อุดม เฟื่องฟุ้ง ชี้แจงสถานะและยืนยันความถูกต้องของตุลาการในศาลทหารทั้งสามประเภท โดยคัดค้านแนวคิดที่จะนำหลักเกณฑ์บริหารบุคลากรจากศาลยุติธรรมมาใช้ อุดม เฟื่องฟุ้ง หารือเรื่องการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญโดยเห็นด้วยกับองค์ประกอบแต่ไม่เห็นด้วยกับการสรรหา คณบดีคณะนิติศาสตร์เอกชน และเสนอให้ประธานศาลฎีกาเป็นประธานคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ท่านกรรมาธิการด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธานอนุกรรมาธิการด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ในหัวข้อในเรื่อง กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาล ผมขอกราบเรียนท่านที่เคารพทั้งหลาย ในหลักการสั้น ๆ ส่วนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่ปรากฏในเอกสารนั้น ผมไม่ต้องพูดแล้วครับ เพราะว่าพูดมันก็เหมือนกับอ่านหนังสือให้ท่านฟัง ผมก็สรุปเอาตามที่จะชี้แจงว่าได้ทำอะไรไปบ้าง แล้วก็จะทำอะไรต่อไป แล้วก็ขอความรู้จากท่านว่าท่านมีปัญหาที่จะให้เราซึ่งเป็นผู้ที่จะต้อง ปฏิบัติภารกิจในส่วนนี้นั้นทำอะไรกับศาลทั้ง ๔ ศาล เพราะกระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลนี้ ก็แยกออกเป็นของศาลทหาร ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลยุติธรรม และองค์กรกรรมการ ชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ในส่วนของศาลทหารนั้น โดยหลักการก็มีศาลทหารในเวลาปกติ ศาลทหารในเวลาไม่ปกติและศาลอาญาศึก ศาลที่ ๑ กับศาลที่ ๓ นั้น เป็นเรื่องของทหารเขา โดยเฉพาะ เขาอยู่กันสงบเรียบร้อยดีแล้ว ส่วนศาลที่ ๒ คือศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ซึ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ซึ่งกระผมเองในสมัยหนึ่งก็เคยเป็นตุลาการศาลทหารในเวลาไม่ปกติ ในเวลาประกาศใช้กฎอัยการศึก ซึ่งจะต้องใช้กฎหมายในคนละส่วนกัน แล้วก็ในหลักการของ ศาลทหารทั้ง ๓ ประการนี้ เราได้พิจารณา แล้วก็ได้ศึกษาความเป็นมาของศาลทหาร ในส่วนที่ ๑ กับส่วนที่ ๓ เขาทำหน้าที่ของเขาได้ถูกต้อง สมบูรณ์ มีบางคนในอนุกรรมาธิการ ชี้แจงว่าตุลาการในชั้นธรรมนูญศาลทหารนี้ถูกแทรกแซงหรือเปล่า ผมก็เรียนยืนยันครับว่า ไม่มีทางที่จะไปถูกแทรกแซงของตุลาการรัฐธรรมนูญของศาลทหารได้ เพราะว่าประวัติความเป็นมาในประวัติศาสตร์นั้นเป็นที่ยืนยันแล้ว จอมพล สฤษดิ์ จับท่านพระพิมลธรรมไปขังไว้ตั้ง ๔ ปี ๕ ปี คนก็คิดว่าอย่างไรเสียศาลทหารก็คงจะต้องฟัง จอมพล สฤษดิ์ ปรากฏว่าศาลทหารยกฟ้อง จนท่านพระพิมลธรรมกลับมาเป็น สมเด็จพระราชาคณะได้ ก็เป็นอันยืนยันได้ แล้วเราก็เห็นว่าไม่มีข้ออะไรที่จะปรับปรุง ศาลทหารในทุกประการ แต่ว่ามีข้อสังเกตไว้ว่าบางประการนั้นควรจะปรับปรุงให้สอดคล้อง กับหลักสากลเขาบางประการ แล้วก็ไม่เห็นด้วยกับหลักการของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านให้นำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับองค์กรบริหารบุคลากรของผู้พิพากษาหรือตุลาการ ในศาลยุติธรรมและศาลปกครองมาใช้กับศาลทหาร ซึ่งอนุกรรมาธิการและกรรมาธิการใน ฝ่ายกฎหมายไม่เห็นด้วยกับแนวคิดอันนี้ อยากจะบอกไปทางท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า อะไรที่เขาเรียบร้อยอยู่แล้วอย่าไปยุ่งให้บ้านเมืองมันยุ่งไปอีกเลย ต้องพูดให้เข้าใจในอันนี้ ใน ส่วนของศาลทหารผมก็มีหน้าที่เท่าที่จะกราบเรียนดังนี้ครับ
ในส่วนของการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญนี้ หลักเกณฑ์ในส่วนองค์ประกอบของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกำหนดไว้เราก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ว่าในการที่จะตั้งกรรมการสรรหานั้นเราไม่เห็น ด้วย ในประการหนึ่ง ก็คือว่าการที่จะเอาคณบดีของคณะนิติศาสตร์มาเลือกกันคนหนึ่งนั้น เรา ยังเห็นว่าคณบดีคณะนิติศาสตร์ ขณะนี้คณะนิติศาสตร์ในประเทศไทยนั้นมันมีมากมายเหลือเกิน แล้วแต่ละคณะบางมหาวิทยาลัยก็ยังไม่เป็นที่ยอมรับ เอกชนเขาตั้งขึ้นมาเขาก็เป็นคณบดี เหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันจะเป็นเรื่องเรียกว่าไม่ใช่มาตรฐานเดียวกัน เราก็ตัดเอาเฉพาะ คณบดีของคณะนิติศาสตร์ที่เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐเท่านั้น แล้วในประการนี้ศาล รัฐธรรมนูญท่านไปปรับปรุงแก้ไขคณะกรรมการชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ตั้งเป็นว่าให้ ประธานศาลฎีกาเป็นประธานปีหนึ่ง ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานปีหนึ่ง แล้ว ธุรการเปลี่ยนกันคนละปี ยุ่งยากไปหมด เราก็สอบถามเจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบใน คณะกรรมการปฏิรูประหว่างศาล ซึ่งในสมาชิกของเราท่านเป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วย ท่านก็บอกที่ ทำมา ๔ ปี ๕ ปี ก็เรียบร้อยดี เราก็มีความเห็นว่าที่เขาดีแล้วก็คงจะคงไว้ไปตามร่างกฎหมาย เก่าของพระราชบัญญัติว่าด้วยการพิจารณาอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอ ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ในส่วนที่ ๓ คือการปฏิรูปศาลปกครองนั้นคณะกรรมาธิการเรามีความเห็นว่า น่าจะต้องปฏิรูปศาลปกครองให้มีความมั่นคงในอนาคตต่อไป เพราะจากได้ฟังคำชี้แจง ของท่านผู้แทนศาลปกครองสูงสุดที่มาชี้แจงต่ออนุกรรมาธิการก็ดี แล้วผมก็กราบเรียน ให้ท่านกรรมาธิการได้ทราบก็ดีว่าเราตั้งศาลปกครองมาประมาณสัก ๑๐ กว่าปีแล้ว ศาลปกครองสูงสุดท่านใช้ระบบตุลาการในแบบที่เรียกว่า ใช้วิธีอุ้มบุญ คือท่านไม่คลอดเอง ไม่ตั้งท้องเอง ไม่จัดบุคลากรให้เติบโตมาจากตุลาการศาลชั้นต้นไปถึงศาลปกครองสูงสุด อย่างนั้น ถ้าหากว่าเป็นอย่างนี้แล้วเท่าที่ผมมีความรู้บ้างจากการได้ฟังจากท่านประธาน ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส ซึ่งมาเยี่ยมผมเมื่อประมาณสักปี ๒๕๔๑ หรือปี ๒๕๔๐ ตอน ผมเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์นั้น ท่านก็บอกว่าศาลปกครองฝรั่งเศสนั้นต้องเป็นนักกฎหมายทั้งหมด แล้วก็บาร์ริสเทอร์ (Barrister) ที่สอบได้ สมมุติว่าสอบได้สัก ๒๐๐ คนในปีนี้ หรือ ๒๕๐ คนในปีนี้ ๑-๑๐๐ หรือ ๑-๑๕๐ คัดไปอยู่ศาลปกครองก่อน ศาลยุติธรรมตามมาทีหลัง เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะ กราบเรียนว่าแล้วก็มีแนวคิด ผมก็บอกทางท่านผู้พิพากษาที่จะช่วยกันมาปรับปรุงกฎหมาย สำหรับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองว่าจะต้องวางมาตรการให้ศาลปกครองอยู่มั่นคง แล้วก็อยู่เติบโตโดยสืบทอดกันมาโดยประสบการณ์ ไม่ใช่ไปรับมาจากศาลชั้นต้นคราวหนึ่ง มาศาลสูงคราวหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้มีประสบการณ์ต่อเนื่องกัน คือเราไม่เห็นด้วยกับวิธีการ ของศาลปกครองที่ท่านทำมาตั้งแต่ต้น ผมก็เรียนกับท่านตรง ๆ หัวหน้าคณะประธาน ศาลปกครองสูงสุดอาวุโสท่านหนึ่ง ผมก็เรียนถามว่าแล้วท่านไม่คิดจะตั้งท้องเองบางหรือ ท่านก็บอกว่ากฎหมายมันไม่มี เพราะฉะนั้นผมก็ต้องกราบเรียนว่าเรามีความคิดในการปฏิรูป ศาลปกครองในส่วนนี้ว่าให้ศาลปกครองมีความมั่นคงแล้วก็เป็นอาชีพจริง ๆ ไม่ใช่ไปรับ มาจากโน่น ไปรับมาจากนี่ แล้วมาฝึกฝนกันใหม่ระหว่างนั้น
ส่วนศาลสุดท้ายคือศาลยุติธรรมนั้น ต้องกราบเรียนว่าในส่วนของศาล ยุติธรรมนั้นเรายังพิจารณากันไม่ครบถ้วนถูกต้องทั้งระบบ ระบบเป็นแต่เพียงว่าในการปฏิรูป ของศาลยุติธรรมนั้นเราก็จะเปลี่ยนแปลงระบบของการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในศาลต่าง ๆ ว่าจะต้องพัฒนาศาลชั้นต้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม เป็นธรรมเนียมของศาลยุติธรรม เมื่อก่อนนี้ก็จะเอาผู้พิพากษาท่านที่ออกใหม่ ๆ สอบได้ใหม่ ๆ ไปอยู่ศาลชั้นต้นไกล ๆ ก่อน แล้วก็ย้อนเข้ามา แล้วก็เรียงกันมาตามลำดับอาวุโส ทีนี้เมื่อปี ๒๕๔๐ นั้น ผมเอง ได้รับปากกับสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้นว่าเราควรจะมีผู้พิพากษาไปอยู่ในศาลชั้นต้นแล้วก็ ขยายอายุผู้พิพากษาจากเกษียณ ๖๐ ปี เป็นเกษียณ ๗๐ ปี แต่ว่าพ้น ๖๐ ปีไปแล้วต้องไปอยู่ ในศาลชั้นต้น สมัยผมก็ไปอยู่ในศาลชั้นต้นมา ๑๐ ปี แต่ไม่รู้มีเหตุเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๑ นี่ ท่าน กต. ท่านก็พิจารณาให้ผู้พิพากษาอาวุโสนั้นมาอยู่ศาลสูงหมด ก็มาอยู่ศาลสูงกันเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็ไม่ได้ประโยชน์กับประชาชนทางภูมิภาค ไม่ได้ประโยชน์ กับศาลชั้นต้นเลย ผมก็ได้คุยกับท่านผู้พิพากษาทั้งหลายว่าระบบนี้เราผิดคำพูดกับ สภาผู้แทนราษฎรเขานะว่าเขาต้องการอย่างนี้ อย่างนี้นี่ เพราะฉะนั้นปฏิรูปอันนี้เราก็พุ่ง เป้าหมายไปตรงนั้น ถึงแม้ว่าจะมีแรงต้านทานจากท่านผู้พิพากษาอาวุโสบางท่านก็ตาม ผมก็บอกว่าต้องเอาผู้พิพากษาส่วนใหญ่เป็นหลัก แล้วผมก็เรียนกับท่านผู้พิพากษาทั้งหลายว่า ตราบใดที่คุณยังเห็นประชาชนเขาสำคัญแล้ว ประชาชนเขาจะให้ความสำคัญกับท่านทั้งหลาย แต่ถ้าหากว่าท่านไม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเขาแล้วนี่ ท่านจะไม่มีประชาชนเป็นหลังพิง แล้วต่อไปองค์กรของท่านจะไม่อยู่เหมือนเดิมที่เป็นมา ที่บรรพตุลาการเป็นมา ผมก็กราบเรียน ให้ท่านผู้พิพากษาได้ฟังอย่างนั้น ท่านก็พอจะเข้าใจ ส่วนใหญ่เข้าใจ แต่บางส่วนก็ต้องการ ความสะดวกสบายซึ่งผมบอกว่าเรื่องอย่างนี้เอาความสบายไม่ได้ แล้วผมได้พูดกันกับอนุกรรมการ ในชั้นศาลซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษา แล้วเป็นอัยการ เป็นทนายว่าเราทุกคนต้องยอมรับนะ เราไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อองค์กรเจริญ เพื่อบุคลากรในองค์กรเจริญ ปฏิรูปว่าทำอย่างไร ให้ประชาชนเขาได้รับผลจากการปฏิรูปจริง ๆ แล้วก็ให้มันเกิดผลจริง ๆ ในทางที่ปฏิรูปทำ ก็ได้มีการตกลงกันในเรื่องหลักการต่าง ๆ แล้วกระทั่งมีการจัดตั้งที่จะจัดตั้งศาลชำนาญพิเศษ ในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ศาลแผนกคดีเลือกตั้ง เราจัดตั้งไว้แล้ว แล้วก็จะออกกฎหมาย เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและคอร์รัปชันโดยเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับในทางแพ่ง ซึ่งผมได้ขออนุญาตท่านประธานสภาแจกให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาแล้วนั้น นั่นเป็นเพียงว่า เป็นแนวคิดที่เราจะขอความเห็นจากท่านว่าสมควรจะมีกฎหมายอย่างนี้หรือไม่ อย่างไร ก็ต้องเป็นสิ่งที่ว่าท่านช่วยกรุณาเสนอความเห็นให้ด้วยก็แล้วกัน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ผมไปพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็ได้เรียนเสนอในที่ประชุมนี้ ท่านประธาน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินท่านก็บอกว่าท่านเห็นด้วยในหลักการอย่างนี้ เมื่อวานนี้ผมก็ ได้กราบเรียนท่านประธานอนุกรรมาธิการผมว่าถ้าผมจะออกกฎหมายอย่างนี้ท่านเห็นว่า อย่างไร ในที่ประชุมเราจะเห็นว่าอย่างไร ซึ่งผมก็ได้เล่าเรื่องถึงคดีที่เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ ผมไม่ใช่นักเรียนนอก แต่ว่าได้ศึกษาจากหมายเหตุท้ายคำพิพากษาศาลฎีกา ของท่านอาจารย์ประพนธ์ ศาตะมาน เมื่อปี ๒๔๙๗ ว่าเหตุในอังกฤษนั้นมีคดีเกิดขึ้น ผมแค่ยกตัวอย่างเป็นสมมุติฐาน คือบ้านผมกับบ้านท่านประธานอนุกรรมาธิการองค์กรอิสระ อยู่ติดกัน บ้านอยู่ติดกันก็เกิดทะเลาะกัน คราวนี้ผมก็มีคนใช้ ท่านประธาน อนุกรรมาธิการองค์กรอิสระก็อ้างคนใช้บ้านผมไปเป็นพยาน คนใช้บ้านผมได้รับหมายศาล ก็ไปเป็นพยาน ไปเบิกความ แล้วก็ปรากฏว่าศาลเขาเชื่อคนใช้บ้านผม แล้วก็ตัดสินคดี ให้ท่านประสิทธิ์ชนะ ผมก็ไล่คนใช้ออก คนใช้ไปร้องศาล ศาลก็เรียกว่าศาลน่ะหมายเรียกเขา ไปนี่ ไปเบิกความแล้วเขาถูกไล่ออกจากการเป็นคนใช้ ศาลก็เรียกผมไป ศาลถามว่า จริงหรือเปล่า ผมก็ต้องตอบไปตามความจริงว่าจริง ไล่ออกจริง ศาลจำคุกผมเลยในฐานะ ข้อหาขัดขวางความยุติธรรม ผมก็กราบเรียนท่านประธานคณะอนุกรรมาธิการว่าเอาไหม กฎหมายฉบับนี้ผมจะเขียน แล้วเขียนให้เป็นสากล ไม่ใช่เขียนเฉพาะคดีทุจริตคอร์รัปชัน ท่านประธานท่านยอม เห็นด้วย แต่ว่าไม่รู้ต่อไปท่านจะยอมต่อไปหรือไม่ ไม่รู้ ผมก็กราบเรียนท่านที่เคารพอย่างนี้ครับ ความมุ่งหมายที่ผมขึ้นมาพูดในวันนี้จริง ๆ ก็คือ ต้องการปัญหาที่ท่านเห็นแล้วก็เสนอมาให้เราแก้เพื่อการปฏิรูปมากกว่า ซึ่งถ้าหากว่า จะมีปัญหาอย่างนั้น จะเป็นเชิงต่อว่าหรือเชิงอะไร เราไม่ถือ แต่เพียงว่าขอให้เสนอปัญหาให้เรา มีทางที่จะเข้าถึงปัญหา แล้วก็ไปแก้ไขในการปฏิรูปถ้าเป็นประโยชน์กับประชาชน แต่ขออย่า เอาเรื่องส่วนตัวมาอภิปราย มาพูดอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่เกิดประโยชน์ ก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านประธานสภา ท่านประธานกรรมาธิการครับ ขอบคุณครับ