สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล หารือเรื่องการป้องกันการทุจริต โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลูกฝังจิตสํานึกที่เริ่มต้นจากครอบครัวและชั้นเรียน พร้อมให้เหตุผลและตัวอย่างที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกุศลและการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานในการปราบปรามการทุจริต

นายเดชฤทธิ์ ปัญจะมูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม เดชฤทธิ์ ปัญจะมูล จังหวัดปราจีนบุรี เท่าที่ได้รับฟังรายงานจากคณะกรรมาธิการในเรื่องของการป้องกันและ การทุจริต ก็ทําให้มองเห็น ยิ่งมาดูประวัติความเป็นมาภูมิหลังของคณะกรรมาธิการ ทุก ๆ ท่านแล้ว ทําให้มองเห็นว่าเราน่าจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้างแล้ว เพราะว่าแต่ละ ท่านนั้นก็เป็นคนที่การันตี มีพื้นฐานจากความซื่อสัตย์สุจริต รายงานของท่านนั้น ขออนุญาต ท่านประธานว่ามันค่อนข้างจะสอดคล้องกับเวทีที่พวกเราเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในจังหวัดซึ่งมันจะสอดคล้องกันกับเวทีที่เราเข้าไปสัมผัส ไปรับฟังกับพี่น้องประชาชน มาหลายสิบเวที ซึ่งผมได้หารือและพูดคุยกันกับ สปช. จากจังหวัดต่าง ๆ ก็มีความคิดเห็น คล้าย ๆ กันในเรื่องนี้

เรื่องแรกเลยนั่นก็คือในเรื่องของการป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบว่า เราจะทํากันอย่างไร พี่น้องประชาชนก็พูดกันออกมาครับว่าในอีก ๒๐ ปีข้างหน้านี้นั้น เขาอยากจะเห็นบ้านเมืองของเรานั้นปลอดจากการทุจริต คําถามสุดท้ายเขาบอกว่าวิทยากร กระบวนการได้ถามเขาว่าเขาจะทํากันอย่างไร เขาบอกว่าจะต้องทําที่ตัวเขาเองก่อนอันดับแรก นี่ก็คือสิ่งที่น่าชื่นใจว่าผมก็มองเห็นว่าที่คณะกรรมาธิการได้ทํารายงานขึ้นมาแล้วก็ได้ เตรียมการตรงนี้ผมก็มั่นใจว่าผนึกกําลังกับพี่น้องประชาชนที่ลงไปรับฟังความคิดเห็น เขาตื่นตัวในเรื่องของการป้องกันการทุจริตเป็นอย่างสูง แล้วก็รอง ๆ ลงมาก็ในเรื่องของ การซื้อสิทธิขายเสียง การสร้างความเหลื่อมล้ําอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็รองลงไป หลาย ๆ จังหวัดจะเป็นในลักษณะนี้ ก็กราบเรียนท่านประธานว่างบประมาณที่ท่านได้อนุมัติลงไปนั้นน่ะ ไม่สูญเปล่าหรอกครับ เป็นพลังและเป็นพลวัตให้กับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในที่แห่งนี้ด้วย ทีนี้ดูจากการรายงานของท่านคณะกรรมาธิการก็จะเน้นในเรื่องของการปลูกฝัง ในเรื่องของการป้องกันการทุจริตและในเรื่องของการปราบปรามจะทําอย่างไรนั้น จากการที่ ได้รับฟังความคิดเห็นมาผนวกกับการที่ศึกษาจากรายงานมาด้วย ก็ทําให้มองเห็นว่าในเรื่อง ของการปลูกฝังจิตสํานึกนั้น ๒ ประเด็นแรกครับ นั่นก็คือจะต้องรู้ปัญหาของมันก่อน รู้ปัญหา แล้วก็จะต้องเข้ามีส่วนร่วม ใครครับที่เข้ามามีส่วนรวม นั่นก็คือพี่น้องประชาชนจากฐานราก ที่จะช่วยกัน อย่างที่ท่านอาจารย์จุรีบอกว่าโครงการตาสับปะรดนั่นนะครับ ตรงนี้ก็จะต้องมี ในเรื่องของฐานรากก่อนนะครับ การปลูกฝังจิตสํานึกนั้นจะต้องเริ่มจากครอบครัวก่อน ผมขออนุญาตยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งซึ่งผมเห็นมาเป็นครอบครัวเล็ก ๆ แล้วก็ค่อนข้าง จะไม่ได้มีฐานะอะไรมากมายนัก แต่ความคิดความอ่านแล้วก็การปลูกฝังจิตสํานึกของลูกเขา เริ่มจากสอนลูกว่าเสื้อผ้าเก่าขอให้มันสะอาด เสื้อผ้าขาดก็ขอให้มีกลิ่นหอม ถึงแม้ว่าบ้านเขา จะยากเขาจะจนแต่ว่าขอให้เสื้อผ้าเขาทั้งสะอาดทั้งมีกลิ่นหอม ลูกเต้าเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มี ความซื่อสัตย์มีความกตัญญูต่อบ้านต่อเมืองต่อแผ่นดิน แล้วก็เติบโตเข้าไปรับราชการ ในตําแหน่งที่ดี ๆ กันทั้งหมด นี่ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง ต่อไปนั้นก็คือจากครอบครัวก็เข้าไปสู่ ชั้นเรียน ชั้นเรียนนั้นตั้งแต่อนุบาลจนกระทั่งถึงจบอุดมศึกษา ตรงนี้ควรจะมีในเรื่องของ สมุดบันทึกความดีตั้งแต่เริ่มต้นมาเลย จบไปแล้วเข้าทํางาน กรรมาธิการชุดนี้น่าจะต้อง บูรณาการกันกับกระทรวงศึกษาธิการ ก.พ. ก.พ.ร. ที่จะรับเด็กเหล่านี้เข้ามาทํางาน เป็นอันดับแรก

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของการป้องกันนั้น กระผมเห็นว่าการสร้าง ภูมิคุ้มกันให้กับการป้องกันการทุจริตหรือการขจัดโอกาสในทางทุจริต มันมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่สําคัญมากนั่นก็คือการกุศลทั้งหลายจากส่วนกลางซึ่งจะมุ่งลงไปสู่ภูมิภาคกับท้องถิ่น พวกเราเรียกกันว่ากุศลภัย ไม่ว่าจะเป็นพระ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ไม่ว่าจะเป็นงานบอล งานโบว์ลิ่ง งานคอนเสิร์ต อะไรต่าง ๆ หลั่งไหลกันลงไปที่ภูมิภาคแล้วก็ท้องถิ่น ตรงนี้ละครับ จะเป็นการสร้างโอกาสของการทุจริต ท้องถิ่นจะไปเอาที่ไหน ถ้าไม่ใช่กับผู้ที่มีอิทธิพล และผลประโยชน์ ตรงนี้อันหนึ่ง

อีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องของการปราบปรามที่สําคัญก็คือองค์กรที่มีหน้าที่ ในการปราบปรามการทุจริตยังมีการผูกขาด ผูกขาดอันดับแรกเลยนั่นก็คือผูกขาดที่มา เนื่องจากว่า ป.ป.ช. นั้นมาจากข้าราชการระดับปลัดกระทรวง อธิบดี หรือเทียบเท่า ขาดความยึดโยงกับพี่น้องประชาชนทั้ง ๙ ท่าน ควรจะให้มีพี่น้องประชาชนอย่างน้อยสัก ๔ ใน ๙ ท่าน ก็ยังดีครับ

ต่อมานะครับผูกขาดในเรื่องของความล่าช้าในเรื่องของอายุความไม่น่าจะ เกิดขึ้นในเรื่องของขาดอายุความ น้ําท่วมจนบัดนี้ยังหาผู้ที่รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ยังไม่ได้ ผูกขาดในเรื่องของมาตรฐานแล้วแต่ว่ามาตรฐานจะสนใจในเรื่องอะไร ก็หยิบตรงนั้นขึ้นมา ประชาชนยังสงสัยในเรื่องมาตรฐาน ผูกขาดในเรื่องของการอยู่ยาว ๆ ๙ ปีน่าจะยาวเกินไป ผมว่าน่าจะสัก ๕ ปี ๖ ปีก็เพียงพอแล้วสําหรับอายุของ ป.ป.ช. นอกจากนั้นในแต่ละปี ๆ ก็น่าจะต้องมีการประเมินผลโดยคณะกรรมการประเมินผลในระดับชาติ

สุดท้ายครับในเรื่องของการผูกขาดนั่นก็คือเมื่อครบเวลาแล้ว ผูกไปแล้ว ผูกกันจนขาดแล้ว ก็ไม่ควรจะเอาที่ขาดนั้นมาผูกกันใหม่ครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ