สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘

วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แนะนำให้สนับสนุนการสร้างตำรวจเกณฑ์ โดยให้อำนาจชุมชนในการดูแล และให้ตำรวจสอบสวนทำงานร่วมกับอัยการในการสอบสวนคดีสำคัญ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเข้าถึงความยุติธรรมของคนพิการและระบบศาลภาษี โดยระบุกรณีที่ศาลฎีกาไม่เป็นธรรมในการตัดสินในเรื่องที่ดิน และขอเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้าร่วมเป็นผู้พิพากษาเพื่อแก้ไขปัญหานี้

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนครับท่านประธาน ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ

เรื่องแรก ผมอยากให้มีการสนับสนุนเรื่องตำรวจเกณฑ์ เพราะว่าสำนักงานตำรวจ แห่งชาติกำลังมีนโยบายใช้ตำรวจเกณฑ์ก็เหมือนทหารเกณฑ์ แล้วก็ปฏิบัติงาน ๓ ปีก็ปลด แล้วผมอยากให้ตำรวจเกณฑ์ไปเชื่อมโยงกับตำรวจชุมชน นั่นหมายความว่าให้อำนาจชุมชน สามารถมีตำรวจเกณฑ์ได้ ผมว่าเมื่อไรมีตำรวจเกณฑ์อยู่ในการดูแลของชุมชน ของหมู่บ้าน ตำรวจก็จะเริ่มสนิทสนมกับคนในชุมชน ก็จะทำให้หลาย ๆ อย่างค่อย ๆ พัฒนาไปในรูปแบบ ที่ดีขึ้น ซึ่งต่อไปก็อาจจะพัฒนาให้ชุมชนมีตำรวจของตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับการที่พยายามให้ตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวนนี้ ทำงานร่วมกับอัยการ โดยเฉพาะคดีสำคัญแต่ควรจะเขียนให้ชัดเจนว่าคดีไหน พยายาม ให้ได้มากที่สุด ผมว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะว่ามิฉะนั้นแล้วตำรวจสอบสวนเสนอไป อัยการไม่ฟ้อง ย้อนกลับไปย้อนกลับมา ผมว่ามันเสียเวลาครับ ทำงานร่วมกันผมว่ามันจะรวดเร็วขึ้น ผมอยากเห็นภาพนี้ ซึ่งบางคนถึงกับเสนอว่าด้านสอบสวนควรจะแยกไปไว้กับอัยการ แต่หลายคนอาจจะไม่สบายใจว่าไปอยู่ด้วยกันมันจะดีขึ้นหรือเปล่า ในระดับผสมผสาน ระดับหนึ่งก็ยอมรับได้ครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องการเข้าถึงความยุติธรรมของคนพิการ ผมว่ามันต้องปรับ ที่จะให้คนพิการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ดีขึ้น ผมยกตัวอย่างคนหูหนวกเขามีปัญหา เรื่องการหาล่ามภาษามือไปให้บริการ เวลามีคดีความที่จะต้องไปให้การกับตำรวจ ในขั้นศาลนี้ หาล่ามให้ได้ แต่ในขั้นตำรวจมันไม่มีระเบียบให้หาล่าม แต่บางครั้งเราก็มีบริการล่าม ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ซึ่งตำรวจก็สามารถใช้อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ แต่ก็มีปัญหาว่าตำรวจบอกว่าต้องเอาล่ามมาเซ็นด้วย แต่อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมัน ให้บริการมันข้ามไปถึงเชียงรายจะให้คนที่เป็นล่ามให้บริการไปเซ็นชื่อ มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันต้องมีการปรับระเบียบที่เอื้อให้คนพิการเขาเข้าถึงระบบเหล่านี้ได้ เช่น ให้สถานที่บริการล่ามช่วยก็อปปี (Copy) ที่เก็บเป็นวิดีโอ (Video) ไว้ไปให้เพื่อเป็นหลักฐาน อันนี้ก็ยังทำได้แต่ให้ไปเซ็นชื่อนี้มันยากลำบากครับท่านประธาน หรือบุคคลปัญญาอ่อนก็จะมี ปัญหา เราต้องการให้ได้รับการคุ้มครอง เหมือนกับเด็กต้องมีนักสังคมหรือนักจิตวิทยา เข้าร่วมด้วย เพราะว่าในหลายเรื่องบุคคลปัญญาอ่อนทำความผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ ท่านประธานครับ ผมขออภัยอาจจะใช้คำไม่เหมาะสม เช่นบุคคลปัญญาอ่อนนี้บางทีไปเรียนหนังสือกับเพื่อน เพื่อนก็ยุว่าให้จับของดีผู้หญิง ยุไปยุมา เขาก็บังคับตัวไม่อยู่ ก็ทำครับ แล้วก็ถูกกล่าวหาว่า ทำอนาจาร อย่างนี้มันต้องมีคนที่รู้และเข้าใจที่จะให้ความเข้าใจกับตำรวจได้ ถ้าเอาเรื่องคนยุ ผมเห็นด้วยครับ อันนี้เป็นตัวอย่าง หรือในกรณีคนที่บกพร่องทางสติปัญญาถูกข่มขืน ก็เช่นเดียวกัน ก็มีปัญหาครับ ไปขึ้นศาล ศาลบอกว่าคุณยินยอมใช่ไหม เขาก็ไม่เข้าใจ เขาก็ บอกใช่ อ้าว ใช่ ยินยอมก็จบ ไม่ต้องเข้าคดีข่มขืน อย่างนี้ครับมันเป็นปัญหามาก เพราะฉะนั้นมันจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาและคนอื่นเข้าร่วมกระบวนการที่จะให้การต่อศาลว่า ที่ให้ความยินยอม มันไม่ได้ให้ความยินยอมด้วยความเต็มใจ แต่มันเป็นไปตามระบบที่เขา บกพร่องว่า พูดแบบนี้เขาก็ตามแบบนี้ไป แต่เอาแบบนั้นมาเป็นประโยชน์ ผมว่ามันก็ ไม่เป็นธรรมกับคนพิการ

เรื่องต่อไปท่านประธานครับ การอุทธรณ์ทางปกครอง ผมว่าในเรื่องภาษี กับการอุทธรณ์ทางปกครองทั่วไป มันควรจะไปในโทน (Tone) เดียวกันครับท่านประธาน ภาษีนี้มีปัญหาครับว่ามีระบบอุทธรณ์ของตัวเอง พออุทธรณ์ ขออภัยครับ ผมขอเวลาหน่อย นะครับท่านประธาน เรื่องหนึ่งก็อุทธรณ์โดยใช้ระบบศาลปกครอง อย่างเช่น เรื่องเครดิตภาษี เงินปันผล แต่เรื่องอื่นมาใช้ของกรมสรรพากรมันยุ่ง มันสับสนครับท่านประธาน พอขึ้นศาล ผมว่าศาลชำนัญพิเศษมันต้องให้ชำนาญพิเศษจริง ๆ โดยระบบ โดยเฉพาะศาลภาษีครับ เพราะศาลภาษีมันเป็นคดีปกครองครับ แต่เวลาฟ้องศาลภาษีกลับเก็บค่าธรรมเนียมครับ แล้วคนที่ประเมินกรมสรรพากรเองประเมินพันล้านบาท ต่อสู้ศาลชนะแต่ก็ต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ๑๐ สลึง เพราะฉะนั้นมันไม่เป็นธรรม แล้วความเชี่ยวชาญของศาลภาษี ก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ใครอาวุโสเลือกมาก่อน หลายคนก็เลือกศาลภาษีครับ เพราะคดีมันน้อยครับ ปีหนึ่ง ๕๐๐ คดี เพราะฉะนั้นหลายคนก็ขอเลือกมาอยู่ที่ศาลภาษี เพราะฉะนั้นผมคิดว่ามันต้องให้คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาอยู่ หรือไม่อย่างนั้นก็แยกมา อยู่กับศาลปกครองไปเลย ผมขออภัยขอเติมให้จบเลยนะครับท่านประธาน แล้วความก้าวหน้าของผู้พิพากษาศาลภาษีเช่นเดียวกัน ชำนาญภาษีเสร็จ อยากก้าวหน้ามา ขึ้นศาลอุทธรณ์ ก็ต้องไปอยู่ศาลอุทธรณ์อีก แล้วก็หายจ๋อยไปเลย ท่านประธานครับ คดีภาษี ศาลชั้นต้นแป๊บเดียว ขึ้นศาลฎีกา ๕ ปี เพราะฉะนั้นศาลฎีกาก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องเอาคนที่ ชำนาญเรื่องภาษีมานั่ง เพราะฉะนั้นผมว่ามันต้องพัฒนาปรับระบบศาลคู่ให้ดี ให้มันมี คุณภาพ

สุดท้ายครับ ขออภัยครับท่านประธาน ศาลฎีกาควรจะเปิดช่องให้คนอื่นเข้าไป ร่วมเป็นผู้พิพากษาด้วย เพราะว่าบางครั้งการตัดสิน ชาวบ้านฟังแล้วมันก็ไม่ค่อยมีเหตุผลครับ ผมยกตัวอย่างที่ดินมือเปล่า นายหนึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมือเปล่า โอนให้นายสองโดยการส่งมอบ แล้วเช่า แล้วนายหนึ่งก็เอาไปขายนายสาม นายสามเสียค่าธรรมเนียม ค่าโอน ค่าอะไรหมด แต่นายสองไม่ได้เสียอะไรเลยครับ แต่ศาลบอกผู้มาก่อนมีสิทธิดีกว่า โกงหลวง ไม่จ่าย ค่าธรรมเนียม ไม่จ่ายอะไร จดทะเบียนไม่จด แต่อาศัยบอกว่าส่งมอบมาก่อน มีสิทธิดีกว่า ผมว่าอย่างนี้มันไม่เป็นธรรมครับ ไปสนับสนุนให้คนทำผิด คนจ่ายเงินให้หลวงกลับไม่ได้รับ การคุ้มครอง แต่ถ้าเป็นโฉนดได้ครับท่านประธาน ตามมาตรา ๑๒๙๙ วรรคสอง ผมจึงคิดว่า มันต้องเปิดโอกาสให้มีน้ำใหม่เข้าไปปนด้วย ไม่ใช่วนอยู่แต่คำพิพากษาฎีกาของเดิม แล้วก็ ตีความตามตัวอักษรไปตลอด ผมคิดว่าจะต้องมีการปรับปรุง ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ