เชื้อ ฮั่นจินดา หารือเรื่องการปฏิรูประบบงบประมาณการคลังของท้องถิ่น และเรียกร้องการสนับสนุนในการสร้างหลักประกันรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการมียุทธศาสตร์ในการบริหารบุคลากรของภาครัฐ และการลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพื่อเพิ่มงบประมาณสำหรับการพัฒนาและบริการสาธารณะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เชื้อ ฮั่นจินดา ปลัด อบต. เขาพระ อําเภอเมือง จังหวัดนครนายก ในฐานะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ สําหรับที่คณะกรรมาธิการได้กําหนดยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูป ระบบงบประมาณการคลังของท้องถิ่นนั้นขออนุญาตสนับสนุนครับ แต่สิ่งสําคัญที่สุด ในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ผมเข้าใจว่าวันนี้ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติเรากําลังประชุม และพิจารณานี่ ยุทธศาสตร์นี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญที่สุดแล้วก็เป็นโจทย์ของสังคม เป็นที่มา ให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพราะว่าที่เรามีความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันเคยเกิดมาจากคนที่มา ทําหน้าที่ในการบริหารงบประมาณไม่มีความโปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อนก็เลยกลายเป็น ที่มาของมีการแบ่งสี แบ่งพวกกัน วันนี้เมื่อคณะกรรมาธิการได้กําหนดยุทธศาสตร์ชาติแล้วก็ ได้ปฏิรูประบบการคลัง ผมก็นําเสนอแล้วค่อนข้างจะเป็นห่วงก็คือในเรื่องของด้านการคลัง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น วันนี้เรื่องการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็จะเห็นว่า หลายท่านได้อภิปรายไปแล้วบอกว่าเวลาส่งงบประมาณไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เราจะมีรายการคาบเกี่ยวซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลกลางติดมือไปด้วย ข้อเสนอแนะที่ผม กําลังเสนอแนะก็คือว่าการปฏิรูปการคลังท้องถิ่นในวันข้างหน้าเราให้มีองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เพื่อทําหน้าที่แทนรัฐบาลกลางในการบริการสาธารณะให้แก่ภาคประชาชนนั้น การที่จะมีหนึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริการต้องสร้างหลักประกันรายได้ให้กับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นที่ตั้ง วันนี้งบประมาณที่ส่งลงไปเขียนภาระหน้าที่ ตามกฎหมายเยอะแยะไปหมดแล้วก็ให้ไปบริหารกัน ผมก็ได้นําเสนอว่าต้องสร้างหลักประกัน รายได้ในการบริการสาธารณะเพื่อลดความเหลื่อมล้ําตามบทบาทหน้าที่ที่รัฐบาลกลางกําลัง จะเขียนหน้าที่ให้กับท้องถิ่นเป็นเรื่องสําคัญ
เรื่องที่ ๒ ที่ผมกําลังจะนําเสนอก็คือเรื่องของการส่งงบประมาณหรือว่า การจัดสรรงบประมาณ หรือว่าให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดเก็บงบประมาณได้เอง ต้องมียุทธศาสตร์ให้องค์กรของรัฐที่มีหน้าที่ในการบริการสาธารณะต้องมียุทธศาสตร์ในการ ยืนบนขาตัวเองได้ในวันข้างหน้า ไม่ใช่ต้องรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางอย่างเดียว เพราะฉะนั้นการไปกําหนดวิธีการได้มาของรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมี ความชัดเจน แน่นอน แล้วก็ให้ท้องถิ่นสามารถยืนบนขาตัวเองได้ในระยะเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ก็แล้วแต่ อันนี้เป็นเรื่องสําคัญไม่อย่างนั้นแล้วเราก็มามีปัญหาเรื่องของการจัดสรร งบประมาณระหว่างส่วนท้องถิ่นกับส่วนของรัฐบาลกลางตลอดเวลา สิ่งที่สําคัญที่สุดวันนี้ เรากําลังจะเห็นว่าเงินที่ส่งลงไปยังปลายทางนั้นก็จะเป็นเงินที่รวมทุก ๆ อย่าง อยากจะเห็น ยุทธศาสตร์ให้ท้องถิ่นได้รับงบประมาณหรือว่าจัดเก็บงบประมาณแล้วเป็นงบประมาณ สําหรับการพัฒนาเท่านั้นครับ วันนี้เราส่งไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปแยกงบประมาณเป็นงบประมาณสําหรับบริหารบุคลากรไม่เกิน ๔๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณสําหรับไปจัดการเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลกลางอีกกี่เปอร์เซ็นต์ เหลืองบพัฒนา สําหรับพี่น้องประชาชนแล้วก็บริการสาธารณะมันไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นในวันข้างหน้า ผมกําลังมองเห็นว่าเราควรจะมีการควบคุมทางด้านยุทธศาสตร์ของการบริหารบุคลากรของ หน่วยงานภาครัฐทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เหตุที่เสนออย่างนี้ก็เพราะว่าวันนี้เราจะเห็นว่า ข้าราชการส่วนกลางนั้น ท่านจะเห็นว่ามีค่าใช้จ่ายประจํา ๖๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ เราไม่มี ยุทธศาสตร์ในการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของภาครัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคอย่างนั้นหรือ เราควรจะมียุทธศาสตร์ที่จะปรับกระบวนทัศน์ในเรื่องขององค์กร โดยเฉพาะบุคลากร ในองค์กรที่บริหารในภาครัฐให้มันมีภาระค่าใช้จ่ายลดลงในวันข้างหน้าได้หรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมอยากเสนอว่าควรจะมียุทธศาสตร์ในการบริหารบุคลากรของภาครัฐ โดยเฉพาะส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่นต้องสอดคล้องแล้วก็สอดรับกัน อาจจะลดเหลือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ในอีกกี่ปีข้างหน้าของส่วนกลาง ส่วนของท้องถิ่นมันโดนควบคุมโดยระบบ กฎหมายที่ควบคุมระบบ ๔๐ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากเราไม่บริหารบุคลากร เมื่อตอนต้น ๆ ก็จะเห็นว่ามีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางท่านได้ขึ้นมานําเสนอบอกว่าอัตรา การกระจายตัวของข้าราชการและลูกจ้าง โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราเพิ่มขึ้น ประมาณ ๒๐๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในห้วงเวลาไม่กี่ปี ก็เลยทําให้งบประมาณที่จะเอาไปใช้ ในการพัฒนาภาครัฐมันกําลังจะสูญเสียไปกับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร
สิ่งสุดท้ายที่จะนําเสนอก็เรื่องของด้านการใช้จ่ายงบประมาณ วันนี้เรากําลัง พูดถึงเรื่องการจัดสรรงบประมาณ แล้วก็ให้งบประมาณหารายได้ให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ด้านการใช้จ่ายงบประมาณเป็นเรื่องสําคัญที่สุดครับ แล้วผมก็เข้าใจว่าเป็นโจทย์ ที่สังคมเขาตั้งคําถามว่าใครก็แล้วแต่ที่เข้ามาบริหาร รัฐบาลกลางหรือว่ารัฐบาลท้องถิ่น ก็แล้วแต่ครับ ทุกคนมีกังขาว่ากระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนที่คณะกรรมาธิการ บอกว่าทําให้มีความโปร่งใส ให้มีการประกาศการใช้จ่ายงบประมาณทุกกระบวนการ ทุกขั้นตอน จริง ๆ แล้วกฎหมายที่ผ่านมาก็มีกระบวนการนี้อยู่พอสมควร แล้วก็ให้มี การประกาศให้เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปอยู่แล้ว แต่วันนี้สิ่งสําคัญที่สุดที่ผมกําลังจะมองเห็น ก็คือว่าเรากําลังจะมีสมัชชาพลเมือง สิ่งสําคัญที่สุดเรากําลังจะให้สมัชชาพลเมืองเข้ามา ตรวจสอบคนที่เข้าไปทําหน้าที่การใช้อํานาจรัฐไม่ว่ารัฐบาลกลางหรือรัฐบาลท้องถิ่นไม่ใช่หรือ เพราะฉะนั้นสิ่งสําคัญที่สุดที่สภาพลเมืองจะเข้าไปตรวจสอบได้ก็คือการตรวจรับงานจ้าง ของภาครัฐ การตรวจรับงานจ้างของภาครัฐไม่ควรใช้คนของรัฐเป็นคนตรวจรับเอง แต่ให้ ภาคสภาพลเมืองมาตรวจรับงานจ้างในการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นสิ่งสําคัญที่สุด กราบขอบพระคุณครับ