ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ นำเสนอการปฏิรูประบบงบประมาณของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงการพัฒนาของระบบงบประมาณตั้งแต่ปี 2502 และการเปลี่ยนแปลงไปเป็นระบบงบประมาณแบบแผนงาน (PPBS) และระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน (Performance-Based Budgeting) และระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเชิงยุทธศาสตร์ เธอระบุระบบงบประมาณที่ใช้ในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง โดยเน้นเรื่องการวางแผนและการจัดการ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดขนาดของภาครัฐและความสัมพันธ์ระหว่างส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่น เพื่อลดความซับซ้อนของหน่วยงานและทำให้การปฏิรูประบบงบประมาณง่ายขึ้น เธอยังพูดถึงการจัดสรรงบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ และพื้นที่ และเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ทำให้ยุทธศาสตร์ขาดความต่อเนื่อง และปัญหาการบูรณาการแผนและงบประมาณของรัฐบาล โดยมีปัญหาการใช้จ่ายเงินไม่ประสิทธิภาพ และการทำงานซ้อนกัน เธอยังเสนอแนวทางใหม่ในการจัดสรรงบประมาณ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และชี้ว่าแนวทางแบบมุ่งเน้นผลงานในปัจจุบันไม่เหมาะสม และเสนอขั้นตอนการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน และเน้นย้ำถึงความสำคัญของมิติที่สามเหลี่ยม โดยมี 3 มิติ คือ ต้องมียุทธศาสตร์เป็นตัวตั้ง มิติด้านภารกิจ และพื้นที่ และเน้นย้ำถึงการบูรณาการและการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ดิฉัน รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ รองประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูป ระบบงบประมาณและการคลัง ขออนุญาตนําเสนอเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณ กรอบแนวคิดในการปฏิรูป ขอสไลด์ (Slide) ด้วยนะคะ หัวข้อที่จะนําเสนอนะคะ ขอเริ่มจาก พัฒนาการของระบบงบประมาณ สไลด์ถัดไป
หัวข้อที่ ๑ ระบบงบประมาณของไทยเพื่อให้เห็นว่าระบบงบประมาณของไทย มีการปฏิรูปที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันอย่างไรนะคะ
หัวข้อที่ ๒ เป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิรูประบบราชการกับระบบ งบประมาณ
หัวข้อที่ ๓ คือแนวคิดในการปฏิรูประบบงบประมาณ
สไลด์นี้เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าระบบงบประมาณของประเทศไทยได้มีการพัฒนา มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๐๒ ซึ่งเป็นปีที่มีการจัดตั้งสํานักงบประมาณ โดยเริ่มเดิมที เป็นการใช้ระบบงบประมาณแบบแสดงรายการหรือไลน์ ไอเท็ม บัดเจตติง (Line Item Budgeting) และในปี ๒๕๒๕ ได้มีการปฏิรูปโดยการเปลี่ยนแปลงระบบงบประมาณ เป็นระบบงบประมาณแบบแผนงานหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า พีพีบีเอส (PPBS) โดยได้รับ ความช่วยเหลือจากรัฐบาลอเมริกัน ในปี ๒๕๔๑ ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจได้มีการปฏิรูป อีกครั้งหนึ่ง โดยปรับเปลี่ยนเป็นระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน เพอร์ฟอร์แมนซ์ เบสด์ บัดเจตติง (Performance-Based Budgeting) และในปี ๒๕๔๖ ได้เปลี่ยนเป็นระบบ งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเชิงยุทธศาสตร์เพื่อให้ระบบงบประมาณมีความเชื่อมโยงกับ ยุทธศาสตร์หรือนโยบายของประเทศมากยิ่งขึ้น ซึ่งอันนั้นจะแสดงอยู่ในภาพข้างบนนะคะ ส่วนข้างล่างจะเป็นระบบงบประมาณของสากลก็จะเห็นว่าระบบงบประมาณของประเทศไทย มีการปฏิรูปโดยล้อกับระบบสากล
ลําดับถัดไปของสไลด์นะคะ ในสไลด์นี้เพื่อต้องการชี้ให้เห็นว่าระบบ งบประมาณที่นํามาใช้ในประเทศไทยในแต่ละระบบ มีการเน้นที่แตกต่างกัน ระบบแรกที่เราใช้ ระบบงบประมาณแบบแสดงรายการเป็นการควบคุมการใช้จ่าย ระบบถัดมาคือพีพีพีเอส ในปี ๒๕๒๕ เป็นการเน้นเรื่องการวางแผนงานแสดงให้เห็นชัดยิ่งขึ้น และในปี ๒๕๔๑ เน้นเรื่องการวางแผนและเรื่องการจัดการ เพราะฉะนั้นจึงจะมีการปรับปรุงระบบงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบการแสดง การรายงานผล หรือว่าปรับปรุงเรื่องพัสดุ ปี ๒๕๔๖ จุดเน้นยังเหมือนเดิม แต่ว่าได้มีคํา คําว่า ยุทธศาสตร์ เพื่อให้เห็นความสําคัญ ของเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น
สไลด์ถัดไปค่ะ เนื่องจากอนุกรรมาธิการชุดนี้เป็นอนุกรรมาธิการชุดหนึ่ง ของคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบราชการ ได้มีการพูดคุยว่า ๒ ส่วนนี้จะมีความสัมพันธ์กัน อย่างไร ในการปฏิรูประบบราชการสิ่งที่เราได้พูดคุยกันก็คือว่า แนวคิดการปฏิรูประบบ ราชการจะต้องเป็นหลัก การกําหนดขนาดของภาครัฐก็ดี การกําหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค หรือส่วนท้องถิ่นก็ดี ถ้าจัดได้ชัดเจนและลดความซ้ําซ้อนของ หน่วยงานแล้ว การปฏิรูประบบงบประมาณก็จะทําได้ง่ายยิ่งขึ้น และในที่นี้หลักการอันหนึ่ง ที่เราใช้ในการปฏิรูประบบงบประมาณ คือเราหวังจะเห็นงบประมาณเป็นเครื่องมือ ทางเศรษฐกิจ เครื่องมือการบริหาร เครื่องมือการพัฒนา และเครื่องมือในส่วนของการเมือง ที่จะไว้ถ่วงดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ส่วนอีกคําหนึ่งคือคําว่า งบประมาณ เป็นแคททาลิสท์ (Catalyst) อันนี้ขออนุญาตใช้คําที่ดอกเตอร์พิสิฐ ลี้อาธรรม ซึ่งท่านเป็น ที่ปรึกษาของอนุกรรมาธิการได้กล่าวไว้ด้วย เราต้องการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือที่จะ กระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเร่งเร้าในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ดียิ่งขึ้น แม้ว่าระบบงบประมาณ ของประเทศไทยจะมีระบบงบประมาณเช่นเดียวกับสากล แต่สิ่งหนึ่งที่จะต้องพิจารณา เพิ่มเติมในคณะอนุกรรมาธิการที่ได้พูดคุยกันก็คือการพิจารณาในมิติต่าง ๆ เพื่อให้ครอบคลุม และมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น มิติต่าง ๆ ที่เราได้พิจารณากัน ก็คือ มิติเรื่องยุทธศาสตร์ มิติเรื่อง ภารกิจ มิติเรื่องพื้นที่ มิติเรื่องการมีส่วนร่วม การบูรณาการและเน้นการใช้ผลลัพธ์ สําหรับ ความหมายของแต่ละมิติแม้ว่าจริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติค่อนข้างจะแยกกันได้อย่างยากมาก แต่เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน และมีการปฏิรูปได้อย่างเหมาะสมมากยิ่งขึ้น จึงขอเรียน นําเสนอเกี่ยวกับความหมายของแต่ละมิติ
งบประมาณเชิงยุทธศาสตร์ สแทรททิจิก บัดเจตติง (Strategic Budgeting) ในที่นี้เราหมายถึงว่าการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของชาติ แล้วก็มี ความเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ของชาติระดับกระทรวงและระดับหน่วยงานต่าง ๆ และยัง เป็นการจัดสรรงบประมาณที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่นตามนโยบาย ส่วนงบประมาณเชิงภารกิจหรือฟังก์ชันนอล บัดเจตติง (Functional Budgeting) เป็นการ จัดสรรงบประมาณเพื่อให้หน่วยงานกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังหมายถึงการจัดสรรงบประมาณตามกระบวนการที่มีความสัมพันธ์กันมากกว่า หนึ่งกระทรวงด้วย
สําหรับประเด็นถัดมาคืองบประมาณเชิงพื้นที่ เป็นการจัดสรรงบประมาณ ลงในพื้นที่ทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค และท้องถิ่น และนอกจากนี้ยังหมายรวมถึงการจัดสรร งบประมาณในหน่วยงานในต่างประเทศ และการจัดสรรงบประมาณในแผนหรือโครงการที่มี ผลกระทบต่อพื้นที่ได้อย่างชัดเจน
สําหรับปัญหา สไลด์ถัดมาปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร แม้ว่าประเด็นมิติเหล่านี้ สํานักงบประมาณจะได้นํามาใช้ในการพิจารณาการจัดสรรงบประมาณ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องยุทธศาสตร์ก็คือว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้นหลายครั้ง ทําให้ยุทธศาสตร์หรือนโยบายของชาติขาดความต่อเนื่อง แผนระดับชาติมีหลายฉบับ ขาดการบูรณาการ แล้วก็ขาดการเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ของหน่วยงานกับระดับชาติ นอกจากนี้ตัวชี้วัดยังไม่ชัดเจน
ขออนุญาตนําเสนอสไลด์ถัดมาก่อนนะคะ เพื่อจะได้เห็นว่าแผนต่าง ๆ ของประเทศไทย ณ ขณะนี้เรามีอยู่หลายฉบับจริง ๆ แล้วก็จะทําให้หน่วยงานต่าง ๆ เวลาจัดทําคําของบประมาณมีความสับสนแล้วก็อาจจะบูรณาการค่อนข้างยาก ในระดับสูงสุดในรัฐธรรมนูญกําหนดแนวนโยบายแห่งชาติ ซึ่งถือเป็นกรอบที่ชี้นําในเรื่อง การกําหนดแผนระดับอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมีนโยบายรัฐบาล มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ มีแผนบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็นอกจากนี้ยังมี ยุทธศาสตร์กระทรวง มีแผนปฏิบัติราชการ ๔ ปี แผนปฏิบัติราชการประจําปี ซึ่งได้กําหนดไว้ ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ และหน่วยงานต่าง ๆ ยังได้จัดทําแผนกลยุทธ์หน่วยงานด้วย ฉะนั้นในลักษณะอย่างนี้ แผนต่าง ๆ อาจจะยังไม่ได้บูรณาการกันเท่าที่ควรทําให้หน่วยงานต่าง ๆ อาจจะมีปัญหา ในการที่จะนําแผนมาใช้ในการจัดทําคําของบประมาณ ขอย้อนกลับไปสไลด์เดิมนะคะ
สําหรับงบประมาณเชิงภารกิจ มีปัญหาในเรื่องเนื่องจากว่ายุทธศาสตร์ หลายยุทธศาสตร์ในระดับชาติต้องเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายหน่วยงาน การบูรณาการ ยังมีข้อจํากัดอยู่นะคะ แล้วนอกจากนี้ยังเกิดปัญหาเรื่องการทํางานที่ซ้ําซ้อนกัน สิ้นเปลือง ทรัพยากรที่ใช้เป็นจํานวนมาก และปัญหาที่สําคัญซึ่งรัฐบาลในทุกชุดได้พยายามจะแก้ปัญหา เรื่องนี้ก็คือเรื่องประสิทธิภาพการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะงบลงทุนซึ่งปัจจุบันในส่วนนี้ก็ยังมี ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอยู่
ส่วนสําหรับงบประมาณเชิงพื้นที่ที่ท่านอาจารย์สีลาภรณ์ได้กล่าวไว้ในข้างต้น เนื่องจากว่าในกระบวนการงบประมาณในระดับพื้นที่โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่นยังจํากัดอยู่ เฉพาะฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ ประชาชนยังไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ขอสไลด์ ถัดไปเลยค่ะ
ดังนั้นในส่วนที่อนุกรรมาธิการชุดนี้ได้นําเสนอพยายามจะเน้นในเรื่อง กระบวนการ อันแรกคือเรื่องงบประมาณแบบบูรณาการหรือ อินทิเกรเทด บัดเจตติง (Integrated Budgeting) เพื่อทําให้การทํางานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีร่วมกันในพื้นที่ มีผลสําเร็จตามจุดมุ่งหมายได้ดียิ่งขึ้น กับอีกกระบวนการหนึ่งที่จะต้องการเน้นคือเรื่อง งบประมาณแบบมีส่วนร่วมหรือพาร์ทิซิพาทอรี บัดเจตติง (Participatory Budgeting) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในกระบวนการงบประมาณ ในการกําหนด กติกา กําหนดการจัดลําดับความสําคัญ แล้วก็รวมทั้งการติดตามผลการใช้จ่ายด้วย สไลด์ถัดไปค่ะ อันนี้ขอข้ามเลยนะคะ
สําหรับเรื่องการมีส่วนร่วมในประเทศไทยมีนโยบายและแผนหลายฉบับที่เน้น ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ นะคะ แล้วคิดว่า ในฉบับที่กําลังร่างอยู่ก็จะเน้นในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจ พระราชกฤษฎีกา แล้วก็รวมทั้งแผนอื่น ๆ และในเรื่องงบประมาณแบบมีส่วนร่วมตรงนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนมากนัก มีเรื่องการวางแผนแบบมีส่วนร่วมอยู่ในระดับท้องถิ่นที่เรามีระเบียบกระทรวงมหาดไทย รองรับอยู่
สําหรับระบบงบประมาณแบบนี้ขอสไลด์ถัดมานะคะ เป็นระบบที่งบประมาณ ที่เริ่มต้นที่บราซิลในปี ๑๙๘๙ แต่ปัจจุบันได้มีการแพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว และอยู่ในทุกทวีปเลย ในเอเชีย ไม่ว่าจะในเอเชีย ออสเตรเลีย อัฟริกา ยุโรป อเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกามากกว่า ๗,๐๐๐ กระบวนการ
สําหรับหลักการสไลด์ถัดมานะคะ หลักการของงบประมาณมีส่วนร่วมที่ได้เคย ศึกษาวิจัยไว้ ๕ ข้อ คิดว่าน่าจะนํามาประยุกต์กับของประเทศไทยได้ ประการแรก ระบบ งบประมาณแบบนี้เป็นการเน้นประชาธิปไตยแบบรากหญ้า หรือประชาธิปไตยโดยตรง เพราะประชาชนทุกคนจะมีสิทธิมีเสียงในการที่จะมาร่วมรับรู้ รับทราบและร่วมตัดสินใจ ในกระบวนการงบประมาณ
ลําดับถัดมาคือเรื่องความโปร่งใส ประชาชนจะสามารถตรวจสอบงบประมาณ ได้ในทุกขั้นตอนหรือทุกขั้นตอนของงบประมาณนั่นเอง
สําหรับหลักการถัดมานะคะ คือความเสมอภาค เนื่องจากว่าระบบงบประมาณ แบบนี้จะมีการโหวต (Vote) โดยใช้เสียงในการที่จะเลือกด้านในการจัดสรรงบประมาณ หรือเลือกโครงการ ฉะนั้นการโหวตทุกคนมีสิทธิเท่ากัน คือ ๑ คน ได้ ๑ โหวตนะคะ
ลําดับถัดมาคือเรื่องการรวมกลุ่มของทางสังคม กลุ่มต่าง ๆ จะเปิดโอกาส ให้กลุ่มต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้หญิง กลุ่มเยาวชน กลุ่มอาชีพต่าง ๆ หรือกลุ่มอื่น ๆ ของชาวบ้านสามารถมีส่วนร่วมได้
และสุดท้ายการสร้างเสริมพลังเพื่อให้ประชาชนได้ร่วมตัดสินใจในกระบวนการ งบประมาณ และถือว่าเป็นโรงเรียนประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ อันนี้ได้เป็นอย่างดี
สําหรับลักษณะของงบประมาณแบบมีส่วนร่วม ลักษณะที่จะบอกว่าอันนี้ เป็นงบประมาณแบบมีส่วนร่วม
ประการแรกต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติทางการเงินหรือเรื่องงบประมาณ นั่นเอง และโดยทั่วไปแล้วที่ประสบความสําเร็จจะต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีการกระจายอํานาจ โดยเฉพาะถ้ามีการเลือกตั้ง อย่างในท้องถิ่นของเราก็จะเหมาะกับระบบแบบนี้ และเป็น กระบวนการที่ทําซ้ําได้ซึ่งก็จะสอดคล้องกับวงจรของงบประมาณวงจร ๑ ปี แล้วปีถัดไป ก็สามารถทําได้อีก และที่สําคัญที่สุดซึ่งจะแตกต่างจากการมีส่วนร่วมที่ทําอยู่ในปัจจุบัน คือจะเปิดโอกาสให้มีการถกแถลงก็คือหมายความว่าประชาชนหรือผู้เข้ามามีส่วนร่วม ได้พูดคุยอภิปรายกันก่อนที่จะตัดสินใจโหวต อันนี้เป็นลักษณะที่สําคัญของระบบงบประมาณ แบบนี้นะคะ
และสุดท้ายค่ะ จะต้องมีการกําหนดด้วยว่าผลผลิตที่ต้องการหรือผลลัพธ์ ที่ต้องการออกมาสําหรับโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านกระบวนการนี้เป็นอย่างไร
ถัดมานะคะ อันนี้เป็นสไลด์ที่ให้เห็นภาพของระบบงบประมาณแบบมีส่วนร่วม ที่บราซิล ก็จะเป็นภาพที่ประชาชนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วม แต่ทุกท่านอาจจะเห็นว่า คนจํานวนมากอย่างนี้แล้วจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร เดี๋ยวจะเสนอในลําดับถัดไปนะคะว่า จากคนจํานวนมาก ๆ ในพื้นที่ได้มีส่วนร่วมแล้ว แล้วหลังจากนั้นจะต้องมีกระบวนการ อย่างไร
สไลด์ถัดมาค่ะเป็นการเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างนะคะ ระหว่างระบบ งบประมาณที่เราใช้ที่ส่วนกลางในปัจจุบันกับระบบงบประมาณที่จะมาเสริมเพื่อเพิ่มให้มิติ การมีส่วนร่วมมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในรูปนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่างระบบ งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ซึ่งสํานักงบประมาณใช้อยู่ในปัจจุบันกับระบบงบประมาณ แบบมีส่วนร่วม จะเห็นว่าระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานในปัจจุบันทั่วโลกได้นํามาใช้ ในระดับประเทศหรือระดับชาติ ส่วนในระดับท้องถิ่นจะเป็นการใช้งบประมาณแบบมีส่วนร่วม แนวทางความแตกต่างกันนะคะ งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานจะเป็นงบประมาณแบบ ท็อปดาวน์ (Top down) นะคะ เป็นการกําหนดซิลลิง (Ceiling) การกําหนดนโยบายต่าง ๆ มาจากข้างบนแล้วก็ลงไปสู่หน่วยงานต่าง ๆ ในขณะที่งบประมาณแบบมีส่วนร่วม ประชาชน จะมีสิทธิในการที่จะมาพูดคุยกัน อภิปรายกัน และเริ่มตั้งแต่เรื่องการจัดทํางบประมาณเลยนะคะ วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน เน้นประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในขณะที่งบประมาณแบบมีส่วนร่วมจะเน้นเรื่องความเป็นธรรม ความเท่าเทียมกัน จุดเน้น อันถัดมางบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน เน้นผลผลิตหรือผลลัพธ์ที่ออกมาของโครงการ หรืองานต่าง ๆ ในขณะที่งบประมาณแบบมีส่วนร่วมเน้นเรื่องกระบวนการการมีส่วนร่วม ของประชาชนค่ะ เพราะฉะนั้นประชาชนจะมีบทบาทค่อนข้างมากในเรื่องงบประมาณ แบบมีส่วนร่วมนี้
ลําดับถัดมานะคะ จากการศึกษาวิจัยพบว่าอันนี้ได้แบ่งการมีส่วนร่วมไว้เป็น ๔ ระดับนะคะ โดยที่ใช้ ๒ มิติ คือมิติบทบาทของรัฐบาลว่าต้องการมีบทบาทในเรื่องการควบคุม หรือบทบาทการอํานวยความสะดวกกับบทบาทของประชาชนมากน้อยอย่างไร ทําไม ต้องกําหนดไว้ ๔ กล่องอย่างนี้นะคะ ๔ ระดับเพื่อที่จะได้พิจารณาถึงความพร้อมในแต่ละ พื้นที่ ถ้ากล่องสีส้มเป็นกล่องการร่วมรับฟัง หมายถึงว่าประชาชนมีโอกาสในการร่วมรับฟัง การจัดทํางบประมาณหรือกระบวนการงบประมาณ ร่วมรับฟังคําชี้แจงต่าง ๆ ของ ส่วนราชการต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร นั่นร่วมรับฟังเท่านั้น แต่ถ้ากล่องสีฟ้าร่วมหารือ ประชาชนมีสิทธิออกเสียงพูด พูดได้ แต่การพิจารณาอาจจะขึ้นอยู่กับหน่วยงานว่าจะนํา ความเห็นเหล่านั้นมาใช้มากน้อยอย่างไร มีกล่องสีชมพูร่วมเจรจา ในกรณีที่มีการร่วมลงทุน ระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ อันนี้เราอาจจะมีการให้ประชาชนมีบทบาทในการที่เจรจาต่อรอง เพื่อจะนําโครงการต่าง ๆ มาใช้ได้ แต่ถ้าจะเป็นรูปแบบที่บราซิลหรือที่ประเทศอื่น ๆ มาใช้ คือสีเขียว ร่วมตัดสินใจนะคะ นั่นหมายถึงว่าประชาชนจะเข้ามามีบทบาทเริ่มตั้งแต่ เรื่องการจัดทํางบประมาณแล้วจนถึงเรื่องการติดตามประเมินผล อันนั้นก็จะเป็นบทบาท ซึ่งการมีส่วนร่วมระดับสูงสุด
ลําดับถัดไป ในขั้นตอนการมีส่วนร่วม ในที่นี้ได้เสนอขั้นตอนไว้ทั้งหมด ๕ ขั้นตอน ได้ปรับมาจากของต่างประเทศ ขั้นตอนแรกเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อม ในที่นี้หมายถึงว่าหากเรามีการจัดทํางบประมาณแบบมีส่วนร่วม อันแรกเลยต้องมีการเตรียม ความพร้อม ความรู้ ความเข้าใจของประชาชนก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์ ทางเศรษฐกิจมหภาคให้ประชาชนเข้าใจ แนวทาง ขั้นตอน การทํางบประมาณแบบมีส่วนร่วม รวมถึงวงเงินที่จะใช้ด้วย นั่นขั้นตอนแรก
ขั้นตอนที่ ๒ ทําประชาคมเพื่อทราบความต้องการของประชาชนในพื้นที่ รวมทั้งให้มีการเลือกตัวแทน เลือกตัวแทนของประชาชนในพื้นที่เพื่อที่จะไปทําในขั้นตอน ถัดไปคือการพัฒนาข้อเสนอหรือโครงการเพื่อจะนําไปเสนอขออนุมัติจากหน่วยงานที่มีหน้าที่ อนุมัติตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาในส่วนท้องถิ่น เป็นลําดับถัดไป
แล้วก็สุดท้ายเรื่องการนําไปปฏิบัติหรือประเมินผล ติดตามผล ประชาชน สามารถมีส่วนร่วมได้ซึ่งก็ทําอยู่ในปัจจุบันแล้ว โดยมีคณะกรรมการจากภาคประชาชนมามี ส่วนร่วมด้วย
ลําดับถัดไป สําหรับโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากนี้สิ่งที่เราคุยกันก็คือ คงจะต้องเน้นในเรื่องระบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบความพร้อมรับผิด ในเรื่องการรายงานผล เพื่อให้แน่ใจว่าการมีส่วนร่วมหรือการจัดทํางบประมาณได้ผลตามมุ่งหวัง มีความโปร่งใส สามารถแสดงผลงานหรือข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างทันเวลาและแม่นยํา แล้วก็ผลลัพธ์ต่าง ๆ ด้วย
ลําดับสุดท้าย เป็นเรื่องรวมทั้งหมดของเรื่องที่นําเสนอมาในเชิงคอนเซ็พท์ คอนเซพชวล ดีไซน์ เพราะฉะนั้นในการปฏิรูประบบงบประมาณที่คณะอนุกรรมาธิการ ได้พูดคุยกันนะคะ ฉะนั้นสามเหลี่ยมข้างบนที่เขียนเลข ๑ นั่นคือมิติที่สําคัญที่จะใช้ในการ จัดสรรงบประมาณ คือ ๑. ต้องมียุทธศาสตร์เป็นตัวตั้งเพื่อให้แน่ใจว่าการจัดสรรงบประมาณนั้น สอดคล้องกับนโยบายและยุทธศาสตร์ในระดับต่าง ๆ
๒. มิติด้านภารกิจต่าง ๆ ซึ่งยังมีความจําเป็นอยู่ที่กระทรวง หน่วยงานต่าง ๆ ยังจะต้องทํา
๓. ในเรื่องพื้นที่ ซึ่งเราจะให้ความสําคัญกับระดับท้องถิ่น
อันดับที่ ๒ คือกระบวนการที่เราจะขอเพิ่มมิติแล้วก็เน้นย้ําคือเรื่องการบูรณาการ และในระดับการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่
ส่วนลําดับ ๓ คือระบบที่จะต้องมีการสร้างความเข้มแข็งให้มากขึ้น ไม่ว่า จะเป็นเรื่องระบบการรายงานผล ระบบความพร้อมรับผิด และระบบที่จะให้ข้อมูล ความโปร่งใสได้อย่างทันท่วงเวลานะคะ
แล้วสุดท้ายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่เรากําหนดไว้เป็นไปตามที่มุ่งหวัง และมีผลต่อการพัฒนาประเทศและสังคม และสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน จึงขออนุญาตเรียนมานะคะ กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน