สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

ประมนต์ สุธีวงศ์ หารือเรื่องการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยเสนอแนวคิดการปฏิรูปและจัดตั้งกลไกการตรวจสอบและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้บริการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมถึงการประหยัดเงินงบประมาณที่สูญเสียไปในการทุจริต และเชื่อว่าประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการภาครัฐ โดยจัดผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบความเป็นธรรมในการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการให้ใบอนุญาตและมาตรการกฎหมายที่จะทำให้การบริการของภาครัฐมีประสิทธิภาพและสะดวกขึ้น

นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายประมนต์ สุธีวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ประธาน คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นวาระ การปฏิรูปที่ ๑ ซึ่งก็ถือว่าเป็นวาระที่สําคัญ เลข ๑ ก็เป็นเลขแสดงให้เห็นว่าเป็นวาระที่มีความสําคัญในระดับต้น ๆ กระผมจะขอนําเสนอในภาพรวมของงานของคณะกรรมาธิการที่จะทํารายงานในวันนี้ในเรื่อง กรอบความคิดที่เราได้ดําเนินการมา หลังจากนั้นผมจะขอให้ท่านรองประธาน ๓ ท่าน ประกอบด้วย พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป อาจารย์สังศิต พิริยะรังสรรค์ อาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ได้นําเสนอในข้อรายละเอียดของยุทธศาสตร์หรือหลักสําคัญในการที่เราจะ ปฏิรูปในวันนี้นะครับ ในการที่ดําเนินการในเรื่องกรอบความคิดที่จะปฏิรูปเรื่องของการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตนั้นก็มีคําถามที่เป็นโจทย์ที่ผมเชื่อว่าคณะกรรมาธิการ ทุกท่านก็คงจะต้องถามว่าในเรื่องที่เราจะทํา จะตอบโจทย์เหล่านี้อย่างไร

คําถามแรกก็คือว่าเหตุผลของการปฏิรูป ทําไมถึงต้องมีการปฏิรูปในเรื่องนี้

ประการที่ ๒ เมื่อปฏิรูปแล้วประเทศและประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร

คําถามที่ ๓ ก็คือว่ากรอบระยะเวลาในการปฏิรูปเรื่องประเด็นต่าง ๆ นี้ จะมีอย่างไร

แล้วก็ประเด็นสุดท้ายก็คือว่าประเด็นหลัก ๆ ที่เราจะปฏิรูปนั้นมีอะไรบ้าง

ในคําถามข้อแรกนะครับว่าเหตุผลทําไมต้องมีการปฏิรูป ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกที่นั่งอยู่ในที่นี้ก็มีความเห็นร่วมกันมาโดยตลอดว่าเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ในประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม เป็นปัญหาที่กัดกร่อนประเทศชาติมาโดยตลอด เป็นเรื่องที่เสมือนกับว่าเป็นมะเร็งร้ายถ้าเราทิ้งไว้สักวันหนึ่งประเทศชาติก็คงจะล่มสลาย จะเห็นว่า พฤติกรรมต่าง ๆ ของการทุจริตนี้ได้กระจายไปในทั่วทุกมุมของสังคมของประเทศไทย ตั้งแต่เด็ก เยาวชน จนกระทั่งถึงผู้บริหารของประเทศ ผมเสียใจที่ได้รับฟังทุกครั้งว่า เด็กนักเรียนมีการ ทุจริตในการสอบ นักศึกษาที่ยืมทุนการศึกษาไปแล้วไม่จ่ายคืนให้กับทางภาครัฐ ครูเวลาสอบเทียบ การศึกษาก็มีการทุจริต ไปจนถึงระดับของผู้บริหารประเทศที่มีการทุจริตในโครงการใหญ่ ๆ จากผลของการสํารวจการทุจริตที่เกิดขึ้นนับเป็นเงินแสนล้านบาทต่อปี ถ้าเงินแสนล้านบาทนี้ มีการยับยั้งหรือมีการลดการทุจริตไปได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการที่เรานําไปพัฒนาในเรื่องอื่น ๆ ถามว่าทําไมหลายสิบปีที่ผ่านมาเราถึงไม่สามารถปฏิรูปหรือแก้ไขเรื่องการทุจริตได้ การจะ แก้ไขเรื่องปัญหาการทุจริตได้สําเร็จนั้นจะต้องมีผู้นําของประเทศที่มีความเด็ดเดี่ยว มีความตั้งใจ อย่างสูงที่จะทําในเรื่องนี้จริงจัง ปัญหาของเราที่ผ่านมาในอดีตเสมอมาเราไม่เคยมีผู้นําที่มี ความจริงใจและมีความจริงจังที่จะแก้ไขในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นจะพยายามอย่างไรก็ตาม ก็จะไม่ประสบความสําเร็จดังนั้นในยุคนี้ ยุคที่ขณะนี้มีรัฐบาลที่มีการประกาศชัดเจนว่า วาระเรื่องของการต่อต้านการคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องที่จะได้รับการสนับสนุน และเป็นเรื่องที่จะให้มีการแก้ไขอย่างจริงจัง ผมก็คิดว่าเวทีที่เรากําลังทําอยู่นี้จะเป็นสิ่งที่ ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน ถ้าเรามีแรงที่จะสนับสนุนทําในเรื่องนี้แล้วถ้าเราไม่ทํา ในครั้งนี้ก็จะมีเสียงที่พูดกันมาเสมอว่าถ้าเราพลาดโอกาสนี้แล้วคงจะมีโอกาสที่จะทําในเรื่อง นี้ยากในอนาคต

คําถามข้อที่ ๒ ครับว่าถ้าเราปฏิรูปแล้ว เราจะได้อะไร ผมอยากจะเรียนว่า เอาตั้งแต่ประชาชนคนเล็ก ๆ ก่อนก็แล้วกันนะครับ ชีวิตประจําวันของเรา เราต้องทํางานกับ ภาครัฐเยอะ ไปขออนุญาต ไปทําอะไรต่าง ๆ มีความยุ่งยาก ล่าช้า แล้วก็เสียเบี้ยใบ้รายทาง การปฏิรูปนี้เราคงมองไปทั้งระบบที่จะพยายามแก้ไข ที่จะทําให้การทุจริตในทุกขั้นตอน ของการให้บริการภาครัฐ รวมถึงการทุจริตในกลุ่มของภาคเอกชนเองลดลง เพราะฉะนั้น ถ้าเราสามารถจะทําอันนี้ได้จริงก็หมายความว่าความเป็นอยู่ของประชาชน บริการที่เราจะ ได้รับก็จะมีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล ความเสียหายที่เกิดขึ้นซึ่งเราไม่สามารถจะประเมินได้จากเรื่องเล็ก ๆ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะหมดไป และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าเราสามารถจะปฏิรูปเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันในขนาดใหญ่ ในวงการใหญ่ ๆ อย่างที่เราได้เห็น งบประมาณก่อสร้างของรัฐหลายแสนล้านบาทที่จะต้อง นําไปลงทุนที่จะต้องนําไปพัฒนาประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานหรือว่าเป็นการ สาธารณสุขหรือการศึกษา ก็จะได้นําสิ่งต่าง ๆ ที่สูญเสียไปนั้นกลับมา ผมก็หวังว่าอันนี้ จะเป็นผลประโยชน์ที่แน่นอนสอดรับกับคําที่เราพูดกันว่าทําอย่างไรถึงให้ประเทศมีความมั่นคง มีความมั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน สําหรับกรอบระยะเวลาครับ ท่านสมาชิกขณะนี้ในการดําเนินการของเรา เราก็ได้แบ่งกรอบระยะเวลาออกเป็น ๓ ขั้นตอนด้วยกัน

ในระยะสั้นเราพูดถึง ๓ เดือนถึง ๖ เดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่จะใช้เรียกว่า อํานาจการบริหารในการที่จะทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

กรอบระยะเวลาที่ ๒ ก็เป็นประมาณปานกลางคือ ๑ ปี ก็ช่วงระยะเวลาที่ สภานี้มีอายุแล้วก็รัฐบาลชุดนี้มีอายุอยู่

ส่วนระยะยาวก็จะเป็นเรื่องที่เราคงจะต้องฝากไว้กับทางผู้ที่จะมาบริหาร ประเทศชาติต่อไปในอนาคต

ในตัวอย่างระยะสั้นที่ผมอยากจะเรียนว่าคณะกรรมาธิการได้ทําไปแล้ว แล้วก็ ได้คิดว่ามีความสําเร็จพอสมควรในระดับหนึ่ง ก็คือว่าเราได้ใช้มาตรการบริหารทํางานร่วมกับ คณะกรรมการต่อต้านทุจริตแห่งชาติที่ตั้งโดย คสช. แล้วก็หัวหน้า คสช. เองเป็นประธาน ในชุดนี้แล้วก็ร่วมกับรัฐบาล ผมยกตัวอย่างว่าข้อเสนอแนะมาตรการระยะสั้นได้เสนอว่า ในการก่อสร้างโครงการใหญ่ ๆ ของภาครัฐในอนาคตจะต้องทําให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม ในการตรวจสอบ คําว่า ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หมายความว่าจะต้องมีจัด ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับโครงการนั้น ๆ มีความรู้ความสามารถที่จะเข้าไปช่วยดู โครงการ เริ่มต้นตั้งแต่ว่าการเขียนทีโออาร์ (TOR) มีความเป็นธรรมหรือไม่ กระบวนการ ตั้งราคากลางมีที่มาที่ไปเชื่อถือได้ไหม การที่จะเอาผู้ที่เข้ามาร่วมประมูลมีความครบถ้วนแล้ว ก็มีความเป็นธรรม รวมไปถึงท้ายที่สุดเมื่อโครงการเสร็จสิ้นการตรวจรับที่ทําซึ่งเป็นปัญหา มาตลอดว่ามีการตรวจรับที่เป็นธรรม ขณะนี้ทางรัฐบาลโดย ครม. ได้มีมติเห็นชอบที่จะให้นํา ๓ โครงการนําร่องเข้าสู่โครงการนี้ คือโครงการขยายสุวรรณภูมิเฟส ๒ โครงการซื้อรถเมล์ เอ็นจีวี (NGV) ๓,๐๐๐ คัน หรือ ๔,๐๐๐ คันก็ตาม แล้วก็โครงการขยายของ รฟม. สายสีน้ําเงิน ๓ โครงการนี้จะมีผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ เพราะว่า เครื่องมือที่เรานํามาใช้เป็นเครื่องมือที่ใช้แล้วในต่างประเทศมีผล ก็หมายความว่าได้มีการ ทดสอบมาแล้วว่าถ้ามีกระบวนการอันนี้เข้าไปอยู่แล้ว การจัดซื้อจัดจ้างจะโปร่งใสแล้วก็ช่วย ทําให้โอกาสในการทุจริตลดลง ผมขอเรียนว่าอันนี้เป็นมติแล้วก็ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ เชื่อ ว่าน่าจะมีผลที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วก็จะนําไปสู่การไปต่อยอดในเรื่องอื่น ๆ

สําหรับเรื่องที่ ๒ ทางกรรมาธิการได้ทํางานร่วมกับทางซุปเปอร์ บอร์ด (Super board) ของรัฐวิสาหกิจได้นําข้อเสนอที่จะปฏิรูปรัฐวิสาหกิจหลายข้อที่ได้ประกาศ ออกมาแล้ว ยกตัวอย่างเช่นว่าแนวความคิดที่จะจัดตั้งบริษัท โฮลดิง คัมพานี (Holding Company) และมีการจัดตั้งผู้บริหารของบริษัทที่ปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาลหรือผู้นําของรัฐบาล ในยุคนั้น ๆ เรื่องของการที่จะกําหนดไม่ให้ผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมเข้าไปเป็นกรรมการ รัฐวิสาหกิจที่ทําให้เกิดการบิดเบือนหรือว่าแทรกแซงในประเด็นต่าง ๆ ๒-๓ เรื่องนี้ก็ได้ ดําเนินการไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องของมาตรการระยะสั้นที่ผมเรียนเป็นตัวอย่าง

สําหรับมาตรการปานกลางที่ได้ดําเนินการไปบางส่วนและกําลังดําเนินการอยู่ มี ๒ เรื่องที่อยากจะนําเสนอ มาตรการกฎหมายเรื่องพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวก เรื่องการให้ใบอนุญาต ผมไม่ทราบว่ากี่ท่านได้ติดตามในเรื่องนี้นะครับ สนช. ได้ผ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วจะมีผลใช้บังคับ ๑๘๐ วัน จากวันที่ได้ลงราชกิจจานุเบกษา หมายความว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ในอนาคต หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานที่ให้บริการกับ ประชาชนจะต้องมีประกาศชัดเจนว่าขั้นตอนการให้บริการคืออะไร ใช้เวลาเท่าไร เอกสาร ที่ต้องการคืออะไร เมื่อประชาชนได้รับทราบประกาศเป็นทางการแล้ว จัดทําตามนั้น ให้เรียบร้อยไปส่ง ทางราชการจะต้องทําให้เสร็จมีเวลากําหนด ถ้าไม่เสร็จทุก ๆ ๗ วัน จะต้องรายงานนี้ต่อหน่วยงานกลาง ประชาชนมีสิทธิที่จะเข้าไปทักท้วงแล้วฟ้องได้ ผมคิดว่า ถ้าดําเนินการตามนี้จะเห็นว่าการที่จะลดการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการที่ให้บริการกับ ประชาชนจะลดลงทันที ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าความสะดวก ความมีประสิทธิภาพ ในการที่จะรับบริการภาครัฐก็จะดีขึ้น

ในเรื่องที่ ๒ ทางกรรมาธิการร่วมกับกระทรวงการคลังจัดทําการยกร่าง พระราชบัญญัติจัดซื้อจัดจ้าง ขณะนี้ทุกท่านก็ทราบว่าระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างเป็นระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ครม. อาจจะเปลี่ยนอะไรก็ได้ แล้วปัญหาที่เราเห็นมาในอดีตก็คือว่า บางยุคบางสมัย ครม. ก็ใช้อํานาจในการที่จะเปลี่ยนระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตาม สิ่งที่ตนเองต้องการ ขณะนี้ได้มีการตกลงกันว่าจะยกร่างเป็นพระราชบัญญัติ แล้วพระราชบัญญัติชุดนี้จะใช้กับทุกหน่วยงานของทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะหน่วยราชการกลาง ครอบคลุมไปถึงองค์กรท้องถิ่น ครอบคลุมไปถึงรัฐวิสาหกิจจะเป็น พ.ร.บ. ที่ใช้ทั้งหมด มีความเสมอภาคซึ่งกัน ประเด็นสําคัญ ๆ ในเรื่อง พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างคงจะนํารายงาน ในภายหลัง แต่ว่าสิ่งที่ผมได้พูดไปเมื่อกี้ว่าการที่จะให้มีประชาชนเป็นส่วนร่วม การที่จะให้มี การเปิดเผยข้อมูลเพื่อความโปร่งใสจะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วสาเหตุ ที่เราร่วมทํางานกับทางกระทรวงการคลังก็เพราะว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็น พ.ร.บ. ที่เป็นการเงิน ก็ต้องผ่าน ครม. แน่นอน ถึงแม้สภาปฏิรูปแห่งชาติจะเสนอเองก็ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเห็นว่าเป็น ประโยชน์ในการที่จะทํางานร่วมกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องมาตรการระยะสั้นที่ได้ดําเนินการอยู่ สําหรับมาตรการระยะยาวแยกออกเป็น ๒ ทางนะครับ ในส่วนที่เรานําเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีหลายประเด็นที่ได้รับไปแล้ว แล้วก็คิดว่าจะเป็น ประโยชน์ถ้ารัฐธรรมนูญได้รับความเห็นชอบเมื่อไร แต่มีหลายเรื่องที่เปิดเป็นมุมใหม่ของการ ที่จะทําการป้องกันหรือว่าแม้กระทั่งปราบปรามเรื่องของการที่จะทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ในอนาคต ผมยกตัวอย่างที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบในการที่จะมี แผนกวินัยการเงินการคลังในศาลปกครองเพื่อที่จะเป็นขบวนการแรกในการที่จะยับยั้งการที่ จะทําทุจริตก่อนที่จะเกิดขึ้น เพราะสมัยก่อนนี้ต้องรอจนกระทั่งมีการทุจริตแล้วก็ไปฟ้องกัน ในศาล อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอีกอันหนึ่งที่จะนําให้เห็นว่าถ้าเผื่อว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างเช่นนี้ แล้วนี่ ในอนาคตการที่จะทุจริตนี้ก็จะมีการยับยั้งได้เร็วขึ้น

ส่วนมาตรการที่เหลือระยะยาวก็เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการชุดนี้ที่กําลัง ดําเนินการอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่ผมจะเรียนนําเสนอโดยคร่าว ๆ เสียก่อน โดยสังเขปว่า มีอะไรบ้าง แล้วจะขอให้ท่านรองประธานอีก ๓ ท่านนําเสนอ ผมขอสไลด์แรกได้ไหมครับ ไปสไลด์ต่อไปเลยครับ สําหรับประเด็นในการปฏิรูปที่เราได้ทําเอาไว้ ผมได้เรียนเสนอไป ในโอกาสที่แล้วผ่านมาว่าจะมี ๓ มาตรการที่เราพูดถึงคือมาตรการทางด้านการปลูกฝัง ทางด้านของการป้องกันและทางด้านของการปราบปราม มาตรการปลูกฝังนี้ทําไมมีความจําเป็น ถ้าเผื่อว่าเราไม่ทําอะไรที่จะเปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมของคนในประเทศในระยะยาวแล้ว ถึงทําอะไรไปในตอนนี้มันก็จะถูกไปบิดเบือนหรือว่าไปถูกทําให้บั่นทอนในอนาคตได้ เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ที่สุดก็คือว่าต้องทํางานเรื่องคน เดี๋ยวอาจารย์จุรีมาพูดในเรื่องนี้ว่า เราจะทําอะไรบ้าง ในด้านการป้องกัน ขณะที่เรากําลังทําการปลูกฝังสิ่งที่ดีที่สุดในขณะนี้ก็คือ หามาตรการว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตได้มากที่สุดอย่างไร หรือลดโอกาสในการทําทุจริต เพื่อที่ว่าเราจะไม่ต้องไปตามปราบปรามเขา แต่ในท้ายที่สุดนะครับ ถ้าเผื่อมันไม่ประสบความสําเร็จจริง ๆ ในด้านของการป้องกันก็ต้องเข้าสู่โหมด (Mode) ของการปราบปราม ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เราจะได้นําเสนอแล้วก็จะได้พยายามทําให้มีความ เข้มข้นและจริงจังนะครับ ผมขอไปอย่างรวดเร็วใน ๓ กรอบที่ผมพูดถึงนะครับ ในเรื่องของ การปลูกฝังจะเป็นยุทธศาสตร์ ใช้คําว่าคนไทยไม่โกงนะครับ ในยุทธศาสตร์อันนี้มันจะมีอยู่ ๓ แนวทาง

แนวทางที่ ๑ ก็คือว่าสร้างจิตสํานึกที่ตัวบุคคล เริ่มต้นที่คน แล้วก็ทําให้แต่ละคน และกลุ่มเป้าหมายมีจิตสํานึกที่จะรู้ว่าอะไรผิด รู้ชอบ แล้วก็มีตระหนักถึงผลเสียหาย ที่เกิดขึ้น

ในแนวทางที่ ๒ ก็คือพยายามจะสร้างเครือข่ายและกลไกเชิงสถาบัน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของคน สร้างคนให้มีพื้นที่ในสังคม สร้างหลัก สร้างพลังกลุ่มที่มี ขวัญและกําลังใจในการทําความดีนะครับ

ในแนวทางที่ ๓ ก็จะสร้างพลังคุณธรรมเพื่อขับเคลื่อนสังคมในภาพใหญ่ ทําให้เครือข่ายของผู้ที่มีจิตสํานึกรักความถูกต้องมีพลังต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นกลไก ที่จะตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของสาธารณะ ใน ๓ แนวทางนี้ ก็จะมีกลุ่ม ๗ กลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ ซึ่งอันนี้ก็จะรวมประชาชนทุกคนในประเทศ ตั้งแต่เด็ก เยาวชน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ นักการเมืองหรือผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ประชาสังคม แล้วก็ประชาชนทั่วไป อันนั้นก็เรียกว่า เป็นกรอบแรกของการทํางานของเรานะครับ

ในส่วนที่ ๒ ครับ เป็นยุทธศาสตร์ที่ผมพูดถึงการป้องกันทางการทุจริต ซึ่งมีอยู่ใน ๗ แนวทางด้วยกัน ผมอยากจะนําเสนอเพียง ๓ หรือ ๔ แนวทางพอเป็นสังเขปนะครับ อันแรกก็คือภายใต้หลักนิติธรรม เราจะต้องปฏิรูปเกณฑ์ กติกาที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินงาน ขององค์กรให้มีความชัดเจน ผมยกตัวอย่างเรื่อง พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างที่พูดถึงเมื่อกี้ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่จะทําให้หลักนิติธรรมของเรามีความชัดเจนแล้วก็สร้าง กระบวนการในการที่จะป้องกันการทุจริตที่ดีกว่าที่เรามีในอดีต ที่สําคัญที่สุดคือต้องมีการ เพิ่มการลงโทษนะครับ ในที่นี้จะมีการพูดถึงการลงโทษภาคเอกชนที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ในการทุจริต เพราะในอดีตที่ผ่านมาจะมีการพูดกันเสมอว่าทําไมทุกครั้งที่มีการลงโทษจะมี ภาครัฐเท่านั้นที่รับโทษ ทําไมภาคเอกชนถึงไม่รับโทษด้วยนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ เป็นการสร้างความโปร่งใสในการกําหนดกฎเกณฑ์และกติกา การเข้าถึงข้อมูลและการเปิดเผยข้อมูล อย่างที่ผมเรียนให้ทราบว่าเรื่องของความโปร่งใส เรื่องของความสว่าง เป็นยุทธวิธีในการที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่เรียกว่ามีประโยชน์ แล้วก็ได้ผลจริงจังนะครับ มีตัวอย่างที่เรากําลังทําอยู่ก็คือว่าการเสนอแก้ไขปรับปรุง พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่มีอยู่ในปัจจุบันแต่ว่าใช้ไม่ได้ผล ขณะนี้เรา กําลังดูในเรื่องนี้ แล้วก็คาดว่าการที่จะนําเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็คงจะทันในสมัยนี้นะครับ

ในเรื่องต่อไปตัวอย่างคือการลดการมีการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติงานหน้าที่ ของรัฐ เช่นตัวอย่างของ พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกที่ผมได้พูดถึงที่ผ่านไปเมื่อเร็ว ๆ นี้นะครับ

ในตัวอย่างที่ ๕ จะลดการแทรกแซงทางการเมืองและการสร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ เช่น การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงและคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต้องให้เป็นไปตาม ระบบคุณธรรมและจริยธรรม อันนี้ก็จะทํางานร่วมกับทางกรรมาธิการปฏิรูประบบ ข้าราชการที่คงจะทํางานสอดคล้องกันว่าจะทําอย่างไรถึงในอนาคตให้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ของเราปลอดการแทรกแซงจากการเมืองมากที่สุด ตัวอย่างที่ผมยกให้เห็นว่าขณะนี้ ในรัฐวิสาหกิจทางซุปเปอร์ บอร์ดได้ดําเนินการไปแล้วก็คือการที่จะทําให้คณะกรรมการของ รัฐวิสาหกิจเองปลอดการแทรกแซงจากการเมืองมากที่สุด

ในกรอบสุดท้ายในเรื่องยุทธศาสตร์การปราบปราม ซึ่งผมเชื่อว่าจะเป็น ยุทธศาสตร์ที่จะมีความสําคัญ เพราะถ้าเผื่อว่ากฎหมายของเราไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้วเราไม่ทํา การที่จะนําคนที่กระทําผิดมาลงโทษจริงจัง การที่เราจะต่อสู้การทุจริตคอร์รัปชัน จะไม่ประสบความสําเร็จนะครับ ในยุทธศาสตร์การปราบปรามนี่เราจะมุ่งไปที่ปฏิรูปทั้งกลไกการปราบปรามทั้งระบบและ ทั้งองค์กรที่จะทําให้ทุกอย่างทํางานมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว เที่ยงธรรม โปร่งใส แล้วก็เปิดโอกาส ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในยุทธศาสตร์การปราบปรามจะมีองค์ประกอบหลัก ๆ อยู่ ๔ องค์ประกอบด้วยกันนะครับ

เรื่องแรกเลย คือการให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคประชาสังคม ส่งเสริมให้มีการทําเรียกว่า สนับสนุนให้มีการแจ้งเบาะแส ประชาชนผู้ที่สนใจอยากจะเป็น ผู้ที่รายงานเรื่องการทุจริตเข้ามาแล้วก็ให้มีระบบการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและคุ้มครอง พยานด้วยนะครับ

เรื่องต่อไปเราจะบัญญัติให้ภาคประชาชน ภาคประชาสังคมมีสิทธิในการฟ้อง คดีทุจริตแบบกลุ่ม ที่พูดแบบกลุ่มนี้ไม่ได้หมายความว่าใครก็ตามที่จะเดินทางไปฟ้องก็ได้นะครับ วิธีการนี้เดี๋ยวอาจารย์สังศิตคงจะอธิบายให้ฟังว่าการฟ้องแบบกลุ่มก็คือว่าต้องมีกระบวนการ กลั่นกรองพอสมควร แต่ว่าปัญหาในปัจจุบันนี้ประชาชนบอกว่าได้รับความเสียหาย แต่ไม่สามารถไปยื่นฟ้องได้ตามกฎหมายปัจจุบันเราก็จะพยายามมีมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นนะครับ

เรื่องต่อไปครับ การสร้างความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบและ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันในภาครัฐ องค์กรภาครัฐที่มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับ การทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง ต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความเป็นวิชาชีพ และมีระบบกลไก การจัดการกรณีทุจริตคอร์รัปชันที่มีประสิทธิภาพ แล้ว ๒-๓ หน่วยงานที่เรากําลังให้ความเพ่งเล็ง ก็คือ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. แต่จะมีหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่กําลังดูในเรื่อง ทั้งโครงสร้าง ประสิทธิภาพในการทํางานและกลไกในการทํางานครับ

เรื่องที่ ๓ เรื่องสุดท้ายก็คือการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชันให้มีความโปร่งใส ปัจจุบันนี้ความล่าช้าของกระบวนการ ยุติธรรมเราเกิดขึ้นในหลายขั้นตอนไม่ว่าจะเริ่มจากตํารวจไปอัยการ มาที่ ป.ป.ช. มาที่ ป.ป.ท. ไปศาล แต่ละขั้นตอนมีความซ้ําซ้อนและมีความล่าช้า คือจะต้องมีความพยายาม ในการที่จะบูรณาการทุกกระบวนการเฉพาะเรื่องคดีทุจริตคอร์รัปชันนี่ให้มีความรวดเร็ว และให้ส่งถึงมือศาลและในกรณีนี้ก็มีดําริที่จะให้มีศาลชํานาญการพิเศษที่ดูแลในเรื่องนี้ โดยตรงนะครับ ตัดสินรวดเร็วไม่ต้องรอไปเข้าคิวเป็นระยะเวลายาวนาน เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้ ก็เป็นประเด็นที่ทางคณะกรรมาธิการได้ดูอยู่ แล้วผมคิดว่าถ้าเราสามารถจะทําในส่วนต่าง ๆ ที่เราได้ทํานี่เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่กําหนดไว้ ผมเชื่อว่าโอกาสในการที่เราจะเห็น ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็จะมีสูงมากขึ้นครับ ผมอยากจะขอเรียน ให้ท่านรองประธาน ๓ ท่านได้ดําเนินการต่อ ขอบคุณครับ