ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาหรือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในอนาคต รวมถึงการแก้ไขปัญหาความไม่สอดคล้องกับกฎหมายกับสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และเสนอแนะการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมให้มีคุณภาพมากขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ประเด็นที่ผมอยากจะเสนอผ่านท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมก็คงมีองค์ประกอบอยู่ ๒-๓ ประเด็น ด้วยกันครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของสภาพกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราทราบกันดีว่า กฎหมายที่มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรมในขณะนี้นั้นเป็นกฎหมายที่มีความล้าหลัง ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งการพัฒนาหรือการปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในอนาคตจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาสภาพสังคม บริบทสังคม รวมไปถึงพฤติกรรมขององค์ประกอบ เพื่อให้กฎหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีประสิทธิภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
ประเด็นที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ผมมีข้อเสนอประเด็นผู้บังคับใช้กฎหมาย ที่มีอยู่ในปัจจุบัน เราพบความเป็นจริงครับว่าปัญหาในทางบังคับใช้กฎหมายในขณะนี้นั้น ความเป็นจริงก็คือว่าคนจน คนที่ไม่มีพรรคมีพวก คือคนที่ได้รับผลของการกระทำ ของกฎหมายหรือผู้บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ ผู้บังคับใช้กฎหมายได้มีการบังคับใช้กฎหมาย ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่มีอยู่ มันมีองค์ประกอบใหญ่ ๆ อยู่ประเด็นหนึ่ง ซึ่งอาจจะไม่ได้อยู่ในรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอ ก็คือกลไกความก้าวหน้าในชีวิตราชการ ประเด็นนี้เป็นประเด็นเชื่อมโยงที่ทำให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่นำกฎหมายที่มีอยู่ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตราชการของตนเอง อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็น องค์ประกอบหนึ่งซึ่งจะไปสู่กระบวนการพัฒนาหรือการปฏิรูปต่อผู้บังคับใช้กฎหมาย ในอนาคต
สำหรับประเด็นที่เมื่อสักครู่ต้องกล่าวถึงท่านสยุมพร ลิ่มไทย ได้พูดถึง กระบวนการการไต่สวนนั้น ผมคิดว่าผมเห็นด้วยในชั้นของการดำเนินการต่อผู้กล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหา แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะนำเรียนต่อในเรื่องของการพัฒนาการของกระบวนการ ยุติธรรมที่เชื่อมโยงกับกระบวนการการบังคับใช้กฎหมาย ก็คือว่าปัจจุบันข้อเท็จจริงของ สังคมไทยนั้นคดีความมีเยอะ แต่ผู้พิจารณาคดีมีน้อย นี่คือปัญหาของสังคมที่เป็นอยู่ขณะนี้ สิ่งหนึ่งซึ่งผมอยากจะให้มีการทบทวน ก็คือเรื่องการปฏิรูปศูนย์ไกล่เกลี่ยระดับพื้นที่ วันนี้มีเยอะครับ หลายหน่วยงานทำเรื่องการไกล่เกลี่ยเพื่อไม่ให้คดีความนั้นขึ้นสู่ศาล แต่ใน ความเป็นจริงนั้นประสิทธิภาพของศูนย์ไกล่เกลี่ยเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งจะต้องนำมาพิจารณาเป็น องค์ประกอบ ผมคิดว่าวันนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีตัวแทนทั้งภาคอัยการ ตัวแทนตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องที่ ท้องถิ่น รวมไปถึงภาคประชาชน เป็นกลไกขับเคลื่อนศูนย์ไกล่เกลี่ย แล้วก็อยากจะให้ไปเชื่อมโยงกับกระบวนของคดีความที่มีอยู่ขณะนี้ เช่น คดีอาญาที่เป็นโทษ ไม่ร้ายแรงอาจจะเป็นโทษที่ไม่เกิน ๓ ปี ผมคิดว่าต้องไปผ่านศูนย์ไกล่เกลี่ยนี้ก่อน ถ้ามัน เป็นไปได้ มันสามารถที่จะทำให้คดีความนั้นลดลง รวมไปถึงคดีแพ่งและพาณิชย์ที่เกิดขึ้นใน ระดับชุมชนท้องถิ่น
ประการต่อมา คือการเพิ่มบุคลากรของกระบวนการยุติธรรม วันนี้ผมได้รับฟัง ข้อมูลจากฝ่ายตุลาการจำนวนมากก็คือว่าสอบเข้ายากเหลือเกิน ประเด็นตรงนี้ผมคิดว่า สิ่งหนึ่งน่าจะไปดูเรื่องของกระบวนการของสาระสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และ กระบวนการคัดกรองบุคคลเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม รวมไปถึงการกำหนดค่าตอบแทน ที่เป็นธรรมให้กับเขา เพราะต้องยอมรับว่าคนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมนั้นวันนี้เขาไม่มี โอกาสที่จะไปประกอบอาชีพอย่างอื่นเลย นอกจากเขาต้องเป็นผู้พิพากษาในตำแหน่งเดียว ถ้ามองอีกมุมเขาอาจจะเป็นผู้ที่เสียโอกาส แล้วก็ฐานเงินเดือนเขาไปผูกเชื่อมโยงกับฐาน กลุ่มข้าราชการทั่วไป
อีกประเด็นหนึ่ง ผมอยากนำเสนอเป็นประเด็นการประเมินสู่ความน่าเชื่อถือ ของกระบวนการยุติธรรม ผมคิดว่าวันนี้จำเป็นต้องมีองค์กรระดับพื้นที่ ระดับจังหวัด ต้องมีองค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่ประเมิน แล้วก็ทำรายงานเพื่อรายงานต่อประชาชนได้เห็น กระบวนการการพัฒนาและการปรับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมในระดับสังคม ให้มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แล้วก็การเข้าถึงโอกาส ในเรื่องของการรับรู้ข้อมูลของหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งวันนี้สังคม มีความข้องใจในเรื่องของความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นจากกระบวนการยุติธรรม ผมคงขออนุญาต นำเรียนท่านประธานไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็ขอขอบพระคุณไปยังท่านคณะกรรมาธิการที่ได้ จัดทำกรอบปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมครับ