สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๘ · ๒๔ มีนาคม ๒๕๕๘

จิระ โกมุทพงศ์ เสนอการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่มีอำนาจในการตรวจสอบ โดยการปรับเปลี่ยนหรือแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงาน และเสนอแนะว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูปเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการทำงานที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน ข้อจำกัดจากการทำงานตามข้อกฎหมาย และการกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานและบทลงโทษ และเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญให้องค์ประกอบรัฐธรรมนูญต้องมีการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของตนเองภายใน 1 ปี และให้องค์ประกอบรัฐธรรมนูญมีการร่วมกันรับผิดชอบในการใช้อำนาจ

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูป แห่งชาติที่เคารพ แล้วก็ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูป กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม และคณะกรรมาธิการ ซึ่งวันนี้รับผิดชอบในการที่จะต้อง ดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ที่ระบุว่าให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ทำการศึกษา แล้วก็เสนอแนะ โดยเฉพาะเรื่องของ กระบวนการยุติธรรมซึ่งเป็นลำดับที่ ๓ และเป็นหัวข้อที่จำเป็นจะต้องให้มีการปฏิรูปเพื่อให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ระบุไว้ ฉะนั้นในส่วนของผมซึ่งได้รับมอบหมายให้ ดูแลในเรื่องของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในองค์กรอิสระ ก็คือได้ยึดตาม แนวทางก็คือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๕๐ ซึ่งมีการแบ่ง ส่วนไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๔ องค์กร ซึ่งองค์กรอิสระนั้นก็ประกอบด้วย คณะกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ แล้วสุดท้ายก็คือคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งทั้ง ๔ องค์กรนี้เป็นองค์กรอิสระที่มี อำนาจอิสระในการที่จะดำเนินการในส่วนที่มีส่วนกระทบกับเรื่องของกระบวนการยุติธรรม เพราะต้องถือว่าทั้ง ๔ องค์กรนี้เป็นองค์กรต้นน้ำที่จะรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ในการที่จะเอาผิด กับผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องของทั้ง ๔ เรื่อง ดังที่กล่าวมาแล้ว ฉะนั้นการดำเนินการศึกษา ในช่วงต้นนั้นอาจจะมีปัญหาที่อาจจะกระทบในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบ้าง แต่ทั้งนี้เพื่อให้เกิด การปฏิรูปที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตข้างหน้า เพราะว่าจากการสัมมนา ๒ ครั้งที่ผ่านมาทางสภาปฏิรูปก็เน้นอยู่ว่าเราต้องการเห็นอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้า แล้วก็เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น แล้วก็สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์และ เกิดความสงบสุขกับประชาชน อันนั้นเป็นเป้าหมายที่ทางคณะอนุกรรมาธิการที่รับภาระเรื่อง เหล่านี้มาจำเป็นจะต้องดำเนินการ ซึ่งโดยเฉพาะเรื่องของ ป.ป.ช. นั้นอาจจะมีผลที่ลงลึกใน รายละเอียดอยู่บ้างในส่วนที่แตกต่างไปจากที่ท่านประธานประมนต์เป็นประธานกรรมาธิการ ซึ่งได้รายงานเมื่อวานนี้ ฉะนั้นในเรื่องขององค์กรอิสระซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐในการตรวจสอบ นั้นมีปัญหาที่ยังจำเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยน หรือว่าปรับปรุง หรือว่ามีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานอยู่ เพื่อให้ผลการดำเนินงานนั้นบรรลุไปได้ด้วยดี เพราะฉะนั้นประเด็นปัญหาในการที่จะเริ่มศึกษานั้นทางคณะอนุกรรมาธิการได้กำหนด แล้ว ก็ได้นำเสนอกับคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นที่เรียบร้อย แล้วก็ผ่านออกมาในลักษณะที่ได้เห็นในสไลด์ (Slide) นั้นครับว่า ประเด็นปัญหาการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระนั้นได้กำหนดไว้คร่าว ๆ ว่า

๑. ก็คือด้านการสรรหาคณะกรรมการในแต่ละองค์กร

๒. ด้านโครงสร้างอำนาจหน้าที่และภารกิจ

๓. ปัญหาการทำงานที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน

๔. ข้อจำกัดในการทำงานที่เกิดจากข้อกฎหมาย

๕. การกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานและบทลงโทษ

๖. ปัญหาการเสนอรายงานต่อรัฐสภา ซึ่งตรงนี้ได้มีการกำหนดไว้ว่าในโอกาส ต่อไปจะต้องขอให้ หรือว่าบังคับให้ตัวองค์กร ตัวองค์อำนาจเป็นผู้รายงาน

๗. ก็คือกรณีรายงานผลการดำเนินงานควรมีการดำเนินงานให้สาธารณชนทราบ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งจะได้ให้ทางประชาชนนั้นมีส่วนในการตรวจสอบด้วย แล้วก็มีส่วนร่วม ในการดำเนินงานขององค์กรอิสระทั้ง ๔ องค์กร

แล้วก็ขออนุญาตเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งทางเจ้าหน้าที่อาจจะพิจารณาตกไปก็คือ เรื่องความเหมาะสมของการจัดสรรงบประมาณให้กับองค์กรเหล่านั้นว่า มีความเหมาะสม ที่เพียงพอในการที่จะดำเนินการได้หรือไม่

กระผมก็ขออนุญาตแทรกรายละเอียดตรงนี้เพิ่มเข้าไปนิดหนึ่ง ในเรื่องของ การสรรหาและของคณะกรรมการในแต่ละองค์กรนั้นจะเห็นได้ว่า ทางตัวแทนของแต่ละ องค์กรอิสระที่มาให้ข้อมูลนั้น โดยส่วนใหญ่ก็ยอมรับครับว่า ผู้ที่เข้าไปทำหน้าที่เป็นกรรมการ ในแต่ละองค์กร โดยส่วนใหญ่จะมาจากกลุ่มของบุคลากรที่มีหน่วยงานซ้ำ ๆ เช่น มาจาก หน่วยงานของกระบวนการยุติธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะองค์กรศาลยุติธรรม ฉะนั้น แนวคิดจึงไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก นอกจากนี้แม้จะมาจากองค์กรที่เป็นองค์กรที่แตกหน่อ ออกไป เช่น ศาลปกครองก็ดี หรือศาลรัฐธรรมนูญก็ดี ตรงนั้นก็ยังมีแนวความคิดที่ใกล้เคียง กันอีก เพราะบุคลากรที่ไปทั้ง ๒ องค์กรหลังนั้น โดยส่วนใหญ่ก็แตกหน่อมาจากศาลยุติธรรม ฉะนั้นแนวทางการดำเนินการต่าง ๆ หรือแนวทางการดำเนินการในการตรวจสอบการใช้ อำนาจรัฐนั้นจึงเป็นไปในทิศทางที่ยังไม่มีความหลากหลาย เพราะฉะนั้นในแต่ละองค์กร มีความเห็นว่าน่าที่จะมีบุคลากรที่มาทำหน้าที่เหล่านี้แตกต่างไปจากเดิม เช่น มาจาก ภาคเอกชน หรือมาจากภาคของประชาสังคม หรือว่าจากกลุ่มที่ประกอบธุรกิจที่ได้รับ การยอมรับให้เขาคัดสรรเลือกเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อจะได้มาให้แนวทาง หรือให้ความคิด หรือให้ข้อเสนอแนะที่น่าจะเป็นประโยชน์กับองค์กรแต่ละองค์กร อันนั้นก็เป็นแนวทาง ในการสรรหา ส่วนตัวของจำนวนบุคลากรอันนั้นจะโดดไปเลยครับ โดดกรรมการสรรหาด้วย ส่วนตัวบุคลากรที่ทั้งสรรหา แล้วก็ตัวบุคลากรที่มาทำหน้าที่นั้นก็ต้องการที่ให้เกิดความ หลากหลายเช่นเดียวกัน เพราะว่าปัจจุบันนี้อย่างเช่นทางของกรรมการการเลือกตั้งก็ดี จะเห็นได้ว่า ผู้ที่มาให้ข้อมูลนั้นก็ยังมีความประสงค์ว่า ถ้าได้ผู้ที่มีประสบการณ์ในการที่มี ความใกล้ชิดกับประชาชน หรือเข้าไปสดับตรับฟังความคิดความเห็นของประชาชน เช่น ทางฝ่ายปกครองตรงนั้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ที่เข้าใจลึกซึ้งถึงการทำงานของผู้ที่จะเข้าไป ทำหน้าที่ในการที่จะไปตรวจสอบผู้ที่จะไปทำหน้าที่ทางฝ่ายการเมืองต่อไปในอนาคต อันนั้น ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ให้เห็นว่า ขณะนี้มีเสียงสะท้อนออกมาว่าตัวบุคลากรที่จะทำหน้าที่นั้นน่าที่ จะมีความหลากหลาย น่าที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่าง แต่ว่าได้ข้อยุติในเรื่องของเหตุและผล ซึ่งจะเป็นข้อสรุปที่สำคัญที่จะทำให้การดำเนินการทำงานขององค์กรอิสระทั้ง ๔ องค์กรนั้น สามารถดำเนินการไป แล้วก็สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง อันนั้น ก็เป็นเรื่องของท่านกรรมการสรรหา แล้วก็ตัวกรรมการ

ลำดับถัดไป เรื่องโครงสร้างอำนาจหน้าที่ก็เช่นเดียวกัน โครงสร้างอำนาจหน้าที่ จะเห็นได้ว่าทางตัวองค์กรแต่ละองค์กรนั้นโครงสร้างยังมีปัญหา ไล่มาตั้งแต่คณะกรรมการ การเลือกตั้งว่าได้มีการเปรียบเทียบกันว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งขณะนี้ของ กกต. มีจำนวนบุคลากร ๕ ท่าน ๕ ท่านนั้นการจัดการเลือกตั้งนั้นยังเป็นปัญหากันมากมาย โดยเฉพาะปัญหาในเรื่องของการควบคุมการเลือกตั้งซึ่งยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ หรือปัญหาการซื้อเสียงก็ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอเช่นเดียวกัน รวมถึงการจัดบุคลากร ที่ไปดูแลในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นเลือกตั้งระดับชาติหรือเลือกตั้งท้องถิ่น ตรงนั้น ก็มีการเปรียบเทียบว่าถ้าเทียบกันแล้วกับทางของประเทศอินเดียซึ่งมีพื้นที่ใหญ่กว่า ประเทศไทยเป็น ๑๐ เท่า หรือว่ามีจำนวนประชากรมากกว่าประเทศไทยเกือบ ๒๐ เท่า อย่างนี้ แต่เขาก็มีกรรมการการเลือกตั้งที่น้อยกว่าเพียงแค่ ๓ ฉะนั้นตรงนี้อาจจะเห็นได้ว่า ทำไมเขาถึงดำเนินการเลือกตั้งผ่านพ้นไปด้วยดี แล้วก็ไม่มีปัญหาเรื่องของการซื้อสิทธิ ขายเสียง การรณรงค์ก็ดี การประชาสัมพันธ์ก็ดี ได้ดำเนินการเพียงพอหรือไม่ การปลูกฝังก็ดี หรือว่าจะใช้วิธีการลงโทษ เพราะว่าการปลูกฝังมีการพูดกันหลายที่แล้วว่าการปลูกฝัง ตั้งแต่ชั้นเยาวชนให้ผ่านสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็แล้วแต่ แต่สามารถใช้ได้หรือไม่ ถ้าใช้ไม่ได้มาตรการสุดท้ายในการปราบปรามเป็นมาตรการที่ควร นำมาใช้หรือไม่ อันนั้นก็ได้มีการพูดกัน ฉะนั้นเหล่านี้เป็นต้นที่ให้เห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการปฏิรูปในส่วนนี้ว่า ภารกิจ อำนาจหน้าที่ ในเรื่องของอำนาจหน้าที่นั้นอาจจะ มีผู้เสนอว่าหลายองค์กรควรจะมีจำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้น แต่ก็มีหลายท่านเสนอบอกว่า ถึงแม้จะมีการเพิ่ม แต่ถ้าระบบการทำงานเหมือนเดิมก็คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างเช่น การแก้ปัญหาการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งถ้าหากว่าตัวบุคลากร ตัว ป.ป.ช. เอง ยังมีการทำงานที่จำนวนเวลาที่ไม่เหมาะสมอย่างไรก็แก้ปัญหาไม่ได้ เพราะว่าต่อให้แบ่ง เป็นคณะอย่างของศาลยุติธรรมหรือว่าของศาลปกครองก็ดีก็คงจะแก้ปัญหาได้ไม่มาก เพราะว่าจำนวนคดีที่เข้าสู่นั้นมีเป็นจำนวนมาก แล้วจำนวนคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. นั้นก็ได้รับการร้องเรียนหรือว่าได้รับการให้ข้อมูลว่าการรับพิจารณานั้นก็ยังไม่เป็น ไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง หรือว่ารับพิจารณาไม่ครบทุกเรื่อง หรือมีการแบ่งประเภทของ การที่จะรับพิจารณา แล้วก็มีการแจ้งในลักษณะที่ให้เห็นว่าดำเนินการโดยที่ไม่มีคั่งค้าง แต่ความจริงไม่ได้เข้าสู่ระบบ เปรียบเสมือนระบบตำรวจ ซึ่งเขายกตัวอย่างว่าเปรียบเสมือน ระบบตำรวจที่มีการรับเรื่องไว้แต่ลงเป็นประจำวันย่อย ไม่ใช่ประจำวันที่ใช้เป็นทางการ ฉะนั้นประจำวันย่อยจึงไม่ได้เข้าสู่กระบวนการ ลักษณะการเป่าคดีจึงเกิดขึ้น อันนี้ก็เป็น ปัญหา ก็ต้องพูดกันตรง ๆ ว่าถ้าจะให้ประเทศชาติเดินต่อไปโดยไม่มีปัญหานั้น จะต้องร่วมกันรับผิดชอบในส่วนนี้ ขั้นตอนของคดีก็เป็นส่วนหนึ่งว่าขั้นตอนของคดีนั้นจะ ดำเนินการอย่างไร จะแบ่งประเภทหรือไม่ เพราะทาง ป.ป.ท. ก็ส่วนหนึ่ง ทาง ป.ป.ช. จังหวัด มีความเหมาะสมหรือไม่ในการที่จะตั้งขึ้น แล้วถ้าตั้งขึ้นแล้วดำเนินการเรียบร้อยหรือไม่ ถ้ามี กรรมการตรงนี้ แล้วต้องให้คณะอนุกรรมการไปดำเนินการแล้วก็สรุป แล้วเพียงแค่ฟัง เป็นเรื่อง ๆ นั้น ผลก็คงจะไม่แตกต่างไปจากเดิม มีหลายแห่ง หลายองค์กรที่เสนอว่า ตัวกรรมการเองนั้นเป็นไปได้หรือไม่ว่ารับทราบเฉพาะในเรื่องที่คิดว่าไม่น่ามีปัญหาสลับซับซ้อน ไม่น่ามีปัญหาที่ยุ่งยาก ตรงนั้นรับทราบ จะทราบโดยมีความเห็นให้กลับลงมาให้ทาง ฝ่ายธุรการเป็นผู้ดำเนินการหรือไม่ก็ได้ ซึ่งหลายองค์กรทางฝ่ายธุรการ ทางฝ่ายเลขานุการ ก็มีการนำเสนอในลักษณะนี้ว่าตัวธุรการมีความพร้อม เพราะว่าทั้ง ๔ องค์กรนั้นดำเนินการ มีประสบการณ์เป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๐ ปีแล้ว เมื่อประสบการณ์เหล่านั้นที่สะสมมาสามารถแยกแยะได้ แล้วก็สามารถใช้ดุลยพินิจที่น่าจะ ก่อให้เกิดประโยชน์แล้วก็ให้ความเป็นธรรมได้ ฉะนั้นตัวองค์คณะ องค์อำนาจนั้นพิจารณา เฉพาะในส่วนที่คิดว่าเป็นเรื่องสลับซับซ้อนแล้วก็เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจ แม้กระทั่งคดีที่ประชาชนให้ความสนใจก็ยังมีความแคลงใจว่า สนใจเลือกประเภทอีกหรือไม่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ทำให้ความเชื่อมั่นขององค์กรอิสระนั้นยังมีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ที่คิดว่าจำเป็นที่จะต้องมีการปรับ ปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ไม่ว่าจะปรับ โดยแก้กฎหมาย หรือแก้ระเบียบ หรือแก้กติกาก็แล้วแต่ เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ระบุว่าให้แต่ละคณะ โดยเฉพาะคณะนี้เป็นคณะที่ ๓ ที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญเลยว่าให้ไปทำการศึกษาแล้วก็เสนอแนะเพื่ออะไร เพื่อให้มีการปฏิรูป เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาแล้วไม่มีการปฏิรูปก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นการปฏิรูป อาจจะต้องมีบางหน่วยงานหรือมีผู้ที่ใช้อำนาจนั้นได้รับการกระทบอยู่บ้างก็ต้องยอมรับ แต่ทั้งนี้เพื่อให้ชาติบ้านเมืองนั้นเดินต่อไปโดยที่ไม่มีปัญหาอุปสรรคเหมือนอย่างเช่นทุกวันนี้

ส่วนในลำดับถัดไป เรื่องปัญหาการทำงานที่ล่าช้าและซ้ำซ้อน อันนี้ก็ส่วนหนึ่งว่า ปัญหาความล่าช้านั้นเป็นมาทุกยุคทุกสมัย เพราะฉะนั้นถ้าตัวบุคลากรซึ่งเป็นผู้บริหารงาน ในองค์กร ถ้าตั้งใจจริง ถ้าดูแลในส่วนนี้ผมเชื่อว่าสามารถทำได้ จะทำอย่างไรที่งานนั้น ให้ผ่านลุล่วงไปได้ด้วยดี มีการกล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมที่ต้องใช้เวลานั้นก็คือ ความไม่ ยุติธรรม เพราะอะไร เพราะว่าผู้ที่เขาต้องเสียเวลาในการที่จะมาติดตามหรือว่าคอยให้ข้อมูล หรือว่ามาเสนอข้อมูลต่าง ๆ นั้น การมาแต่ละครั้งนั้นก็เสียเวลากันอย่างมาก แล้วบางครั้ง อาจจะต้องมาพักค้างด้วย การพักค้างถ้าไม่มีสถานที่ก็ต้องไปหาที่พักค้าง ก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมทั้งเรื่องค่าพาหนะ เรื่องค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ฉะนั้นตรงนี้ต้องถือว่า เกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ต้องเสียเวลาไปโดยที่ไม่ใช่เหตุอันเกิดจากผู้ที่ถูกเข้ามาเกี่ยวข้อง

เรื่องของข้อจำกัดในการทำงานที่เกิดจากข้อกฎหมาย ข้อกฎหมาย ในองค์กรอิสระจริง ๆ น่าที่จะมีการปรับเปลี่ยนได้ง่ายกว่า เพราะอะไร เพราะว่าขั้นตอนก็ดี จะออกระเบียบ ออกข้อกำหนด ข้อบังคับซึ่งเป็นกฎหมายลูกหรืออนุกฎหมายที่อยู่ในองค์กร ของแต่ละองค์กรนั้นสามารถทำได้อยู่แล้วเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เพราะอะไร เพราะว่า ในรัฐธรรมนูญก็ดีหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญของแต่ละองค์กรนั้นให้อำนาจในการ ที่จะมีอิสระในการบริหารเรื่องของงานบุคคล บริหารงบประมาณหรือว่าบริหารการอื่น ฉะนั้นคำว่า การอื่นตรงนี้ให้อำนาจอย่างกว้าง ทีนี้การให้อำนาจอย่างกว้างซึ่งบางองค์กร อาจจะไปตีความซึ่งอาจจะเป็นผลเสียก็ได้ ต้องดูด้วย แล้วก็มีตัวอย่างมาแล้วที่บางองค์กร ไปตีความในลักษณะที่เป็นการเปิดกว้างแล้วก็ไม่มีขีดจำกัด แล้วก็เป็นการตีความเข้าข้างตัวเองนั้น อาจจะมีผลกระทบที่โดนถอดถอน หรือว่าถูกดำเนินคดีอาญาก็มีมาแล้ว ก็ต้องพึงระมัดระวัง ในส่วนนี้ด้วยว่า การตีความนั้นต้องให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการที่กฎหมายออกให้ สามารถดำเนินการได้ ฉะนั้นที่ผมเรียนว่าเรื่องการออกระเบียบกติกา หรือออกข้อกำหนด เพื่อให้การทำงานภายในองค์กรนั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยความรวดเร็วนั้น ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่สามารถนำมาปรับใช้ เช่น ลดขั้นตอนการดำเนินการภายในองค์กรในการเสนอเรื่องต่าง ๆ ได้ไหม หรือว่าประชุมมากหน่อย แล้วก็เชิญผู้รู้ผู้ที่มีความชำนาญหรือมีประสบการณ์ในการที่ จะให้ข้อมูลหรือว่าวินิจฉัยหรือว่าเข้าใจปัญหากฎหมายในเรื่องนั้น ๆ จริงอยู่ ทุกองค์กรคงไม่มี บุคลากรคนใดที่สามารถจะเข้าใจเรื่องของกฎหมายได้ทุกเรื่อง ฉะนั้นในเรื่องของเทคนิคอาจจะต้องเชิญผู้ที่มีความเชี่ยวชาญหรือชำนาญในเรื่องของเทคนิค มาให้ข้อมูลเพื่อให้เข้าใจถึงเจตนารมณ์ที่แท้จริงเสียก่อน อันนั้นก็สามารถดำเนินการได้ ก็เป็น เรื่องของระเบียบกติกาภายในที่สามารถจะออกได้ แต่ถ้ายังติดขัดก็เสนอมา ผมเห็นว่าควรจะ เสนอมา เพราะว่าทางคณะอนุกฎหมายก็ได้เรียนคณะกรรมาธิการคณะใหญ่ คือคณะที่ ท่านเสรีเป็นประธานว่า ตรงนี้จะต้องมีการปรับแก้เรื่องของกฎหมายอีกหลายฉบับที่มีส่วน เกี่ยวข้อง

ในลำดับถัดไป เรื่องของการกำหนดกรอบระยะเวลาการทำงานและบทลงโทษ กรอบการทำงานนั้นจำเป็นที่จะต้องมี เพราะว่าที่ผ่านมาหลายองค์กรไม่ได้มีการกำหนด กรอบระยะเวลา รวมทั้งเรื่องของความไม่รับผิดชอบในเรื่องของคดีต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ ตกหายไป หรือสูญหายไปโดยที่ไม่มีกติกา หรือไม่มีบทบังคับที่จะให้ผู้ที่ก่อให้เกิดความ เสียหายเหล่านั้นรับผิดชอบ จนมีการกล่าวเช่นเดียวกันว่าเป็นช่องทางหนึ่งในการที่จะทำให้ ผู้ใช้อำนาจนั้นเลือกปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อเลือกปฏิบัติแล้วก็ไม่มีผลบังคับว่าจะมีความผิด ประการใด ฉะนั้นอันนี้เป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกันว่าตรงนี้ต่อไปในภายภาคหน้าจำเป็น ที่จะต้องมีการกำหนดกรอบระยะเวลา แล้วถ้าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นผู้ที่รับผิดชอบ ในเรื่องนั้นจะต้องมีบทบังคับทั้งเรื่องของกฎหมายและรับผิดชอบในเรื่องของความเสียหาย ที่เกิดขึ้นด้วย เพราะถ้าหากไม่ก็เท่ากับว่าบางเรื่องมีการถูกทอดทิ้งจนปล่อยให้เสียหาย แล้วก็ ระหว่างองค์กรด้วยกันก็ส่งเรื่องก็มีแจ้งกันเข้ามา ในที่นี้คงคิดว่าไม่น่าที่จะระบุ เพราะว่า ผมเชื่อว่าองค์กรเหล่านั้นถ้าขณะนี้กำลังฟังอยู่ย่อมทราบว่าท่านได้ทำอะไรที่ตรงไปตรงมา หรือไม่ ก็คิดว่าตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราจำเป็นที่จะต้องเสนอให้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เกิด การทำงานที่เป็นระบบ แล้วก็ชัดเจน แล้วก็มีการรับผิดชอบ

เรื่องของปัญหาการเสนอรายงานต่อรัฐสภาต้องให้องค์อำนาจเป็นผู้รายงาน อันนี้ก็เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายมองปัญหาที่เกิดขึ้นมา ลักษณะก็คือเป็นการลองผิด ลองถูก มาหลายครั้ง แล้วก็เห็นว่าน่าที่จะมีการปรับเปลี่ยนเสียทีหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นทางสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ หรือจะเป็นเรื่องของผู้ที่ใช้อำนาจตรวจสอบ เช่น วุฒิสภา เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภา ในอดีตที่หลายท่านก็มีการกล่าวเหมือนกันว่า ตัวผู้ไปสู่อำนาจไปสู่องค์กรอิสระนั้นเมื่อไปแล้ว ไม่เคยหันหลังกลับมาที่จะมาแจ้งผลการทำหน้าที่ ทั้งที่ท่านเหล่านั้นเองจะต้องมา เสนอผลการปฏิบัติหน้าที่ของท่านว่าท่านทำได้มากน้อยแค่ไหน สำเร็จลุล่วงไปหรือไม่ แล้วผลของความสำเร็จในการดำเนินการนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ อาจจะเรื่องเสร็จ แต่ไม่สามารถนำไปใช้ต่อ ก็คงไม่เกิดประโยชน์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ฉะนั้นหลายท่านจึงเสนอว่า ในอนาคตการที่ให้องค์กรอิสระอาจจะดูอึดอัดเหมือนถือว่าควบคุม แต่ไม่ใช่ ต้องถือว่า ร่วมกันรับผิดชอบก็แล้วกันว่า ในองค์กรอิสระนั้นอย่างน้อยใน ๑ ปี ในแต่ละปีการรายงาน ประจำปีนั้นจะต้องมีตัวองค์อำนาจมาเสนอด้วยตนเอง แต่ถ้าให้ฝ่ายเลขาฯ มา ฝ่ายเลขาฯ หรืออาจจะเจ้าหน้าที่อื่นที่มาก็เพียงแต่มารับทราบแล้วก็ให้มาเป็นหนังหน้าไฟ มาถูกลักษณะ ที่ให้ข้อเสนอแนะหรือสอบถาม ข้อสอบถามก็ไม่สามารถที่จะตอบได้ ก็เพียงแต่ว่าขอรับ ไปดำเนินการ ขอรับเรื่องเหล่านี้ที่ท่านได้ให้ความเห็นไว้ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะ พูดให้ดูดีครับ ก็ต้องขอขอบคุณเป็นข้อเสนอแนะที่ดี เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ผมจะนำไปรายงานยังองค์อำนาจให้ทราบ แล้วก็เป็นคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีผลใด ๆ ทั้งสิ้น ฉะนั้นบุคคลเหล่านี้ต้องมา เมื่อต้องมาถ้าเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมมองอย่างนี้ครับว่า ถ้าเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญแล้วตัวองค์อำนาจจะไม่กล้าที่จะปฏิเสธไม่มา อย่างน้อยต้องมีคน ที่เป็นตัวแทนมา เหตุผลก็เพราะว่าถ้าไม่มานั้น ถ้าใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๔๐ หรือปี ๒๕๕๐ เป็นแนว อันนี้ต้องถือว่าเมื่อบัญญัติแล้วต้องมา ไม่มานั่นคือการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ หรือการไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง อันนั้นเป็นเหตุถอดถอนครับ ฉะนั้นเป็นจุดหนึ่ง ที่จะต้องให้ร่วมกันรับผิดชอบในผลการทำงานด้วยเหมือนกันว่าเมื่อท่านผ่านไปแล้ว ท่านต้องกลับมารายงาน มาชี้แจงกับทางฝ่ายผู้แทนของประชาชนก็คือรัฐสภา หรือจะมอบให้ เฉพาะตัววุฒิสภาเหมือนเดิมก็แล้วแต่ว่ารัฐธรรมนูญจะเห็นว่าเหมาะสมประการใด อันนั้นในที่ประชุมเห็นว่าในเรื่องนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ร่วมกันรับผิดชอบ ในเรื่องของการใช้อำนาจ

ถัดไปเรื่องของกรณีการรายงานผลควรมีการดำเนินการให้สาธารณชนทราบ ตรงนี้อาจจะดูว่าเป็นความยากสักนิดหนึ่งในการที่จะรายงาน เพราะว่าคงเป็นเรื่องจำนวน มากมาย แต่เป็นไปได้หรือไม่ว่าเข้าเว็บไซต์ (Web site) ในแต่ละเรื่องว่าผลการดำเนินการ ของแต่ละองค์กรอิสระนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็ในรอบปีที่ผ่านมารับเรื่องมาจำนวนเท่าไร ดำเนินการผ่านไปมากน้อยแค่ไหน อันนั้นเพื่อที่จะให้ประชาชนที่เขาสนใจติดตามจะได้ทราบ ได้ด้วย เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องบางทีก็ไปติดตามหรือไปสอบถามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่ได้ รับข้อมูล ก็จะทำให้ไม่ทราบถึงความคืบหน้าว่าเรื่องไปถึงไหน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ก็ดี กกต. ก็ดี กกต. นั้นบางเรื่องกว่าจะฟ้อง กว่าจะสรุปเรื่องการสอบสวนส่งอัยการ พนักงาน อัยการกว่าจะฟ้อง กว่าจะถึงศาล ตรงนี้ก็เป็นปัญหามากมาย กว่าจะดำเนินคดี คดีจบออกมา ปรากฏว่าเลือกตั้งใหม่แล้ว ฉะนั้นไม่มีผล วิธีการที่จะลากยาวให้คดีอยู่ในชั้นการพิจารณา ก็สามารถดำเนินการได้อีก ฉะนั้นตรงนี้ถ้ามีการตรวจสอบหรือว่ามีการดำเนินการเพื่อให้เกิด ความรัดกุม แล้วก็เป็นมรรคเป็นผลให้เห็นในช่วงที่ยังดำเนินการของกรรมการชุดนั้น ชุดนั้น ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งแล้วประชาชนก็คงจะพอใจ เมื่อสักครู่ผมก็ได้เรียนถามทาง ท่านอาจารย์อุดมเช่นเดียวกัน กรณีที่เรื่องของศาลเลือกตั้งมีความพร้อมไหม ท่านบอก มีความพร้อม เพราะท่านเคยถาม ทางศาลมีความพร้อม อันนั้นก็เป็นจุด ๆ หนึ่งที่ควรจะ จัดตั้งเป็นศาลคู่ขนานกันไปหรือไม่ที่จะให้ดำเนินการเฉพาะ ไม่ต้องไปสู่ศาลยุติธรรม ที่พิจารณาคดีปนไปร้อยแปดพันเรื่อง ตรงนั้นก็จะทำให้การดำเนินการเฉพาะเรื่องนั้นสามารถ สำเร็จลุล่วงไปด้วยความรวดเร็ว แล้วก็สามารถนำมาเป็นรูปแบบหรือเป็นตัวอย่างได้ ในอนาคต อันนั้นก็เป็นคร่าว ๆ

เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องของงบประมาณ เรื่องของงบประมาณนั้นหลาย หน่วยงานนั้นได้มีความคิดความเห็นว่ายังมีไม่เพียงพอ ซึ่งก็เห็นด้วย แต่ในปัจจุบันนั้นก็ต้อง ยอมรับว่างบประมาณนั้นมีข้อจำกัด แล้วก็คงต้องดูว่าทางฝ่ายจัดเก็บ ทางฝ่ายบริหารก็คือ ทางฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นผู้มีภารกิจในการที่จะหาเม็ดเงินนั้นมีความสามารถในการจัดเก็บ ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับเรื่องของภาวะเศรษฐกิจด้วยว่ามีความเติบโตมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้น ก็คงต้องควบคู่กันไป ในองค์กรอิสระทั้ง ๔ องค์กร เดิมก็เคยมีแนวคิด รวมทั้งองค์กรอื่น อีก ๓ องค์กร ถ้ายึดรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นหลัก องค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นมีทั้งหมด ๗ องค์กร องค์กรอิสระเสีย ๔ แล้วก็องค์กรที่เรียกว่า องค์กรอื่นอีกเสีย ๓ องค์กรอื่นนั้น ถ้าตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็จะประกอบด้วยองค์กรอัยการ ไม่เรียกสำนักงานอัยการ สูงสุดด้วยครับ เรียกองค์กรอัยการ แล้วก็ไปออกกฎหมายลูก แล้วลำดับถัดไปก็คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สุดท้ายก็คือสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งทั้ง ๓ องค์กรหลังนี้ ขณะนี้ สภาที่ปรึกษาฯ ก็หายไปแล้ว ส่วนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาตินั้นก็มีการควบรวม กับผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทางคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ก็ได้เรียนเชิญทางกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาให้ข้อมูลเช่นเดียวกัน ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากท่านประธานอมรา ก็มาให้ข้อมูลในส่วนนี้ด้วย คิดว่าตรงนั้นเคยมีแนวคิดว่างบประมาณที่ได้จัดน้อยมากโดยคิดว่า จะรวมกันเพื่อขอลักษณะเป็นอัตราร้อยละของงบประมาณแผ่นดิน งบประมาณรายจ่าย ประจำปี อันนี้เป็นตัวกฎหมายเดิม ถ้ากฎหมายใหม่ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถือว่า ๒ ขา ก็ไม่เรียกว่าเป็นงบประมาณรายจ่ายแล้ว เป็นงบประมาณแผ่นดินไปเลย ตรงนั้น ก็คิดว่าจะขอเป็นอัตราร้อยละ ๑ ซึ่งปัจจุบันทั้ง ๗ องค์กรรวมกัน งบประมาณทั้ง ๗ องค์กร เดิมอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๐.๕ ไม่ถึง ๑ ๐.๕-๐.๖ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณนั้น ๆ ฉะนั้นถ้าหากว่าจะรวมกันเพื่อที่จะนำมาจัดสรรเพื่อให้เกิดความคล่องตัว แล้วสามารถตรวจสอบ แล้วสามารถใช้จ่ายได้ให้เกิดประโยชน์นั้นก็คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรอิสระน่าที่จะเป็นมรรคเป็นผล แล้วก็น่าที่จะได้รับ การยอมรับว่ามีคุณภาพและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันนั้นก็เป็นภาพคร่าว ๆ ว่าเรื่องของในแต่ละ องค์กรทั้ง ๔ องค์กร เราได้มีการศึกษา แล้วก็เชิญผู้ที่ทราบ แล้วก็รู้ แล้วก็มีประสบการณ์ มาให้ข้อมูลว่าข้อมูลของท่านนั้นจะเป็นประโยชน์ในการที่จะมาพัฒนา มาปฏิรูปองค์กร ฉะนั้นเมื่อได้มีการศึกษาแล้วเราก็เห็นปัญหาต่าง ๆ ว่าตรงนี้จะดำเนินการอย่างไร ผลเป็น อย่างไร มีตัวชี้วัดมากน้อยแค่ไหน ตัวชี้วัดประสบความสำเร็จอย่างไรได้มีการดูควบคู่กันไป แล้วก็ได้สอบถาม ซึ่งในสุดท้ายก็คงเป็นเรื่องที่จะต้องปรับแก้กฎหมายเพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ หรือเหมาะสมกับภารกิจของแต่ละองค์กรอิสระทั้ง ๔ องค์กร ซึ่ง ๔ องค์กรนี้ยังมีการแตกลูก แตกหน่อด้วย เพราะว่าทางคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระก็ยังได้เชิญหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีเอสไอ (DSI) คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรื่องของคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. เหล่านี้ก็เชิญมาด้วย รวมทั้งสำนักงานตำรวจ แห่งชาติในเรื่องของการที่จะปฏิรูปการสอบสวน ปฏิรูปตำรวจ ตรงนั้นก็ได้มีการสอบถาม ซึ่งตรงนี้จะไม่ก้าวก่าย เพราะว่าทางท่านอาจิณยังมีภารกิจตรงนี้อยู่ กระผมก็ขออนุญาตรายงาน ท่านประธานในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในองค์กรอิสระ เพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณทุกท่านครับ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ เรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ เวลาก็ได้ล่วงเลยมา พอสมควร ผมขออนุญาตสรุปประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการปฏิรูปการจัดทำกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมในส่วนสำคัญ แล้วก็ส่วนที่ประชาชน ให้ข้อเสนอแนะมา อันนี้ยกเว้นการปฏิรูปกิจการตำรวจ

๑. การจัดทำและปรับปรุงกฎหมายยังมีกระบวนการที่ใช้เวลาเนิ่นนาน ซับซ้อน และมีขั้นตอนมาก และการขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีส่วนได้เสีย จึงควรที่จะมีการปฏิรูปกระบวนการตรากฎหมายและปรับปรุงกฎหมาย ในปัจจุบันก็คือ พระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกาและพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ในการแบ่งอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับร่างกฎหมายที่สามารถทำให้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ตรงตามความต้องการของประชาชนและสังคมโดยรวม โดยการมีส่วนร่วมของประชาชน ให้มากขึ้น

๒. ปัญหาของกฎหมายที่กระจัดกระจายไม่เป็นหมวดหมู่และมีกฎหมาย หลายฉบับที่สมควรยกเลิกหรือปรับปรุง

๓. ให้มีกฎหมายหรือปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับการเปิดเสรีประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน โดยใช้หลักต่างตอบแทน

๔. การจัดทำกฎหมายด้านการจัดการประชากรอาเซียนให้สอดคล้องกับ พันธกรณีระหว่างประเทศ

๕. ให้มีการปฏิรูปกฎหมายองค์กรในกระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ ในส่วนงานกระบวนการยุติธรรม และการใช้อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างมีมาตรฐาน เพื่อสร้างความสงบสุขและความผาสุกให้กับประชาชน แล้วก็สังคมด้วยครับ

๖. ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในองค์กรกระบวนการยุติธรรมและในกระบวนการ ร่างกฎหมาย

๗. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เป็นธรรม มีมาตรฐาน ไม่เลือกปฏิบัติ และขจัดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐต้องไม่ใช้อำนาจไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ อันไม่ควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ไม่สร้างความเดือดร้อนหรือไม่กระทำความผิดต่อกฎหมาย เสียเอง

๘. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อให้ประชาชนมีระเบียบวินัย และมีวัฒนธรรมทางสังคมในการอยู่ร่วมกัน ขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งทางคดีความ รวมทั้งให้ประชาชนมีความรัก ความสามัคคี และเกิดความปรองดองสมานฉันท์

๙. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจและปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณ มีความรับผิดชอบและมีความกระตือรือร้น มีมาตรฐานสร้างหลักประกันและคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ และการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ

๑๐. ให้มีการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการป้องกันการขัดกันระหว่าง ผลประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม รวมทั้งให้มีกฎหมายและมาตรการป้องกัน การก้าวก่ายแทรกแซงเจ้าหน้าที่รัฐ และกระบวนการยุติธรรมจากนักการเมืองที่ไม่มีหน้าที่ และจากการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๑๑. ให้มีการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายอย่างทั่วถึงและให้ประชาชน เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมโดยสะดวก ไม่ยุ่งยาก ไม่เสียค่าใช้จ่ายหรือเสียค่าใช้จ่ายไม่มาก การพิจารณาคดีและการตัดสินคดีความต้องไม่ล่าช้า

๑๒. ให้มีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่เป็นกลไกป้องกันและขจัด การทุจริตและประพฤติมิชอบที่มีประสิทธิภาพ มีมาตรการเอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ อย่างได้ผล และให้คดีทุจริตคอร์รัปชันไม่มีอายุความ

๑๓. ให้มีกระบวนการตรวจสอบการทำงาน จริยธรรม ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง โดยให้ประชาชนสามารถร้องเรียนไปยังองค์กรตรวจสอบ และให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูล จากการให้ปากคำของคู่กรณีด้วย

๑๔. เพื่อให้ประชาชนเกิดความพึงพอใจและไว้ใจในการทำหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม

ประการสุดท้าย ให้มีระบบการประเมินผลความเชื่อถือและความพึงพอใจ ของประชาชนในการบริหารงานขององค์กรและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในกระบวนการยุติธรรมทุกปี

กระผมขอจบข้อเสนอแนะประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการดำเนินการ แต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ