สังศิต พิริยะรังสรรค์ เสนอแนวทางในการปราบปรามการคอร์รัปชัน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการป้องกันและปลูกฝังค่านิยมที่ดี การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การสร้างความเข้มแข็งให้กับกลไกการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริตของภาครัฐ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อเอาชนะการคอร์รัปชันในประเทศไทย
ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ที่ผมจะพูดถึง คือยุทธศาสตร์การปราบปรามนะครับ ยุทธศาสตร์การปราบปรามผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญที่สุด ไม่ใช่การปราบ การต่อสู้กับการคอร์รัปชันที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังและการป้องกัน ประเทศไหน ก็ตามที่มีการปราบปรามน้อยแสดงว่าสังคมนั้นเป็นสังคมที่ดี ผมคิดว่าต้องทําอย่างไรก็ตาม นะครับที่จะทําให้การปราบปรามการคอร์รัปชันในเมืองไทยมีจํานวนน้อยลงให้ได้
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการต่อสู้กับการทุจริตหรือการคอร์รัปชันสําหรับ ในประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรูปแบบใหม่ ๆ แบบแผนใหม่ ๆ ในการคอร์รัปชันที่แตกต่าง จากการคอร์รัปชันทั่วโลกหลายแบบเลยนะครับ ซึ่งผมคิดว่าการที่ใช้ความคิดจาก ต่างประเทศอาจไม่เพียงพอที่จะเอาชนะการคอร์รัปชันในประเทศไทยได้ การเอาชนะปัญหา นี้ของประเทศไทยต้องการความคิดใหม่ ๆ ต้องการความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ต้องการนวัตกรรมใหม่ ๆ ทางสังคมที่จะต่อสู้เพื่อที่จะควบคุมการคอร์รัปชันของบุคคลที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับ การคอร์รัปชัน ในยุทธศาสตร์การปราบปรามการคอร์รัปชันก็จะมีตั้งแต่เรื่องของ ภาคประชาสังคม มีเรื่องเกี่ยวกับกลไกการตรวจสอบของภาครัฐ เรื่องกระบวนการยุติธรรม แล้วก็การบูรณาการ แต่ในทั้ง ๔ องค์ประกอบที่เป็นส่วนประกอบของยุทธศาสตร์ในการที่จะ ปราบปรามการคอร์รัปชัน ผมคิดว่าบทบาทของภาคประชาสังคมควรเป็นภาคที่สําคัญที่สุด ถ้าไม่ทําให้ภาคนี้มีอํานาจในการทํางานมากขึ้น ไม่ทําให้ภาคนี้มีความสามารถในการเข้าถึง ข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ของภาครัฐมากขึ้น ก็เป็นเรื่องไม่ง่ายที่จะเอาชนะการคอร์รัปชัน ในประเทศไทย ผมคิดว่าผู้ที่กําลังเตรียมทําร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งยังมองปัญหาเรื่องของ การคอร์รัปชันด้วยมุมมองทางความคิดแบบดั้งเดิมมาก ซึ่งไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย ผมคิดว่า สังคมไทยต้องกล้าหาญที่จะกล้าเอาความคิดใหม่ ๆ เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์นะครับ ในการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปการคอร์รัปชันอย่างที่ผมได้เรียนแต่แรกว่าก็จะต้องมีการมีส่วนร่วมของ ภาคประชาสังคม จะต้องมีการสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลไกการตรวจสอบแล้วก็ การปราบปรามการทุจริตของภาครัฐ จะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับ การปราบปรามการทุจริตให้มีความโปร่งใส แล้วก็สุดท้ายก็คือเราจะบูรณาการหน่วยงาน ต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม แล้วก็องค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชัน เข้ามาได้อย่างไร
ในประเด็นแรกเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม สิ่งที่สําคัญที่สุด ก็คือทําอย่างไรที่จะทําให้มีเสียงร้องออกมาจากประชาชนที่เป็นผู้ที่แจ้งเบาะแส ขอประทานโทษครับ ภาษาอังกฤษใช้คําว่า วิสเซิล โบล์วเวอร์ (Whistle blower) ทําอย่างไรให้คนมีความกล้าหาญ ที่จะส่งเสียงร้อง แจ้งเตือนการทุจริตขึ้นมาให้ได้
แล้วก็ประการที่ ๒ ก็คือเมื่อเขาส่งเสียงแล้วกฎหมายจะเข้าไปให้การคุ้มครอง แก่คนเหล่านี้ในฐานะที่เป็นพยานได้อย่างไรนะครับ
แล้วก็ประการที่ ๓ ก็คือส่งเสริมให้ภาคประชาชนรวมตัวเป็นกลุ่มที่คอยจับตา เฝ้ามองการทุจริตด้วยความเอาใจใส่จริง ๆ ขอประทานโทษภาษาอังกฤษใช้คําว่า คอร์รัปชัน วอท์ชดอกซ์ (Corruption watchdog) แล้วก็ในส่วนที่ผมเห็นว่าสําคัญที่ท้าทายกับ สังคมไทยมากในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ยอมรับข้อนี้ ผมว่าแก้ปัญหาทุจริตไม่ได้ครับ ก็คือต้องให้ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมมีสิทธิ ในการฟ้องคดีทุจริตแบบกลุ่ม ภาษาอังกฤษเรียกว่าคลาส แอคชัน (Class action) ในคดี ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์หรือว่าทรัพย์สินสาธารณะ ขอประทานโทษภาษาอังกฤษใช้คําว่า พับบลิค อินเทอร์เรสท์ (Public interest) ถ้าเรื่องนี้ไม่ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญนะครับ การแก้ทุจริตฟาวล์ (Foul) ครับ ผมทราบว่า กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญไม่ยอมรับครับ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า สังคมไทย มีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมติดใจมากเลย ก็คือคําว่าพับบลิค อินเทอร์เรสท์ หรือผลประโยชน์ ของประชาชน ผลประโยชน์ของประเทศคืออะไรกันแน่ เมื่อเกิดปัญหาเรื่องนโยบายจํานําข้าว มีท่านคณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจของนิด้าไปร้องต่อศาลแห่งหนึ่งว่านโยบายนี้ จะทําความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างร้ายแรง ศาลได้พิจารณาแล้วไม่รับคําร้อง เนื่องจาก อาจารย์ท่านนั้นไม่ใช่ผู้เสียหาย เมื่อมีการโกงการเลือกตั้งโดยกรรมการ กกต. ๓-๔ ท่าน ช่วยเหลือพรรคการเมืองพรรคหนึ่งในการทุจริต มีคนไปร้องต่อศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้น ก็วินิจฉัยว่าเขาคือผู้เสียหายไหม ศาลชั้นต้นก็วินิจฉัยว่าเสียหาย ก็ตัดสินจําคุก กกต. ๓ หรือ ๔ ปี เขาก็อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็วินิจฉัยว่านายคนที่ไปร้องเรียนเป็นผู้เสียหายไหม ก็พบว่า เป็นผู้เสียหาย ก็ยืนยันให้จําคุก ๓-๔ ปี แต่เมื่อไปถึงศาลฎีกา ศาลฎีกาก็วินิจฉัยก่อนว่านายคนนี้ เป็นผู้เสียหายไหม การที่มี กกต. เขาร่วมกันโกงเลือกตั้ง ศาลก็วินิจฉัยว่าคุณไม่ใช่ผู้เสียหาย เพราะฉะนั้นจึงยกฟ้อง คําถามผมเกิดขึ้นทันทีเลยครับว่า ถ้าหากว่า กกต. ไปร่วมมือกับ พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลร่วมกันโกงเลือกตั้งใครคือผู้เสียหาย ถ้าไม่ใช่ประชาชน คือผู้เสียหาย ใครคือผู้เสียหาย แล้วถ้าประชาชนต้องการจะป้องกันตัวเอง ต้องการจะรักษา ผลประโยชน์ของประเทศเขาจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนที่เกิดขึ้นแบบที่ในประเทศตะวันตกเขาทํา ให้สามารถ รวมตัวเป็นองค์กรนิติบุคคลที่มีกฎหมายรับรองอย่างถูกต้องฟ้องในนามประชาชนเพื่อฟ้อง ต่อศาลคดีทุจริตได้ ผมคิดว่าวิธีนี้ต่างหาก ถ้าเราจะหวังแต่เครื่องมือของรัฐ จะหวังแต่ ป.ป.ช. จะหวังแต่ สตง. หวังได้ไหมครับ ผมว่าหวังได้ แต่ไม่ทั้งหมดครับ ต้องให้ประชาชนมีสิทธิ ในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศนี้ ไม่อย่างนั้นผมอยากจะตั้งคําถามว่าอํานาจของ ประชาชนอยู่ที่ไหน นิติบัญญัติประชาชนก็ไม่ได้ใช้อํานาจโดยตรง ให้ตัวแทนเข้ามาใช้ อํานาจ บริหารประชาชนก็ไม่ได้ใช้เองครับ มีตัวแทนไปใช้อํานาจ ตุลาการก็เหมือนกันครับ ประชาชนก็ไม่ได้ใช้อํานาจ และประชาชนเมื่อไรจึงจะมีอํานาจที่จะใช้ของตัวเองล่ะครับ ผมไม่เห็นมีทางเลย เพราะฉะนั้นในยุคปัจจุบันซึ่งในประเทศตะวันตกก็ได้ยอมรับ แล้วว่าประชาชนต้องได้รับการรับรองว่าเขาเป็นเจ้าของอํานาจด้วย ถ้ารับรองว่าเขาเป็น เจ้าของอํานาจก็ต้องให้อํานาจเขาปกป้องตัวเองด้วยการฟ้องคดีทุจริตแบบกลุ่มครับ
ในประเด็นที่ ๒ การสร้างความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบแล้วก็การ ปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ ก็มีหลายองค์กรที่เราพูดถึงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่ กกต. ป.ป.ช. ปปง. คตง. ที่สําคัญที่สุดก็คือจะทําอย่างไรให้กรรมการแล้วก็เจ้าหน้าที่ที่มาทํางาน ทํางานอย่างมีความเป็นวิชาชีพจริง ๆ เมื่อกี้ พลเรือเอก พะจุณณ์ ท่านได้พูดไปแล้วนะครับว่า องค์กรแบบนี้ไม่ใช่เป็นองค์กรที่ใครก็สมัครเข้ามาทํางานได้ครับ ต้องมีการตรวจสอบ ต้องมีการฝึกฝนเป็นอย่างดี เพราะสิ่งที่เขาทําเป็นงานยากกว่างานปกติ เขาต้องการ การอบรมเป็นพิเศษ ต้องการคนที่มีคุณภาพ
-๖๗/๑ ต้องการคนที่มีความซื่อสัตย์ ต้องการรักษาผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนเป็นพิเศษ องค์กรแบบนี้ จึงเป็นองค์กรที่เขาควรจะต้องมีการคัดเลือกกันอย่างจริงจัง แล้วก็มีคุณสมบัติที่สอดคล้อง กับงานนี้นะครับ ส่วนตัวของคณะกรรมการเองก็ตามถ้าจะเข้มแข็งได้ต้องมีระบบการ บริหารงานที่มีธรรมาภิบาล แล้วก็มีความรับผิดรับชอบต่อหน้าที่ ต้องเปิดเผยทรัพย์สินของ ตัวเองต่อสาธารณชน จัดทํารายงานประจําปีต่อวุฒิสภาให้ทันกาล ไม่ใช่ว่า ๔ ปี ๕ ปี ผ่านไปแล้ว ถึงจะรายงาน ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ก็ไม่ค่อยเหมาะหรอกครับ เพราะว่าเป็นองค์กรตรวจสอบ คนอื่นแต่ตัวเองไม่ตรวจสอบตัวเอง แล้วก็ต้องมีการประเมินผลการทํางานของคณะกรรมการ ทั้งในฐานะที่เป็นกลุ่มและเป็นรายบุคคลด้วย ด้วยคณะกรรมการที่เป็นกลาง คือคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ และที่สําคัญเมื่อประเมินแล้วต้องรายงานให้แก่ ประชาชนทราบด้วย
ในประการที่ ๓ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตให้มี ความโปร่งใสและรวดเร็วก็มีองค์กรอยู่ ๓ ประเภทที่เราต้องปรับปรุงนะครับ
องค์กรประเภทแรกก็ได้แก่ องค์กรอิสระ และองค์กรตรวจสอบภาครัฐ
องค์กรประเภทที่ ๒ ก็คือ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับ ผมขออภัยนะครับ
กระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยองค์กร ๓ ประเภทนะครับ ก็คือ องค์กรอิสระและองค์กรตรวจสอบภาครัฐ สํานักงานอัยการสูงสุด แล้วก็ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรตรวจสอบภาครัฐก็มีหลายหน่วยงานนะครับในประเทศไทย แล้วก็ใช้งบประมาณ ปีหนึ่ง ๆ จํานวนมหาศาล แต่ว่าประสิทธิผลก็ต่ํามาก องค์กรเหล่านี้ที่จะต้องมีการปรับปรุง ทั้งเรื่องโครงสร้างการบริหารงานก็มีตั้งแต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ป.ป.ท. คตง. กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน สํานักงานตํารวจแห่งชาติ แล้วก็กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในแง่ของการ ปรับโครงสร้างถ้าหากว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนี้นะครับ หลักการก็ควรจะจัดให้ เป็นไปแบบธรรมาภิบาล ให้มีการแยกบทบาทของคณะกรรมการกับฝ่ายบริหารออกจากกัน ไม่เช่นนั้นคณะกรรมการนอกจากทําหน้าที่วินิจฉัยแล้ว ก็ไปทําหน้าที่บริหาร ทําหน้าที่แต่งตั้ง โยกย้ายเจ้าหน้าที่ ซึ่งผมคิดว่าอันนี้ไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ต้องออก พ.ร.บ. ฉบับหนึ่ง ให้แก่ฝ่ายบริหาร แล้วก็เจ้าหน้าที่ครับ คณะกรรมการทําหน้าที่วินิจฉัยคดี ฝ่ายบริหาร ก็ทําหน้าที่ประจําวัน ทําแล้วก็เสนอให้คณะกรรมการเป็นคนวินิจฉัยว่าจะฟ้องหรือจะไม่ฟ้อง แล้วก็องค์กรที่เป็นองค์กรภาครัฐไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ท. ปปง. ดีเอสไอ (DSI) ถ้าเป็นองค์กรที่ทํา หน้าที่ตรวจสอบโดยหลักการไม่ควรที่จะอยู่ภายใต้อํานาจบริหาร ถ้าทําหน้าที่ตรวจสอบ ไม่ควรอยู่ใต้อํานาจบริหารต้องเอาเขาออกไป รวมทั้งตํารวจด้วยนะครับ ซึ่งคงจะมีการพูดกันถึง ในเร็ว ๆ นี้ ถ้าต้องการเป็นองค์กรที่ทํางานด้านกระบวนการยุติธรรมต้องเป็นองค์กรที่จะ ไม่ถูกแทรกแซงโดยอํานาจของฝ่ายบริหาร แล้วก็อํานาจทางการเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ถ้าแยกอย่างนี้ประสิทธิภาพการทํางานขององค์กรอิสระจะทํางานง่ายขึ้น ให้คณะกรรมการสรรหา ตัวเลขาธิการ ประธานองค์กรอิสระเป็นผู้บังคับบัญชาต่อตัวเลขาธิการ เลขาธิการดูแลเจ้าหน้าที่ฝ่ายประจํา นะครับ ส่วนสํานักอัยการสูงสุด เราก็ยังคิดว่าถึงแม้ว่าจะมีปัญหาสร้างความเสียหายให้แก่ ประเทศนี้อย่างร้ายแรงมาหลายปีติดต่อกันนะครับ หลักการก็ยังควรที่จะให้มีความเป็นอิสระ แต่ว่าควรที่จะมีการปรับปรุงคณะกรรมการอัยการอิสระจํานวน ๕ ท่าน กรรมการชุดนี้ มีหน้าที่ที่จะพิจารณาคดีใด ๆ ก็ตามที่อัยการสูงสุดไม่สั่งฟ้องให้กลับมาพิจารณาใหม่ได้ ผมคิดว่ารวมทั้งให้รื้อฟื้นคดีเก่าที่ประชาชนยังสงสัยข้องใจกันในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ที่ไม่สั่งฟ้อง ให้รื้อฟื้นกลับมาพิจารณาใหม่ได้นะครับ แล้วก็การทํางานขององค์กรนี้ต้องมีการกําหนด กรอบระยะเวลาที่แน่นอนว่าจะต้องเสร็จภายในเมื่อไร แล้วก็ห้ามไม่ให้อัยการไปเป็น กรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือในหน่วยงานใด ๆ ที่มีลักษณะแบบเดียวกัน รวมทั้งในกรณี ที่อัยการสูงสุดสั่งไม่ฟ้องคดีใดนี้ให้มีการให้เหตุผลประกอบและให้เปิดเผยต่อสาธารณชนด้วย สําหรับศาล เราคิดว่าถ้าจะสู้กับเรื่องของการคอร์รัปชันควรจะมีศาล ๒ ศาล ศาลหนึ่ง ที่ท่านพลเรือเอก พะจุณณ์พูดไปแล้วก็คือศาลคดีทุจริต หรือศาลคดีคอร์รัปชันซึ่งเป็น ศาลชํานาญการพิเศษ การมีผู้เชี่ยวชาญในคดีทุจริตจะทําให้การทํางานของศาล มีประสิทธิภาพรวดเร็วมากขึ้น แล้วก็ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองก็ยังมีอยู่ แล้วก็ คดีใดก็ตามที่พบว่านักการเมืองเกี่ยวข้องกับข้าราชการและนักธุรกิจก็เอาไปรวมกันไว้ที่ศาลนี้ ละครับ นักธุรกิจก็เอาด้วย องค์กรที่จะต้องมีการบูรณาการกันในการต่อต้านคอร์รัปชัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็องค์การระหว่างประเทศก็ควรจะรวมตั้งแต่องค์กร ตามรัฐธรรมนูญ องค์กรที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐทั้งหมดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นอัยการสูงสุด ป.ป.ท. ปปง. กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ศูนย์ดํารงธรรม กระทรวงมหาดไทย สํานักงาน ก.พ.ร. คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม องค์กรทั้งหมดนี้ต้องทํางานอย่างมีบูรณาการ แล้วก็ องค์กรต่อต้านการคอร์รัปชันของภาคประชาสังคม ก็ต้องดึงเข้ามาอยู่ในขบวนแถวของการ ทํางาน รวมทั้งการทํางานกับองค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย องค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา แล้วก็องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ สําหรับองค์กรอิสระที่ทําหน้าที่ตรวจสอบ ต้องทํางานอย่างบูรณาการ การบูรณาการคือบูรณาการอย่างไร บูรณาการก็คือว่ามีการบูรณาการ ทางด้านข่าวสารข้อมูล เมื่อมีผู้ใดไปร้องเรียนกับหลาย ๆ องค์กรต้องมีคณะกรรมการขึ้นมา คณะหนึ่งซึ่งควรระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าให้คณะกรรมการชุดนี้ได้ร่วมกันบริหารจัดการว่า ควรจะส่งคดีนี้ไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรไหนนะครับ ไม่ต้องทํางานซ้ําซ้อนกัน เพราะฉะนั้นการบูรณาการเรื่องของข่าวสารข้อมูล แล้วก็มีแนวทางในการปฏิบัติให้สอดคล้องกัน รวมทั้งการที่จะบูรณาการด้วยการร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการคอร์รัปชัน ปี ๒๐๐๓ ก็จะเป็นเครื่องมืออีกอันหนึ่ง ในการที่จะควบคุมการทุจริต เพราะว่าสามารถที่จะกําหนดความผิดในเรื่องของคนที่ให้ แล้วก็รับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐ นักธุรกิจเอกชน มีการกําหนดอายุความ ในการหลบหนีคดี อายุความล่วงเลยการลงโทษ การริบทรัพย์ในคดีทุจริตอะไรต่ออะไรอย่างนี้นะครับ ผมคิดว่านี่เป็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ทั้งนั้นในการต่อสู้กับการคอร์รัปชันที่สังคมในปีปัจจุบันกําลัง เผชิญปัญหาอยู่แล้วเราก็กําลังพยายามที่จะร่าง กําลังที่จะออกแบบประเทศไทยให้เป็น สังคมไทยที่มีความหวังแล้วก็มีอนาคตสําหรับลูกหลานเรา ขอบคุณท่านประธานครับ