รสนา จี้แก้กฎหมายระบุผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นทุจริต-เสนอเพิ่มสิทธิฟ้องคดีกลุ่ม

สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือประเด็นการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเสนอให้แก้ไขกฎหมายเพื่อระบุผลประโยชน์ทับซ้อนว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการทุจริต และเรียกร้องให้เพิ่มบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิประชาชนในการฟ้องคดีทุจริตแบบกลุ่ม รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงบทบาทของสภาทนายความในการช่วยเหลือภาคประชาชนที่ถูกฟ้องร้องจากการตรวจสอบประโยชน์สาธารณะ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในประเด็นที่ดิฉันอยากจะเพิ่มเติมในเอกสารของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สภาปฏิรูปแห่งชาตินะคะ ดิฉันเองก็มีความเห็นด้วยในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ได้มีการศึกษากันขึ้นมา ดิฉันเองก็เห็นด้วย โดยเฉพาะในยุทธศาสตร์การปราบปรามที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีการนําเสนอไปก่อนหน้านี้ ในหน้า ๑๔ โดยเฉพาะข้อ ๑.๔ เรื่องที่บัญญัติให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมมีสิทธิ ในการฟ้องคดีทุจริตแบบกลุ่มในคดีที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์หรือทรัพย์สินสาธารณะ ในฐานะเจ้าของทรัพย์สิน ดิฉันคิดว่าพอเราใช้คําว่า พลับลิค อินเทอร์เรสท์อย่างเดียวนี่อันที่ จริงศาลปกครองก็มีประเด็นในการที่จะรับการฟ้องจากประชาชนในกรณีที่เป็นคดีเรื่อง ประโยชน์สาธารณะ แต่ดิฉันคิดว่าเมื่อไปถึงจุดสุดท้ายในการที่จะต้องตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง ทรัพย์สิน โดยเฉพาะศาลปกครองสูงสุดนั้นไม่ได้มีการทํากฎหมายในเรื่องว่าด้วยการบังคับ คดีของตัวเอง แต่ไปอิงกฎหมายแพ่ง เพราะฉะนั้นการตีความเจ้าของทรัพย์ก็จะกลายเป็นว่า หน่วยราชการนั้นเป็นเจ้าของทรัพย์ แต่ประชาชนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ ซึ่งดิฉันคิดว่าในส่วนนี้ เป็นประเด็นที่มีความสําคัญเพราะถ้าหากว่ามีการทําประเด็นนี้ให้ชัดเจนว่าอาจจะต้องไป แก้ไขกฎหมายที่จะทําให้เกิดความชัดเจนว่าประชาชนผู้เสียภาษีทั้งหลายนั้นคือเจ้าของทรัพย์ ตัวจริงไม่ใช่หน่วยราชการ เพราะว่าหน่วยราชการนั้นเมื่อมีกรณีที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ ทับซ้อนแล้วก็อาจจะกลายเป็นผู้ที่ไม่ยอมตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น ดิฉันคิดว่าในเอกสารชิ้นนี้ของทางคณะกรรมาธิการไม่ได้ระบุประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน ดิฉันก็อยากให้มีการเพิ่มว่าควรจะมีการระบุลงไปด้วยว่าผลประโยชน์ทับซ้อนนั้น คือรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชัน แล้วก็เวลานี้มันก็มีกฎหมายหลายฉบับที่อาจจะ เปิดช่องให้เกิดการทับซ้อนในเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างส่วนตัวกับส่วนรวมอย่างถูกต้อง ตามกฎหมาย ดิฉันคิดว่าที่จริงถ้าทําอย่างรวดเร็วแบบที่เราทําการแก้หรือการปฏิรูป แบบควิกวินนี้นะคะ แก้กฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยคุณสมบัติมาตรฐานของกรรมการและ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งในกฎหมายฉบับนั้นเปิดช่องให้ข้าราชการระดับสูงซึ่งไปอยู่ในบอร์ด รัฐวิสาหกิจสามารถที่จะไปอยู่ในบริษัทลูกซึ่งอาจจะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจถ้าหากกรรมการ บอร์ดนั้นเห็นชอบด้วย ซึ่งจุดนี้ทําให้กระบวนการการแบ่งแยกอํานาจที่เราเรียกว่า เซพพาเรชัน ออฟ เพาเวอร์ (Separation of Power) หรือเซพพาเรชัน ออฟ ดิวตี (Separation of Duty) ไม่เกิดขึ้น แล้วทําให้เกิดการเอื้อประโยชน์กันขึ้นมาได้ ซึ่งดิฉันคิดว่าน่าจะมีการเพิ่มในส่วนนี้เข้าไป ส่วนประเด็นในข้อ ๑.๗ ที่ระบุว่าการให้ สภาทนายความมีส่วนช่วยภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในการต่อสู้กรณีทุจริตคอร์รัปชัน ในกระบวนการยุติธรรม อันนี้ก็ไม่ค่อยชัดเจนนะคะว่าต่อสู้แบบไหน ดิฉันคิดว่าประชาชน ที่ต่อสู้กับการตรวจสอบนั้นถูกฟ้องเยอะมาก อย่างดิฉันเองถูกฟ้องหลายคดีมาก ถ้าหากว่า จะเขียนให้ชัดเจนว่าควรจะมีหน่วยงานหรือแผนกในสภาทนายความที่ช่วยเหลือประชาชน ในคดีที่ประชาชนถูกฟ้องร้อง อันเกิดจากการตรวจสอบเรื่องที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ เราไม่มีอัยการสําหรับภาคประชาชนนะคะจะเป็นทนายของประชาชนที่ต่อสู้ในคดีทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าหากจะมีการเพิ่มในส่วนนี้ก็จะมีความชัดเจนนะคะ

ข้อต่อมาดิฉันคิดว่าประเด็นที่เรียกร้องให้องค์กรตรวจสอบยกตัวอย่าง ป.ป.ช. ต้องรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่เราเรียกว่าแอคเคาน์ทะบิลิตี (Accountability) ดิฉันคิดว่าไม่ใช่ เพียงแค่การเปิดเผยทรัพย์สินต่อสาธารณะอย่างเดียว ดิฉันคิดว่าคดีหลายคดีที่หมดอายุความ ทั้งที่ใช้เวลาเป็น ๑๐ ปี ควรจะระบุว่าเขาจะมีความรับผิดชอบต่อคดีที่หมดอายุความตรงนี้ อย่างไร หรือการประเมินประเทศไทยในเรื่องของมาตรฐานความโปร่งใสนั้น โดยองค์กร ความโปร่งใสนานาชาติ เราสอบตกมาทุกปี ดิฉันอยากเห็นความรู้สึกขององค์กรที่ตรวจสอบ เรื่องทุจริตหรือปราบปรามทุจริตนั้นเกิดความกระตือรือร้นหรือควรจะต้องผูกพันว่า ถ้าประเทศไทยยังสอบตกอยู่เรื่อย ๆ ทําอย่างไรให้องค์กรเหล่านั้นมีความรู้สึกรู้ร้อน รู้หนาว ไม่ใช่ว่าเขาตรวจสอบก็ตรวจสอบไปเราก็ทําไป ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง ดิฉันคิดว่าถ้ามีการทํา ในส่วนนี้ได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะคะ

อีกประการหนึ่งในเรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการ ทุจริตคอร์รัปชัน จะพูดถึงในเรื่องของระบบ ในเรื่องกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับ องค์กรต่าง ๆ เช่น องค์กรอิสระ องค์กรตรวจสอบภาครัฐ สํานักงานอัยการสูงสุดและศาล เราอาจจะมีการระบุ หลายเรื่องว่าเช่นห้ามไปอยู่ในบอร์ด (Board) รัฐวิสาหกิจอย่างอัยการเป็นต้น ดิฉันคิดว่า อีกประเด็นหนึ่งที่เราไม่ได้คิดถึงกันเลยก็คือเวลานี้มีเครือข่ายการสร้างคอนเนคชัน (Connection) ผ่านการอบรมของหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงจํานวนมาก แล้วก็เครือข่าย เหล่านั้นดึงเอาศาล อัยการ นักธุรกิจต่าง ๆ เข้ามาศึกษาหลักสูตรเดียวกัน ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้ เป็นอันตรายเพราะมันกลายเป็นสร้างเครือข่ายในระบบอุปถัมภ์ใหม่ขึ้นมา สามารถเจรจา สามารถช่วยเหลือกันได้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในคอนเนคชันเหล่านั้น เวลาคุณไปฟ้องอะไร คุณอาจจะแพ้ก็ได้นะคะ สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้มีระบบหลักสูตรต่าง ๆ ของศาลจํานวนมาก ซึ่งดิฉันคิดว่า เป็นอันตรายมาก ข้อต่อมาองค์กรอิสระของภาครัฐ ดิฉันคิดว่าอย่างคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ อย่าง ป.ป.ช. นั้นควรจะมีกรรมการที่มาจากคนนอก ไม่ใช่เพียงแต่ว่ามีข้าราชการ หรือข้าราชการเกษียณมาเป็นกรรมการเท่านั้น เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่า เมื่อเรารับแต่ข้าราชการเกษียณนั้น ความตื่นตัวหรือการรับรู้ในเรื่องที่จะเคลื่อนไหวก็ช้าลง เพราะเรื่องทุจริตดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วมาก แล้วก็มีกระบวนการใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก แต่ถ้าหากว่าองค์กรเหล่านี้เป็นเพียงแค่องค์กรของข้าราชการ รวมทั้งข้าราชการ เกษียณอย่างเดียว ดิฉันคิดว่าจะตามการทุจริตที่มีรูปแบบหลากหลายเหล่านี้ไม่ทัน เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าเวลามันน้อย ดิฉันก็คงอยากจะเพิ่มสิ่งเหล่านี้เข้ามาในเอกสารที่ คณะกรรมการได้นําเสนอ ขอบพระคุณค่ะ