วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เสนอแนวคิดในการฟ้องร้องผู้ทุจริตและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการฟ้องร้อง และเสนอการเปลี่ยนแปลงสํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เพื่อส่งเสริมการทํางานของภาคประชาชนที่มีผลกระทบต่อสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ผมสนับสนุนเต็มที่เลยนะครับ เรื่องที่เสนอมา แต่ผมอยากจะแสดงความคิดเห็น เพิ่มเติมท่านประธานครับ โดยเฉพาะเรื่องผู้เสียหาย ผมว่าผู้เสียหายนี้ผมเห็นด้วยครับ ที่ต้องให้เอกชนเข้าไปเป็นผู้เสียหายในเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันหรือการรักษา เพื่อสาธารณประโยชน์และสิ่งแวดล้อม โดยไปแก้ไขใน วิ. อาญากับ วิ. ปกครอง เพราะมันใส่ใน รัฐธรรมนูญมันก็คงจะลําบาก เพราะว่าส่วนใหญ่มันก็อยู่ตรง วิ. อาญา กับ วิ. ปกครองครับ ท่านประธาน มีการโกงที่หลวงเป็นจํานวนมากด้วยการออกโฉนดทับที่หลวง พอเอกชนจะไปฟ้อง เพิกถอนก็ไม่ได้ เพราะว่าไม่เป็นผู้เสียหาย อันนี้มันก็เป็นปัญหา ไปถมที่หลวงเอกชนไปร้อง ก็ไม่ได้ คือไปฟ้องศาลก็ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ผู้เสียหาย ทั้ง ๆ ที่เอกชนนั้นมีความเสี่ยงมาก ท่านประธาน ถ้าฟ้องไม่เป็นความจริงตัวเองก็ต้องรับความผิดฐานฟ้องเท็จ ไม่ใช่ว่าคนฟ้อง อยากจะฟ้องใครก็ฟ้องได้ เพราะฉะนั้นคนฟ้องก็มีความเสี่ยงเหมือนกันว่าถ้าคุณฟ้อง โดยเจตนากลั่นแกล้งเขาหรือข้อมูลไม่ถูกต้องชัดเจน คุณก็อาจจะโดนกลับ ในข้อหาฟ้องเท็จ ก็เสียหายมันก็ตามไปด้วยละเมิด เพราะฉะนั้นการเปิดให้เอกชนไม่ใช่ว่าเอกชนใครอยากจะ ไปฟ้องก็ฟ้อง เขาก็ต้องดูว่าแน่ใจว่ามันมีโอกาส หรือว่ามันมีมูลแล้วมีความผิดจริงแน่นอน และการฟ้องศาลมันก็ต้องไต่สวนว่ามีมูลหรือเปล่าด้วย เพราะฉะนั้นการเปิดโอกาสให้เอกชน เป็นผู้เสียหายในเรื่องต่าง ๆ ที่ผมพูดไปนี้ผมว่าอันนี้มันจะเป็นประโยชน์ จะทําให้ประชาชน ลุกขึ้นมาช่วยกันร้องเพิกถอนที่ราชการไปออกโฉนดทับที่เขา ครั้นจะให้คนไปออกโฉนดทับที่ คนทําผิดเองไปเพิกถอนของตัวเองมันเป็นไปได้ยากครับ ผมว่าหลายเรื่องมันก็จะชัดเจน ยิ่งขึ้นครับท่านประธาน อย่างที่ซอยร่วมฤดีเห็นไหมครับ ที่บอกว่าควรมีความกว้างตลอด ๑๐ เมตร อันนี้เอกชนก็ฟ้อง ก็ให้รื้อถอนตึก แต่อันนั้นพอดีเอกชนนั้นได้รับความเสียหาย โดยตรงตามมาตรา ๓๓๗ เดือดร้อนเกินกว่าปกติเขาก็ไปได้ อันนี้ผมยกตัวอย่างให้ว่าการให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนี้จะเป็นประโยชน์มาก
อันที่ ๒ เราต้องหาแหล่งเงินสนับสนุนการทํางานของภาคประชาชนว่า ประชาชนไหนลุกขึ้นมาฟ้องเพิกถอนนี่ ถ้าเพิกถอนสําเร็จมีค่าใช้จ่าย เราก็ต้องช่วยออกให้ แล้วผมว่าแหล่งเงินที่จะเอามาช่วยสนับสนุนเรื่องนี้ได้ดีที่สุดนะครับ ผมว่าการเปลี่ยน สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลให้มันเป็นสํานักงานสลากวิสาหกิจเพื่อสังคมนะท่านประธาน เป็นต้นแบบแห่งวิสาหกิจเพื่อสังคม หารายได้เข้ามาทํางานด้านสังคมไม่ว่าปราบปรามทุจริต สร้างสวัสดิการ ขยายเอสอี (SE) ต่อไป มันจะเป็นตัวขับเคลื่อนใหญ่แล้วก็จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกัน ก็อาจจะลดเรื่องคอร์รัปชันในองค์กรได้เองด้วยครับ เพราะเราก็รู้ว่าที่หวยทุกวันนี้ ท่านประธานครับขายหน้าสํานักงานกองสลากกินแบ่งรัฐบาลก็ใบละ ๑๐๐ บาทแล้วครับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับห้ามขายเกิน ๘๐บาท แล้วรัฐบาลนี้บอกว่าจะให้มันลงไป ๘๐ บาท มันพุ่งขึ้นมา ๑๐๐ บาท สูงกว่าทุกยุคทุกสมัยผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ก็เพราะยี่ปั๊วปั่นราคา ครับท่านประธาน มันก็เหมือนหุ้นนะ มีของอยู่ในมือปั่นคนก็ไม่ไปทําอะไร ยิ่งไม่ไปทําอะไร มันก็ยิ่งปั่นใหญ่มันก็เหมือนปั่นหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าเรามันเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมทุกคนก็จะ เข้าไปดูแลไม่ให้มีรายใหญ่มีแต่รายย่อย ให้คนยากคนจน ผู้สูงอายุ คนแก่ คนพิการขายมันมี แต่ประโยชน์แล้วเอาประโยชน์นั้นมาต่อสู้กับทุจริตคอร์รัปชันขยายโซเชียล เอ็นเตอร์ไพร์ส (Social Enterprise) อะไรอื่น ๆ ต่อไปอีกครับ นอกจากนั้นยังสามารถเอามาทําเรื่องอะไรครับ ปลูกฝังกับสื่อครับท่านประธาน สื่อนี่สําคัญครับ แต่การที่จะใช้สื่อรณรงค์เรื่องทุจริตคอร์รัปชัน มันก็ต้องใช้เงินครับ เพราะฉะนั้นจะไปใช้เงินภาครัฐตัวเองมันก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเงินนี่ถ้าเอามาใช้กับสื่อแล้วรณรงค์กันอย่างจริงจัง ผมเชื่อแน่ครับ มันจะช่วยให้เกิดความสําเร็จได้ง่าย แล้วการรณรงค์มันต้องเอาเคส (Case) จริงครับ ท่านประธาน ไม่ใช่มาพูดร่ํา ๆ ลอย ๆ แต่มันต้องไปขุดค้นเอาเคสจริงที่มีทุจริตคอร์รัปชันมา และภาคประชาชนลุกขึ้นมาแล้วก็ทําได้สําเร็จในเรื่องอะไรบ้างต่อไปคนก็จะเข้าใจและเชื่อ แล้วก็ใช้โซเชียล มีเดีย (Social Media) ใช้อะไรเข้าช่วยนี้นะครับมันก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เงิน เพราะฉะนั้นผมสนับสนุนความเห็นนี้แล้วผมก็อยากให้เปลี่ยน สํานักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเหมือนในอารยะประเทศ หลวงอยากจะเก็บภาษีก็เก็บไปที่เหลือก็เอามาทํางานเพื่อสังคมครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน