้นอยู่กับ สภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ คณะกรรมการมีหน้าที่เพียงแค่ไปเตรียมการเบื้องต้นให้กับบรรดา ผู้ทรงคุณวุฒิในสภาแห่งนี้จะได้ช่วยกันพิจารณาว่าเราจะต้องทำกันอย่างไรต่อไป เพราะฉะนั้นควรจะให้มีร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระภิกษุ โดยอย่างน้อยจะต้องกำหนดให้มีกลไกในร่างพระราชบัญญัติดังนี้ คือมีการจัดทำงบบัญชี ทรัพย์สินของวัด ทรัพย์สินเงินทอง รายได้ รวมถึงประโยชน์อื่นใดที่ได้มาจากการดำเนินการ ภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์ย่อมตกเป็นของพระพุทธศาสนาหาใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคลของผู้ใด ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์รูปไหนหรือวัดใดก็ตาม การปฏิรูปแก้ไขในเรื่องนี้หลักใหญ่จะต้องถือ แนวทางตามที่พระพุทธองค์เคยฝากฝังไว้กับพุทธบริษัท ๔ ก็คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ท่านประธานครับ ทรัพย์สิน เมื่อพุทธองค์ไม่สรรเสริญ ไม่อยากให้พระไปยุ่งกับเงิน กับทรัพย์สิน จริง ๆ แล้วควรที่จะเป็นหน้าที่ของอุบาสกและอุบาสิกา เป็นพุทธบริษัท อีกพุทธบริษัททั้งสองที่จะเข้ามาช่วยดูแล ถ้าเราแยกได้ ทรัพย์สินของวัด มีคณะกรรมการ ที่ประกอบไปด้วยอุบาสก อุบาสิกา ช่วยดูแล ส่วนพระเป็นจิตวิญญาณ เป็นปัญญา เป็นความรู้ กับสังคม กับกรรมการวัด พระไปปฏิบัติ ไปเรียนรู้พระธรรมวินัย ปฏิบัติและเผยแพร่ ต่างฝ่ายต่างจะมีประโยชน์ซึ่งกันและกัน อุบาสก อุบาสิกา จะเก่งทะมัดทะแมงในการจัดการ ทรัพย์สินของวัด ทรัพย์สินของพระได้ดีกว่า มีบัญชีเปิดเผยชัดเจน มีบัญชีรับบัญชีจ่าย มีทรัพย์สินเข้าทรัพย์สินออก ทุกอย่างเปิดเผย แล้วพระเองก็จะต้องเกรงใจอุบาสก อุบาสิกา เพราะพระบ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ต้องปฏิบัติ ขณะเดียวกันอุบาสก อุบาสิกา ที่ดูแลทรัพย์สินก็เกรงใจพระ เพราะพระคือปัญญา คือจริยธรรม ต่างฝ่ายต่างคานและดุล ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินของวัดและของพระโดยให้อุบาสก อุบาสิกา มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ในการดำเนินการในเรื่องนี้ และจะต้องมีการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๒๓ ที่บัญญัติว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาระหว่างที่อยู่ในสมณเพศนั้น เมื่อพระภิกษุถึงแก่มรณภาพให้ตกเป็นสมบัติของวัดที่เป็นภูมิลำเนาของภิกษุนั้น ท่านประธานครับ ถ้าหยุดแค่นี้มันงดงามอยู่แล้ว แต่ไปมีข้อยกเว้นดังที่ผมจะอ่านต่อไปนี้ บอกว่า เว้นแต่พระภิกษุนั้นจะได้จำหน่ายไปในระหว่างมีชีวิตหรือโดยพินัยกรรม พอไปใส่ เว้นแต่ เท่านั้นละครับท่านประธาน ประเทศไทยมันชอบทำตรงที่เขาเปิดช่องให้เว้น เพราะฉะนั้นไม่ยากเลยถ้าจะปฏิรูปเรื่องทรัพย์สินของวัด ทรัพย์สินของพระ ตรง เว้นแต่ นั้นก็ตัดออกเสียก็หมดปัญหา เพราะลองกลับไปคิดดู คนที่เขายกมือท่วมหัวก้มลงกราบ แล้วก็ถวายปัจจัย ถวายทรัพย์สินถวายที่ดิน เขาไม่ได้ให้ตัวคน ถ้าตัวคนไม่ได้นุ่งเหลือง ไม่ได้โกนผม ไม่ได้เป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้า ผมถามว่าจะมีใครเขาจะถวายให้อย่างนั้นไหมครับ และคนที่เบียดบังเอาทรัพย์ เอาที่ดินไปใส่ในชื่อของตัวเองก็ดี ผมไม่ต้องเอ่ยชื่อหรอกครับ ท่านทั้งหลายคงรู้ดีว่าผมหมายถึงใครบ้าง หมายถึงพระรูปใดบ้าง เอาเงินทองใส่บัญชีตัวเอง เอารถยนต์ เอาเครื่องอำนวยความสะดวกไว้ใช้เพื่อตัวเองมหาศาลเลย และถ่ายทอดไปยังลูก ถ่ายทอดไปยังญาติ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ขัดกับพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น คณะกรรมการไม่บังอาจจะไปปฏิรูปพระ แต่ปฏิรูปคนที่แอบอยู่ในร่างของพระ เข้ามา เพื่อเป็นอาชีพในการทำมาหากินในร่างของพระ ถามว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติจำเป็นเหลือเกิน ที่จะต้องปฏิรูปคนที่มาในร่างของพระ ปฏิรูปกฎเกณฑ์ให้คนที่มาในร่างของพระนั้น ทำงานแบบลักษณะเดิมไม่ได้อีกต่อไป
ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ คณะกรรมการได้พิจารณาแล้วเห็นว่าปัญหา อยู่ที่ตัวของผู้ที่มาบวชเป็นพระ ผู้ที่มาบวชเป็นพระดีมีนะครับ แล้วก็มีเยอะ แต่ผู้ที่บวชเป็นพระ แต่ไม่ปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ผู้ที่บวชเป็นพระเพียงหวังจะเป็นอาชีพหนึ่ง หวังจะได้ลาภได้ยศ หวังจะได้เงินทองก็มาก นำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาของคณะสงฆ์ไทย ไม่ว่าในเรื่องของปัญหา เรื่องการปกครองคณะสงฆ์ ปัญหาเรื่องการศึกษาของคณะสงฆ์ เพราะผู้ที่มาบวชสักแต่ว่า ห่มผ้าเหลือง โกนหัว แต่ไม่ศึกษาพระธรรมวินัย แล้วประจวบเหมาะอีก คนไทยที่รู้พระธรรมวินัย ก็มีจำกัด เพราะฉะนั้นพระพวกนี้ก็ได้ใจสิครับ ไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องปฏิบัติ เผยแพร่มันไปเลย แล้วหวังจะได้ลาภสักการะเยอะ ๆ ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีอภินิหาร เป็นหมอดูเป็นคนลงเลข ลงยันต์ ลงเสน่ห์ ท่านทั้งหลายคงเห็นคลิปมาเยอะแล้ว และในที่สุดก็กลายเป็นเสพเมถุน กับสตรีที่มาทำเสน่ห์ ผมนี่มีคลิปอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ผมมีอยู่เต็มไปหมด ท่านประธาน ไม่ต้องดูกันล่ะครับ แต่มันเห็นเยอะ นี่เป็นเพราะพระมาบวชก็ไม่ตั้งใจที่จะเรียนรู้พระธรรม ประชาชนพอเห็นโกนหัวนุ่งผ้าเหลืองก็กราบแล้ว คนทั่วไปก็ไม่ค่อยจะรู้พระธรรม ตกลง พระพวกนี้ก็เลยจะสามารถเล่นแร่แปรธาตุหาเงินทองทำมาร์เกตติง (Marketing) เพื่อให้ ตัวเองได้ประโยชน์ ได้ลาภสักการะ แล้วก็กลายเป็นรายได้อันมิพึงจะได้ ดังเช่นกลับไปหา ทรัพย์สินและรายได้ในประการที่ ๑ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้จำเป็นเหลือเกินที่จะต้อง กลับมานั่งคิดใหม่ว่า การบวชอุปชายะจะต้องดูแลเหมือนแม่ไก่ที่กกไข่เป็นเวลาถึง ๕ ปี พระธรรมวินัยก็กำหนดชัดเจนครับว่าจะต้องดูแลไม่ปล่อย ๕ ปี แต่เราทำกันมากน้อยแค่ไหน เรื่องการเรียนของพระจำเป็นเหลือเกินที่จะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ในพระธรรมวินัย แล้วก็ ส่งเสริมให้ปฏิบัติด้วย ไม่ใช่เรียนท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองเข้าใจตรรกะได้ แต่ไม่ปฏิบัติ ปฏิบัติแล้วก็จะต้องเผยแพร่ ทำประโยชน์กับสาธารณะ และถ้าหากว่าบวชแล้วสักแต่ว่าบวช ผมคิดว่าจะต้องมีการสอบ เฉกเช่นที่มีการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ ๒ ที่มีการจัดสอบไล่ ที่สนามหลวง คำว่า สอบไล่ จริง ๆ แล้วไม่ใช่ไฟนอล เอ็กแซม (Final Exam) แต่สอบไล่ แปลว่าสอบไล่คนที่เบียดบัง สอบคนไล่คน อย่าหาว่าไล่พระ ไล่คนที่แอบมาใส่ผ้าเหลือง โกนหัวหากินแล้วไม่ปฏิบัติ ไม่เรียนรู้ ตกลงควรจะต้องมีมาตรการในการที่จะสอบไล่ ถ้าหากว่า บวชแล้วไม่เรียนรู้ก็อยู่ไม่ได้ และยิ่งกว่านั้นครับ จะต้องปรับปรุงการปกครองของคณะสงฆ์ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ปัจจุบันนี้สังคมมีมากมายหลายส่วนที่คานและดุลอำนาจกัน แม้แต่ในสภาแห่งนี้เราก็มีฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ แต่ท่านทราบใช่ไหมครับ ว่าการปกครองคณะสงฆ์ เรารวบอำนาจมาตั้งแต่สมัย จอมพล สฤษดิ์ มาอยู่ที่อำนาจมหาเถร ที่เป็นทั้งฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายนิติบัญญัติเอง แน่นอนครับ เมื่อไรก็ตามที่มี การรวบอำนาจ แต่ผู้ดำเนินการแข็งขัน กระฉับกระเฉง ว่องไวก็สามารถจะปกครองคณะสงฆ์ได้ แต่เมื่อไรก็ตามผู้มีอำนาจหย่อนยาน เชื่องช้า อืดอาด เล่นพรรคเล่นพวก ก็จะมีปัญหา ตามมาทันทีเพราะอำนาจกระจุกตัวอยู่ที่เดียว ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลกันทั้งสิ้น การปกครองของคณะสงฆ์ไม่ว่าทุกระดับ ตั้งแต่ระดับสูงสุดไล่ลงมาจึงค่อย ๆ หย่อนยานลงไป ตามลำดับจนถึงวัดที่อยู่ในหมู่บ้าน และเมื่ออำนาจรวมศูนย์ไม่ได้กระจายอำนาจไปให้ ในชุมชน ชุมชนกับวัดก็ตัดขาดจากกัน กลายเป็นวัด พระเป็นผู้ทำพิธีกรรม ประชาชน มีหน้าที่อย่างเดียวคือ บริจาค สนับสนุน แล้วก็ไม่สนใจในเนื้อหา พระก็กลายเป็นผู้ทำพิธีกรรมในการสวด ในการเผา ตกลง เรากลายเป็นไม่ใช่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการปกครองของสงฆ์ ในทุกระดับจะต้องพิจารณาทั้งส่วนกลางและจะต้องพิจารณาทั้งการกระจายอำนาจ ที่จะให้ชุมชนได้ควบคุมดูแลพฤติกรรมของพระและขณะเดียวกันพระก็เป็นจิตวิญญาณ ของประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นประการที่ ๒ ที่เป็นปัญหาและควรจะต้องปฏิรูป
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ มีบุคคลจำนวนไม่น้อยเมื่อบวชแล้วไม่เรียน ทีนี้ก็จินตนาการ มโนเอาเองว่าพระธรรมวินัยเป็นอย่างไร บางคนเขาบอกว่าเป็นอรรถกถา คือเป็นการตีความของตัวเอง ตีความหลุดไปเลยจากพระธรรมวินัย หลุดไปเลยจากพุทธ ธรรม อย่างเช่นไตรลักษณ์ที่คนที่นับถือพุทธศาสนาและเข้าใจถือว่าเป็นสุดยอด ก็คือเรื่อง ของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่มีคนสามารถจะตีความได้ว่านิพพานเป็นอัตตา นิพพานมี ตัวตน นิพพานมีดินแดนสุขาวดี นิพพานมีเพชรมีพลอยอย่างนั้นอย่างนี้ ผมนี่มีหลักฐาน และกลายเป็นที่สิงสถิตของพระพุทธเจ้าหลายพระองค์อยู่ในนั้นทั้งหมด และถ้าใครทำบุญ ใครบริจาคเยอะก็จะพาไปถวายข้าวพระพุทธเจ้าในดินแดนสุขาวดี เป็นจินตนาการอย่างกับ กามนิต-วาสิฏฐี เสร็จแล้วเมื่อมองว่านิพพานมีสถานที่ มีตัวตน นิพพานเป็นที่มีความสุข ตกลงที่บอกกันไว้ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อตัวกลางคือทุกขัง ไม่ใช่ทุกข์ แต่สุขขัง ก็เปลี่ยนอนัตตาก็เป็นอัตตา ตัวต้นที่บอกว่าเป็นอนิจจังก็เป็นนิจจัง เพราะที่นั่นมีแต่สุข ตกลงว่าเป็นนิจจัง สุขขัง และอัตตา ท่านประธานครับ ถ้าไปตีความโดยใช้ตรรกะอย่างนี้ ถ้าทำโดยไม่รู้ก็ผิดล่ะ เป็นอาบัติอย่างยิ่ง แต่ถ้าทำโดยรู้เพื่อหวังลาภยศ เพราะกลายเป็นเอา บุญมาขาย คนที่ทำบุญมาก คนที่บริจาคมาก ทำบุญให้หมดตัว เป็นหนี้ก็ได้ ผ่อนส่งก็ได้ บุญนี่ส่งได้หมด ท่านประธานครับ อันนี้เป็นการทำพระธรรมวินัยให้วิปริต แล้วก็ประพฤติ ปฏิบัติวิปริตจากพระธรรมวินัย เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องนี้อาจจะใหญ่กว่า ๒ เรื่องแรกที่ผม บรรยายให้ฟัง ซึ่งเรื่องนี้บางทีถึงกับอวดอุตริมนุษยธรรม อ้างว่าล่วงรู้ว่าสตีฟ จอบส์ เจ้าพ่อไอโฟน (iPhone) แอปเปิ้ล (Apple) ตายแล้วนี่ไปอยู่ที่ไหน ไปเป็นอะไรกึ่งยักษ์ วิทยาธรกึ่งยักษ์อย่างนี้เป็นต้น ผมมีคำสอน มีหลักฐานทุกอย่าง ถ้าผู้ที่รู้ว่าใครตายแล้ว ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไหนตายแล้วไปอยู่อย่างไร ตัวเองจะต้องยิ่งใหญ่กว่า ท่านประธานครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยสรรเสริญให้คนมีอิทธิปาฏิหาริย์ ไม่สรรเสริญให้คนเดาใจคนได้ ทายใจคนได้ แต่พระพุทธเจ้าสรรเสริญให้มีปาฏิหาริย์ที่สามารถที่จะสั่งสอนบรรยายให้คนบรรลุธรรม ของอันนั้นไม่มีปาฏิหาริย์ แต่ไปเป็นปาฏิหาริย์ในลักษณะที่พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ทำไมพระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญเรื่องปาฏิหาริย์ จะมีจริงหรือไม่มีจริงก็ตาม เพราะถ้าหากว่า ปาฏิหาริย์ หรือเดาใจ หรือเป็นหมอดูทำนายทายทักได้แม่น กิเลสก็จะตกอยู่กับตัว จะมีคนหวังจะมาพึ่งพิง ที่จะบรรลุมันก็บรรลุไม่ได้ เพราะไปบวชก็เพราะหวังที่จะลดกิเลส ไม่ใช่เพิ่มกิเลส แต่การที่จะออกมาพูดว่าตัวเองสามารถจะล่วงรู้อ้ายโน่นอ้ายนี่อ้ายนั่น มันบอกว่าตัวเองนี่กำลังเป็นผู้วิเศษต้องมาพึ่งพา ถ้าอยากจะพึ่งพาก็ต้องบริจาค ต้องทำบุญ เยอะ ๆ จะได้พาไปถวายข้าวพระพุทธเจ้า มันก็ไปลงเอาตรงที่ลาภ ยศ สักการะ เงินทอง ผมถามท่านทั้งหลายเถอะครับว่าเราจะปฏิรูปเรื่องนี้กันอย่างไร เวลาคนกระทำผิด รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมอยู่ในสภานี้มานาน ผู้ที่กระทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุด เราก็ช่วยกันประดิษฐ์ศาลรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อวินิจฉัยว่ามันมีการกระทำ หรือมันมีการตีความที่ผิดเพี้ยนจากกฎหมายสูงสุดหรือไม่ แต่หากว่าในชั้นนี้คนที่ตีความก็กลายเป็นมหาเถรสมาคม แม้กระทั่งสมเด็จพระสังฆราชเคยมี พระลิขิตเป็นลายลักษณ์อักษรที่มีอยู่ในเอกสารที่ท่านทั้งหลายถืออยู่นี่ละครับ มีพระลิขิต หลายต่อหลายฉบับที่เป็นพระบัญชา แต่ก็ถูกตีความเป็นว่าไม่ใช่พระบัญชา เป็นแต่เพียงแค่ ข้อแนะนำบ้าง อะไรบ้าง แต่ท่านอ่านดูนะครับ แล้วกฎหมายก็ได้รองรับว่าสมเด็จพระสังฆราช เมื่อมีพระบัญชาแล้วนี่หมายความว่าอย่างไร ท่านมีพระลิขิตชัดเจนถึงกับบอกว่า พระรูปใด เป็นปาราชิกโดยอัตโนมัติต้องพ้นจากความเป็นพระโดยอัตโนมัติ แต่แล้วเราก็ไม่ดำเนินการ เราก็ละเว้นพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช จนกระทั่งท่านมีพระลิขิตตามออกมาว่า เราทำของเราดีที่สุดแล้วเมื่อไม่ทำก็ไปจัดการกันเอาเอง ท่านลองคิดดูสิครับ ถามว่าเราต้อง ปฏิรูปไหม คนที่ทำอะไรวิปริตจากพระธรรมวินัย สร้างหรือตีความพระธรรมวินัยให้วิปริตนี่ มันยิ่งใหญ่ขนาดไหนมันเป็นความผิดที่บ้านเมืองมันจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราปล่อยไว้อย่างนี้ นั่นเป็นประการที่ ๓
ประการที่ ๔ ท่านผู้มีเกียรติครับ เมื่ออาณาจักรอ่อนแอ ศาสนจักรเป็นปัญญาให้ แต่เมื่อศาสนจักรอ่อนแอ อาณาจักรต้องเข้าค้ำจุน ต้องเข้าพยุง ต้องเข้ามาช่วย ขณะนี้ อาณาจักรได้ยื่นมือเข้ามาช่วยศาสนจักรมากน้อยแค่ไหน นี่คือระยะห่าง ระยะชิดของ อาณาจักรและศาสนจักร สภาปฏิรูปแห่งชาติควรที่จะต้องเสนออาณาจักรที่มีอำนาจ ในการกระเถิบเข้าไปเพื่อพยุง เพื่อช่วยพระพุทธศาสนา ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่มี พระพุทธศาสนาที่แท้จริงให้เห็นอีกต่อไป ก็ถึงคราวเมื่อเราจะต้องปฏิรูป ผมก็คิดว่า ฝ่ายอาณาจักรก็จะต้องเข้าไปสนับสนุนและปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน กับที่สภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังทำอยู่ในขณะนี้ และ
ประการสุดท้าย ผมอยากจะเสริม เราควรจะต้องส่งเสริมให้คนไทย ได้เรียนรู้พุทธธรรม ได้เรียนรู้พุทธศาสนาอย่างแท้จริง และรู้หลักธรรมไม่เพียงแต่ พระพุทธศาสนาแต่รู้หลักธรรมของศาสนาอื่นด้วย ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นคริสต์ หรืออื่น ๆ เพราะอะไรครับ เราบอกว่าเราจะเป็น ๑ ในประชาคมโลก เราจะเป็น ๑ ในประชาคมอาเซียน ท่านทั้งหลายก็ทราบว่าในอาเซียน ศาสนาอิสลามคนจำนวนมาก ถ้าเราสามารถจะรู้หลักธรรมของทุกศาสนา เราก็จะอยู่กันได้อย่างสันติ เราเข้าใจเขา เขาเข้าใจเรา
เพราะฉะนั้นในประการสุดท้าย ถ้าเราสนับสนุนให้รัฐ คือฝ่ายอาณาจักร ร่วมกับศาสนจักร ให้ความรู้กับผู้คนที่แท้จริงในพุทธธรรม ในพระธรรมวินัย ในพระไตรปิฎก ที่เป็นของสวยงาม ถูกต้องอยู่แล้ว ไม่ต้องปฏิรูป เผยแพร่ตรงนั้นให้คนได้เข้าถึงหลักธรรม และทั้งพุทธศาสนาทั้งศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์และศาสนาอื่น เราจะอยู่กันได้อย่างสันติ ผมก็ขอกราบเรียนสภาปฏิรูปแห่งชาติผ่านท่านประธานไปในโอกาสตรงนี้ละครับ ขอบพระคุณ ครับ