สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

จุรี วิจิตรวาทการ หารือเรื่องคอร์รัปชันและผลเสียต่อสังคม โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เพื่อต่อต้านการทุจริต และเรียกร้องให้สปช. เป็นหัวหอกในการสร้างนโยบายและโครงสร้างระบบที่จะช่วยให้สังคมเข้มแข็ง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลดการคอร์รัปชันในประเทศ โดยนำเสนอประสบการณ์ของประเทศที่มีการเจริญเติบโตและลดการคอร์รัปชัน เช่น สแกนดิเนเวีย นิวซีแลนด์ และเอเชีย และแนะนำวิธีการปลูกฝังจิตสํานึกในเด็กและคนในสังคมด้วยการเรียนรู้ คุณงามความดีและจริยธรรม

นางจุรี วิจิตรวาทการ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ และสมาชิก สปช. ทุกท่าน ท่านประธานประมนต์ได้พูดถึงความเสียหายของคอร์รัปชันต่อสังคมในเชิง เศรษฐกิจและอื่น ๆ ดิฉันขอเสริมนิดหนึ่งว่าผลเสียของการทุจริตคอร์รัปชันนั้นจะมีมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการตอกย้ําความเหลื่อมล้ําทางสังคม เพราะทําไมคะ เพราะว่าคนรวย มีทางเลือกมากกว่า คนจนไม่มีทางเลือก ไม่ว่าโครงการ งบประมาณต่าง ๆ ที่ลงไปสู่สังคมนั้น ที่ควรจะให้กับประชาชน คนจนนั้นควรจะได้รับเบนเนฟิท (Benefit) ได้รับผลประโยชน์ ยกตัวอย่างเช่น นมโรงเรียน นมโรงเรียนที่รัฐบาลได้จัดสรรให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ถ้าสมมุติว่า เด็กคนจนในชนบทห่างไกลได้รับนมที่เสียหาย ไม่ดี หมดอายุ ไม่มีคุณภาพ เขาก็ยังต้องทาน ถ้าเขาไม่ทานเขาไม่มีทางเลือก แต่ถ้าเป็นลูกคนรวยแล้วมีทางเลือกมากมาย ถ้าลูกเรากลับมา บอกเราว่ารสไม่ดี กลิ่นไม่ดี วิธีแก้ปัญหาง่าย ๆ ของคนที่พอมีรายได้ ก็จะบอกว่าอย่าทานลูก กลับมาบ้านเดี๋ยวพ่อซื้อให้ แม่ซื้อให้ ตัดปัญหา แก้ปัญหาได้เลย หรือว่าคุณภาพโรงเรียนไม่ดี มีการโกงกินต่าง ๆ ในโรงเรียนหรืออะไรต่าง ๆ เด็กไม่สามารถที่จะย้ายโรงเรียนได้เหมือนกับ คนที่มีรายได้ เพราะฉะนั้นคอร์รัปชันนั้นความเสียหายก็คือตอกย้ําความเหลื่อมล้ําทางสังคม ทําให้สังคมที่มีความเหลื่อมล้ําอยู่แล้วยิ่งเสียหายมากขึ้น ดิฉันคิดว่าเป็นประเด็นนี้ที่เรา จะต้องช่วยกันมองแล้วคิดว่ามันสร้างความเสียหาย ทําให้สังคมแตกแยก เพราะว่าคอร์รัปชันนั้น เป็นการสร้างความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อประชาชนและต่อสังคม

ทีนี้ในประเด็นของคอร์รัปชันบั่นทอนคุณธรรมและจริยธรรมทางสังคม ดิฉันคิดว่า เราเห็นได้มากมายเลย ผลเสียต่าง ๆ การขาดจิตสํานึกอยู่กับคุณค่าความดีของมนุษย์ อันนี้ เห็นชัดเจนเลยทําให้สังคมในยุคใหม่ที่เมื่อกี้ท่านประธานประมนต์พูดถึงว่าทําไมเด็กถึงได้ ลอกการบ้านกัน เวลาเรียนกันลอกข้อสอบกันแล้วไม่รู้สึกว่าผิด อันนี้นี่ละคือมาจาก ความเสื่อมของคุณธรรม จริยธรรมในสังคมที่มองว่าเป็นเรื่องเล็ก โลกนี้เป็นสีเทาหมด ใคร ๆ เขาก็ทําได้ สิ่งเหล่านี้มันเกี่ยวพันโยงเกี่ยวกันหมด เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้นํามาถึงวิกฤติ ศรัทธาวิกฤติภาวะความศรัทธาในสถาบันต่าง ๆ ของสังคม รวมทั้งวิกฤติศรัทธาในตัว ผู้นําด้วย ประเทศที่จะเข้มแข็งก้าวต่อไปได้ไม่สามารถที่จะอยู่ในสภาพแบบนี้ เราจะต้องมี ศรัทธาในสังคม ในตัวผู้นําในประเทศของเรา และประชาชนต้องมีความรู้สึกหวงแหน ในผลประโยชน์ของสาธารณะ ขณะนี้ภาษีอากรที่เราจ่ายกันไปมันเป็นของทุกคนแต่ว่า ไม่ค่อยรู้สึกหวงแหน ปล่อยให้เข้าไปอยู่ในมือของคนจํานวนน้อย ดิฉันคิดว่าความเสื่อมถอย ต่าง ๆ ของคอร์รัปชันและเรื่องเหล่านี้มันเกี่ยวพันโยงกันไปหมดเลย ทําให้สังคม ขาดเป้าหมายทิศทางที่จะไปร่วมกัน เดินร่วมกันไปในทิศทางเดียวกัน ความเห็นแก่ตัวของคน ก็ทวีคูณขึ้น และเวลาเดียวกันก็มีการล่วงละเมิดกติกา ใครล่วงละเมิดกติกา ระเบียบได้หา ช่องทางที่จะให้ตัวเองหลุดพ้นไปได้กลายเป็นฮีโร (Hero) ของสังคม เพราะฉะนั้น การบิดเบียนความดี ความถูกต้องความเหมาะสม ความชอบธรรม กลายเป็นเรื่องที่สัมพันธ์ โยงเกี่ยวและคอร์รัปชันตอกย้ําสิ่งเหล่านี้ ทําให้สังคมในภาพรวมเสียหาย ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทําให้ดิฉันคิดว่าเราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาดูถึงว่าทําอย่างไรเราจะต้อง ช่วยกันปลูกฝังคุณค่าความดี คุณธรรม จริยธรรม เพื่อต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แต่ว่า ในเชิงนโยบาย โครงสร้างระบบในขณะนี้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ที่เป็นทางการและในภาพรวมไม่มี แต่มีความพยายามจากหลายภาคส่วนที่ช่วยกันทําในลักษณะที่ไม่ได้สัมพันธ์โยงเกี่ยวกัน เพราะฉะนั้นมันถึงเวลาที่เราจะต้องรวมพลัง โดยเฉพาะ สปช. นั้นจะต้องเป็นหัวหอกในการ ที่จะสร้างนโยบายโครงสร้างระบบกลไกต่าง ๆ ที่จะทําอย่างไรให้พัฒนาคน คุณธรรม จริยธรรม เพื่อที่จะต่อต้านคอร์รัปชัน และเพื่อที่จะทําให้สังคมเข้มแข็งต่อไปนะคะ

ทีนี้ในส่วนของประเทศที่เขามีความเจริญ ถ้าเราดูดัชนีชี้วัดคอร์รัปชัน ประเทศที่อยู่ในต้น ๆ ที่มีคอร์รัปชันน้อย ทุก ๆ ประเทศมีการรณรงค์ สร้างจิตสํานึก ปลูกฝัง จิตสํานึกที่ตัวคนทั้งนั้น ไม่ว่าประเทศในสแกนดิเนเวียที่อยู่สูง ประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศในเอเชียที่เขาอยู่ในอันดับคอร์รัปชันน้อย อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกง เขามีความพยายามทั้งนั้นเลยในการปลูกฝังจิตสํานึกให้กับคนในสังคม ในการพยายามที่จะ ชูประเด็นเหล่านี้ว่าคนต้องเป็นคนดีด้วย เด็กต้องเป็นเด็กดีมาตั้งแต่เด็กเล็ก ในโรงเรียน จะต้องตอกย้ํา ชุมชนจะต้องเข้าใจในเรื่องของคุณงามความดีและคุณธรรม จริยธรรม สิ่งเหล่านี้มันเป็นพื้นฐานที่คนในสังคมจะไม่ไปทําอะไรที่ไม่ถูกต้อง แล้วก็ไม่ถูกยั่วยุ โดยพลังต่าง ๆ ที่ยั่วยุให้บิดเบือนความถูกต้องและความชอบธรรมนะคะ

ทีนี้ดิฉันคิดว่าความสัมพันธ์ถ้าเราจะมองแล้วดิฉันอยากจะเปรียบเปรยและ ดิฉันพูดหลายครั้งแล้วก็มีความรู้สึกว่าในสังคมไทยยังไม่ได้รับกันเต็มที่ เรามักจะไปมองที่ กลไกระบบโครงสร้างใหญ่ ดูกฎหมาย ดูอะไรต่าง ๆ แต่ว่าในมิติของคนเราอาจจะให้ความใส่ใจ น้อยเกินไป เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเปรียบเทียบแล้วเปรียบเสมือนว่าคนคือซอฟต์แวร์ (Software) แต่ว่าโครงสร้างระบบกลไกต่าง ๆ นั้นคือกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับอะไร ต่าง ๆ ส่วนเหล่านี้คือฮาร์ดแวร์ (Hardware) ทีนี้ฮาร์ดแวร์ของเรา เราปรับเปลี่ยนไปเรื่อย เราไม่ล้าสมัยใครเลย กฎหมายเราก็มีมากมาย สถาบัน องค์กรต่าง ๆ ที่จะปราบคอร์รัปชัน เมื่อสักครู่นี้ท่านอาจารย์สังศิตก็พูดมามากมายหลายอย่าง เราไม่ได้แพ้ใคร ไม่ได้น้อยหน้า ประเทศไหน แต่ทําไมคอร์รัปชันเราถึงยังสูง ดิฉันคิดว่าสาเหตุหลักอันหนึ่งอยู่ที่ว่าคนไทย คนไทยเราเองนั้นไม่ได้รับการปลูกฝังสิ่งเหล่านี้ สมัยก่อนเราใกล้วัด ศาสนามีอิทธิพลต่อชีวิต ของคน เรารู้บาปบุญคุณโทษ ถูกผิดชั่วดี หลัง ๆ สังคมก็เปลี่ยนไป วิชาที่เกี่ยวกับหน้าที่ พลเมืองศีลธรรมเราก็ไม่ได้ใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ เราไปเน้นให้คนเก่ง ให้คนสามารถจะแข่งขันได้ อยากรวย อยากเก่ง แต่ว่าเราละเลยประเด็นของคุณค่าความเป็นคน คุณธรรม จริยธรรม ในตัวคนที่มาจากภายใน ตรงนี้ล่ะดิฉันคิดว่าเป็นจุดอ่อนจุดหนึ่ง เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่เรา จะต้องให้เกิดความสัมพันธ์เกี่ยวโยง สอดคล้องกันระหว่างซอฟต์แวร์ คือคน ความคิด ค่านิยม ความเชื่อของคน และฮาร์ดแวร์คือระบบของโครงสร้าง ระบบกฎหมาย กลไกต่าง ๆ นะคะ

ในกรอบต่อไปดิฉันคิดว่าความร้ายแรงของปัญหานี้มาจากปัจจัยทั้งภายใน และภายนอก ปัจจัยภายใน ภายนอกของประเทศ ปัจจัยภายในนั้นมีมากมายตั้งแต่ พันธนาการจากอดีตหลายอย่างที่ดิฉันอาจจะไม่ต้องพูดถึง ท่านประมนต์พูดแล้วว่าระบบ อุปถัมภ์ ระบบความกตัญญูแบบไร้เหตุผลหลาย ๆ อย่าง ซึ่งเป็นระบบเก่า ๆ เป็นแพคเกจ (Package) เป็นอะไรที่เราติดยึดมาจากในอดีตแล้วนํามาใช้ และระบบการศึกษาที่เรามีอยู่ ไม่ได้เสริมแก้ตรงนี้เลย ถึงแม้ว่าอัตราการเรียนของคนเพิ่มขึ้น คนจบประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ปริญญาโท ปริญญาเอกมากขึ้นในประเทศ แต่ว่าเราเรียนเพื่ออะไรคะ ในช่วงหลังนี่เรียนเพื่อได้ปริญญา เรียนเพื่อสอบได้ เรียนเพื่อเรียนจบ เรียนเพื่อมีวุฒิประกอบ ตัวเอง สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ทําให้คนใช้ความคิดในเชิงวิจารณญาณในความคิดวิเคราะห์ คิดเป็น ตัดสินใจเป็น การเรียนรู้ของคนไทยข้อบกพร่องในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นไม่ได้มาช่วยเสริม แก้ปัจจัยต่าง ๆ ที่มาจากอดีต เราไม่ได้ถกคิด ไม่ได้มีการวิเคราะห์จริง ๆ ว่าประเด็นที่ติดตัว เรามาจากอดีตมีอะไรที่จะต้องปรับแก้ เพื่อที่จะเข้าสู่ระบบใหม่ได้ ในเวลาเดียวกันกระแส จากภายนอกก็มามากมาย โลกาภิวัตน์ สื่อจากต่างประเทศ คุณค่าค่านิยมของความรวย เรื่องอะไรต่าง ๆ มันทําให้คนไทยทั้งประเทศใฝ่หา ถวิลหาความร่ํารวยมั่งคั่ง โดยไม่ได้ คํานึงถึงคุณค่าอื่น ๆ ตรงนี้นี่ล่ะที่ดิฉันคิดว่าความเสื่อมของคุณธรรม จริยธรรม ทําให้ความร้ายแรง ของปัญหาทวีคูณขึ้น ค่านิยมที่ไม่พึงปรารถนาเกิดมากขึ้น ๆ แล้วก็ทําให้ความร้ายแรง ของปัญหาคอร์รัปชันทวีคูณ และในเวลาเดียวกันคนดีก็ไม่มีพื้นที่จะยืนในสังคมไทย คนดี ๆ ถูกขับไปอยู่ชายขอบและบางทีถูกกลั่นแกล้งด้วยซ้ําไปอย่างที่เราทราบกัน ในสภาวะ อันนี้ถ้าเราจะมาดูว่าในเชิงทฤษฎีเราจะทําอย่างไรได้ ทําอย่างไรที่จะกลไกกํากับสังคมในการ ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน จริง ๆ แล้วมี ๓ ระดับ ขั้นแรกคือกฎหมายและกฎระเบียบ อันนี้เราก็จะทราบว่ากระบวนการยุติธรรมจะเป็นฝ่ายจัดการ มีการป้องปรามมีอะไรต่าง ๆ แต่ว่าอีกระดับหนึ่งคือบรรทัดฐานทางสังคม บรรทัดฐานทางสังคมนั้นสังคมไม่ยอมรับการ ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าสามารถจะปลูกฝังสร้างจิตสํานึกของคนในสังคม หรือว่าสังคมเอง ตระหนักไม่ยอมรับแบบที่เราเห็นในหลาย ๆ ประเทศ คือไม่ต้องใช้กฎหมายในการกํากับเลย เพียงแต่สังคมกันเอง ประชาชนกันเองไม่ยอมรับพฤติกรรมอะไรที่เกี่ยวกับการละเมิด คุณธรรม จริยธรรม อะไรที่เกี่ยวกับการส่อไปในทางทุจริตคอร์รัปชันประชาชนเขาไม่รับแล้ว หรือแม้กระทั่งความขัดแย้งของผลประโยชน์ ทับซ้อนของผลประโยชน์ ประชาชนก็ไม่เอาด้วย อันนี้มันก็เป็นกลไกที่จะบังคับให้คนไม่ทําอะไรที่ไม่ถูกต้อง แต่ว่าอีกระดับขั้นหนึ่งคือคุณธรรม ประจําใจ อันนี้คือเกี่ยวกับการปลูกฝังจิตสํานึกแล้ว ดิฉันคิดว่าความเข้มแข็งจากภายใน จะเป็นภูมิคุ้มกันต่อการทุจริตได้ดีที่สุด อันนี้มันต้องมีการปลูกฝัง เรื่องนี้ต้องมีการปลูกฝัง มาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เยาว์วัย ทั้งสังคมจะต้องขับเคลื่อนไปด้วยกันจะได้มีผล แต่ว่าจะเป็นอะไร ที่ยั่งยืนจีรังที่สุด เพราะว่าไม่ต้องมีตํารวจมาคอยเฝ้าจับ ไม่ต้องมีคนมาปรับ ไม่ต้องมีสังคม มาลงโทษ แต่ถ้าเราละเมิดทําผิดเราจะลงโทษตัวเราเอง เรื่องนี้ก็จะได้ประโยชน์มากที่สุด ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ววิถีชีวิตของคนในสังคมก็จะรังเกียจคอร์รัปชันแล้ว แปลว่าการป้องกัน ทุจริตคอร์รัปชันก็จะมีความยั่งยืน อย่างที่เราเห็นในประเทศที่เขามีคอร์รัปชันน้อย เพราะฉะนั้นคณะอนุกรรมาธิการชุดเราคิดกันมานานและคิดกันมาเยอะว่าเราจะใช้อะไรดี เราจะมีกรอบแนวความคิดเลยใช้ว่าคนไทยไม่โกง โดยมองว่าจะเสริมสร้าง ๓ พลัง โดยมี ๗ กลุ่มเป้าหมาย เราเริ่มจากเด็กเพราะเด็กเราคิดว่าจะได้ผลมากที่สุดเด็กในวัยเด็ก ๆ ดูดซึม ซึมซับ เรียนรู้อะไรได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นทําอย่างไรเสนอแพคเกจทั้งชุดของการที่จะ อบรมเด็ก สร้างจิตสํานึกให้เด็กทําอะไรต่าง ๆ เหมือนที่เคยทําแล้วในเรื่องของโครงการ หลักสูตรโตไปไม่โกง แต่ว่าอันนี้จะเสนอให้เผยแพร่ไปทั่วประเทศให้มีการอบรมความคิดต่าง ๆ แต่เราก็ตระหนักดีว่าเด็กนั้นถูกห่อหุ้มโดยสังคมใหญ่ เด็กมีพ่อแม่ เด็กมีชุมชนสังคมที่เขาอยู่ เด็กรับสื่อบริโภคสื่อ เด็กก็ยังต้องปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่ภาครัฐในบางครั้งหรือว่าตัวอย่าง ของบุคคลภายนอก สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสําคัญที่เด็กจะต้องพบเผชิญและสังคมในภาพรวม ประชาสังคม เพราะฉะนั้นใน ๗ กลุ่มเป้าหมายนั้นเราก็จะรวมถึงกลุ่มต่าง ๆ ในส่วนของเด็ก เราก็คิดว่าจะมีการใช้สื่อเพื่อกระตุ้นเด็ก ติดตามเด็ก พ่อแม่เองต้องมีบทบาท การปฏิรูป ครั้งนี้จะเน้นถึงความเชื่อมโยงต่าง ๆ พ่อแม่จะต้องมีส่วนในการที่จะเข้าใจในเรื่องการปลูกฝัง จิตสํานึกด้วย เริ่มตั้งแต่เป็นคู่สมรสกัน ไปจดทะเบียนสมรสก็ต้องมีการอบรมให้ข้อคิด ให้อะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม และการสร้างครอบครัวที่ดี หน้าที่ความรับผิดชอบต่อกัน เด็กและเยาวชนโตขึ้นมาต้องมีเครือข่ายให้เขาได้ทําอะไรร่วมกันอย่างยั่งยืน มีกิจกรรมและ พื้นที่รูปแบบต่าง ๆ ให้เด็กได้ทํางาน พื้นที่สร้างสรรค์ให้เขาทําอะไรได้อย่างสื่อกระตุ้น เพราะฉะนั้นในกลุ่มเยาวชน ๒๒ ล้านคนตั้งแต่เด็กไปจนถึงเยาวชน นักศึกษาที่อยู่ใน มหาวิทยาลัย รวมทั้งหมดแล้วจากแรกเกิดไปถึง ๒๕ ปี เราจะมีการเสนอความคิดที่นําไป ปฏิบัติได้ในครั้งต่อไป แต่ว่าคราวนี้เป็นคอนเซพชวล เฟรมเวิร์คว่าจะมีกลุ่มต่าง ๆ ที่เกี่ยวพัน กับเด็กที่น่าจะมีการปลูกจิตสํานึกอย่างไรบ้าง

ทีนี้ต่อไปเราก็มีในกลุ่มของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ภาครัฐ อันนี้ก็มีข้อเสนอ ในการปลูกจิตสํานึกสาธารณะให้เขาได้อย่างไร ความเป็นข้าราชการ สร้างเครือข่าย เจ้าหน้าที่ให้คนที่สนใจเรื่องความดี คุณธรรมไม่ว้าเหว่ มีเพื่อนที่จะยืน มีเครือข่ายที่จะร่วมมือกันทําอะไรได้ ที่จริงสํานักงาน ก.พ. ก็มีการตั้งคณะกรรมการจริยธรรม ในหน่วยงานต่าง ๆ ของข้าราชการพลเรือน แต่ว่าเครื่องมือต่าง ๆ จะต้องมีการเพิ่มมากขึ้น จะต้องมีอะไรมากขึ้นนอกจากอบรมแล้ว จะต้องมีการสร้างความยั่งยืนของความสัมพันธ์ และการยืนหยัดในเรื่องเหล่านี้ เรามองในเรื่องแคเรีย พาธ (Career path) ของคนทํางาน ถ้าทํางานทางด้านนี้ไปได้ไกลแค่ไหน เขาจะไปถูกโยกย้าย พอจะโตขึ้น มันเป็น โพรเฟสชันแนลลิซึม (Professionalism) ความเป็นวิชาชีพของเรื่องนี้หรือไม่นะคะ แล้วก็ เรื่องเนม แอนด์ เชม (Name and Shame) เรื่องการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมจึงคิด ให้รอบคอบ เราอยู่ในระหว่างการที่จะออกแบบตรงนี้ให้เห็นถึงว่ามันจะมีการปรับเปลี่ยนได้ อย่างไรบ้าง

ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ ๓ คือนักการเมืองและพรรคการเมือง อันนี้ต่อไปมันคง ไม่ใช่ ๗๔ พรรคกับอะไรนะ เราเอาตัวเลขที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ที่สําคัญคือใครจะเข้าสู่ พรรคการเมืองได้ การคัดเลือกเข้าสู่พรรคการเมืองนี้ต้องมีกลไกวิธีพิเศษอะไรหรือไม่ สังคม จะมีส่วนร่วมอย่างไรในการมองเรื่องนี้ ประเทศเกาหลีทุกครั้งที่มีคนสมัครรับเลือกตั้งเอ็นจีโอ (NGOs) ของเขา ภาคประชาสังคมเขาบางแห่ง เขาจะขึ้นชื่อเลยว่าคนนี้มีประวัติการทํางาน อย่างไร เราแบล็กลิสต์ (Blacklist) คนนี้คนโน้น เพื่อให้ประชาชนได้เลือกดูว่าคนคนนี้ เหมาะสมไหมที่จะเข้าสู่เป็นผู้แทนของเรา ทีนี้กลไกต่าง ๆ เหล่านี้มันสําคัญหรือว่า การปลูกฝังจิตวิญญาณของนักการเมืองให้เป็นคนดี คงจะมีอะไรมากกว่าการทําอาชีพอื่น ๆ ต้องสอบผ่านนี่ผ่านโน่น นักการเมืองควรจะมีกลไกอะไรไหมที่จะทําให้เขาเป็นนักเมือง ที่เรียกว่าฟูล เฟรช (Full Fresh) เต็มรูปได้ สังคมยอมรับได้ กลไกกํากับพรรคการเมืองอีก และวิธีการอื่น ๆ ดิฉันคิดว่ารวมทั้งการให้ความสําคัญกับผู้ที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เลือกคนด้วยว่าจะต้องเข้าใจในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมอย่างไร อันนี้ก็คือสังคมในภาพใหญ่ นะคะ

ทีนี้กลุ่มเป้าหมายที่ ๔ คือธุรกิจเอกชน ตอนนี้ธุรกิจเอกชนของประเทศไทย ถือว่าก้าวหน้ามากในเรื่องการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน คุณประมนต์ แอค (ACT) แล้วก็ยังมี ไอโอดี (IOD) ซึ่งทั้ง ๒ ส่วนทํางานกันในเชิงที่สร้างความโปร่งใสธรรมาภิบาลของบริษัท แล้วก็อบรมหลักสูตรแอนติคอร์รัปชัน (Anti-Corruption) ไอโอดีก็มีการให้เซอติฟิเคชัน (Certification) ให้รับประกันถ้าสมมุติว่ามีเครือข่ายของคอลเลคทิฟ แอคชัน (Collective action) คือว่า ถ้ามาเข้าหลักสูตรเรียนกันแล้วทําความดี ประเมินตัวเองแล้วว่าดีก็จะได้รับการยอมรับอะไร อย่างนี้นะคะ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องรับรองบริษัทตามมาตรฐานสากลว่าเขามี จิตที่จะร่วมป้องกันทุจริต เช่นเดียวกับยูเอ็น โกลบอล คอมแพค (UN Global Compact) ของสหประชาชาติ ที่บอกว่าบริษัทใหญ่ ๆ นั้นถ้าจะเข้ากระบวนการของยูเอ็น คอมแพค มีประเด็นหนึ่งที่จะต้องยอมรับคือไม่ทุจริต นอกจากตัวเองไม่ทําการทุจริตแล้ว บริษัทเหล่านี้ จะต้องสัญญาว่าต้องเลือกคู่ค้า คู่ค้าของตัวเองที่ไม่ทําทุจริตด้วย เพราะฉะนั้นมาตรฐานสากล เหล่านี้ก็มีความสําคัญ ทีนี้ตรงนี้นี่ล่ะเป็นอะไรที่เราจะต้องทํากันต่อไปให้ดูให้เป็นมรรคเป็นผลมากขึ้น

กลุ่มเป้าหมายที่ ๕ คือสื่อมวลชน สื่อมวลชนนั้น จิตสํานึกและจริยธรรมของ สื่อมวลชนเป็นอย่างไร มีส่วนในการที่จะเผยแพร่อะไรให้กับสังคมที่เกี่ยวข้องกับคุณธรรม จริยธรรมหรือไม่ เราทําข่าวแต่เฉพาะของดารานักร้องอะไรต่าง ๆ ที่มันไม่ค่อยเกี่ยวโยงกับ สาระที่เราคิดว่าสําคัญต่อสังคม แล้วก็การกํากับดูแลตัวเองดีแค่ไหน ในเวลาเดียวกัน การตรวจสอบสื่อมวลชนควรจะมาจากภาคไหน ประชาชนควรจะตระหนักในเรื่องนี้แค่ไหน แล้วก็ควรจะมีส่วนร่วมอย่างไรในการที่จะกํากับให้สื่อมวลชนนั้นมีคุณธรรม จริยธรรมด้วย เพราะว่าเป็นต้นแบบและเป็นผู้ที่จะกําหนด เป็นฝ่ายที่จะกําหนดการเสพสื่อของประชาชนด้วย

กลุ่มเป้าหมายที่ ๖ คือประชาสังคม อันนี้ดิฉันคิดว่าภาคประชาสังคม เป็นภาคที่มีความพิเศษไม่เหมือนกับภาคส่วนอื่น ๆ มีความเป็นอิสระ มีความเป็นตัวของ ตัวเองแล้วก็อาจจะไม่ได้คล้อยตามคนอื่นง่าย ๆ เพราะฉะนั้นการทํางานกับภาคประชาสังคม ก็เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ไม่ใช่ว่าไปชักจูงชี้นําได้ แต่เราก็เคยพบแล้วจากประวัติศาสตร์ ของไทยว่าผู้นําภาคประชาสังคม ที่จริงคุณรสนาที่เป็นสมาชิก สปช. ของเราก็เป็นนางเอก สําคัญในการที่จะจัดการกับเรื่องทุจริตยา สร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคมไทย ดิฉันคิดว่าภาคประชาสังคมในตอนนี้อาจจะอ่อนแรงไปเยอะ เนื่องจากกระบวนการพัฒนา การทางการเมืองและสังคม ๑๐ ปีที่ผ่านมาทําให้ภาคประชาสังคมอ่อนแรงลงไปมากนะคะ แต่อย่างไรก็ตามแต่ถ้าเป็นภาคประชาสังคมนั้นเป็นเอเยนต์ (Agent) สําคัญของการถ่ายทอด อุดมการณ์ได้ ทําอย่างไรที่จะทํางานด้วยกัน รณรงค์ให้ร่วมสร้างอเจนดา (Agenda) เรื่องการ ต่อต้านการทุจริตนะคะ และทุจริตในหลาย ๆ มิติ รวมทั้งโดยเฉพาะในการช่วยปลูกฝัง สร้างจิตสํานึกของคนด้วย ไม่ใช่ไปปราบ ไปปราม ไปจับอย่างเดียว

ทีนี้กลุ่มเป้าหมายที่ ๗ คือประชาชน ประชาชนทั้งหมดเราต้องมีการรณรงค์ คนไทยไม่โกง สร้างเครือข่ายต่าง ๆ ของผู้แจ้งเบาะแส ผู้รักษาความเป็นธรรม การตรวจสอบ ผู้กระทําความผิดจากภาคประชาชน เป็นหูเป็นตาเหมือนตาสับปะรดอย่างที่ว่านะคะ แล้วก็ อย่างเช่นเครือข่ายหมาเฝ้าบ้านของท่านประมนต์ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจและทําได้มากขึ้น ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคม ทีนี้ในที่สุดแล้วดิฉันคิดว่าเพื่อไม่ให้ใช้เวลาของท่านมาก เราอยากรับฟังความคิดเห็นจากท่าน สังคมไทยไม่โกง ดิฉันคิดว่าก็คือเป้าหมายสุดท้ายว่า ทําอย่างไรสร้างปลูกฝังจิตสํานึกคนไทยไม่โกง โดยทุก ๆ ภาคส่วนเข้าใจและขับเคลื่อนไป ในทิศทางเดียวกัน อันนี้ดิฉันก็รู้สึกว่าอย่างที่ท่านประมนต์ได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ท่านประธาน บอกว่าคณะกรรมการต่อต้านทุจริตแห่งชาติที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานก็ให้ ความเห็นชอบกับเรื่องที่จะปลูกฝังจิตสํานึก แล้วก็ให้ไฟเขียวว่าพยายามทําต่อไปในเรื่อง ทั้งรณรงค์ทางด้านสื่อในการอบรมเด็กและในการทํางานในระดับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็อาจจะเป็นช่วงโอกาสเวลาดีที่เราจะได้มีโอกาสทําอะไรหลายอย่างเพื่อปลูกฝัง จิตสํานึกในการต่อต้านคอร์รัปชันสร้างคนให้มีคุณภาพ สร้างคนให้มีคุณธรรม เพื่อให้คอร์รัปชัน น้อยลงขอบคุณค่ะ