สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

รสนา โตสิตระกูล หารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความเหลื่อมล้ำในเรื่องรายได้จากทรัพยากรธรรมชาติ และเรียกร้องให้มีการพิจารณาเพิ่มเติมในการปฏิรูประบบงบประมาณ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาว รสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉันเองก็อยากจะขอเพิ่มเติมความเห็นให้กับ รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ในประเด็นเรื่องการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติ ปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น คือในส่วนที่ดิฉันอยากจะ เพิ่มเติมในยุทธศาสตร์ที่ท่านได้กําหนด ดิฉันเห็นว่าเอกสารของคณะกรรมาธิการเน้นในเรื่อง ของการจัดการในเรื่องส่วนของรายจ่ายของงบประมาณแผ่นดิน แต่ว่าการปฏิรูปในส่วนของ รายได้ยังไม่ค่อยได้มีการแตะไปมากนัก แม้จะมีการพูดถึงบ้างในส่วนของการคลังท้องถิ่น แต่ว่าการคลังในระดับชาตินั้นยังมีการพูดถึงค่อนข้างน้อย ดิฉันอยากจะพูดในประเด็นที่ท่าน อาจจะไม่ได้แตะคือประเด็นในเรื่องของรายได้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ดิฉัน คิดว่าในต่างประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติในกลุ่มปิโตรเลียมเขาจะมีการคลังว่าด้วย ปิโตรเลียม แล้วก็ในส่วนของทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ นั้น ในส่วนของรายได้ที่ได้จาก ทรัพยากรทั้งระบบของเรา ดิฉันเองได้มีโอกาสศึกษาดูงบประมาณแผ่นดินตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบันคือปี ๒๕๕๗ โดยดูเฉพาะตัวเลขรายได้ที่ได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบ โดยแบ่งออกมาเป็น ๓ กลุ่ม คือ กลุ่มของค่าภาคหลวงจากแร่ กลุ่มที่ ๒ เป็นค่าภาคหลวง จากน้ํามันและก๊าซธรรมชาติ กลุ่มที่ ๓ เป็นค่าภาคหลวงจากทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ ซึ่งทั้ง ๓ ตัวนี้เป็นตัวเลขที่น้อยมากถ้าเปรียบเทียบระหว่างปี ๒๕๔๙ เก็บรายได้ใน ๓ ตัวนี้ ได้เพียง ๒๖,๘๔๐.๓ ล้านบาท ซึ่งเท่ากับ ๒.๑ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับรายได้จากภาษีอากรสุทธิ แต่พอมาดูปี ๒๕๕๗ ในงบประมาณรายจ่ายของแผ่นดินคือ ๒.๕ ล้านล้านบาท เราเก็บ รายได้จากภาษีอากรสุทธิอยู่ที่ ๒.๑ ล้านล้านบาทโดยประมาณ เงินรายได้ที่เก็บจาก ค่าภาคหลวงของทั้ง ๓ รายการนี้ เท่ากับ ๕๕,๖๒๑.๙ ล้านบาท ถ้าเทียบสัดส่วนกันก็เท่ากับ ๒.๖ เปอร์เซ็นต์ คือดิฉันดูตัวเลขตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ถึงปี ๒๕๕๗ ไม่ว่าตัวเม็ดเงินจะเพิ่มขึ้น มากน้อยแค่ไหน แต่เมื่อมาดูในเรื่องของสัดส่วนแล้ว มันหนีไม่เกิน ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ สูงสุด ในปี ๒๕๕๓ เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าสัดส่วนตรงนี้ที่มันน้อยมันเป็นตัวที่บ่งชี้ให้เห็นว่ามันเกิด ความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรม เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติทั้งระบบที่รัฐได้ให้สัมปทาน ออกไป ได้ทําเงินให้กับรัฐถ้าเทียบกับภาษีทั้งระบบ ใน ๑๐๐ บาท มันเท่ากับประมาณไม่เกิน ๓ บาท ๒ บาทกว่า ดิฉันคิดว่าในขณะที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการให้สัมปทาน ดิฉันคิดว่าจริง ๆ แล้วในการปฏิรูประบบงบประมาณนั้นควรจะมีส่วนของการพิจารณา ในส่วนนี้ด้วยว่า ระหว่างรายได้กับผลกระทบที่เกิดขึ้นในชุมชนที่ประชาชนได้รับนั้นมันคุ้มค่า หรือไม่ ดิฉันเองเคยอยู่ในคณะกรรมาธิการในเรื่องของงบประมาณรายรับรายจ่ายของภาครัฐ ตอนสมัยที่อยู่ในวุฒิสภา ดิฉันเองเคยถามสํานักงบประมาณว่าสํานักงบประมาณเคยมีตัวเลขไหม เพราะว่าในบางพื้นที่ที่เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมจากการให้สัมปทานของรัฐ เช่น มีสารแคดเมียม ในอําเภอหนึ่งในจังหวัดตาก ซึ่งรัฐบาลตอนนั้นสั่งให้งดการเพาะปลูกพืชที่เป็นอาหารทุกชนิด เพราะเกรงว่าสารแคดเมียมนั้นจะเข้าไปสู่ห่วงโซ่อาหาร แล้วเข้ามาทําอันตรายต่อสุขภาพ ของประชาชน รัฐบาลตอนนั้นจ่ายเงินชดเชยให้กับชาวนาไร่ละ ๔๒๐ บาทต่อปี ดิฉันเองถามสํานักงบประมาณว่าเคยทําตัวเลขพวกนี้ไว้ไหมว่ามีพื้นที่กี่แห่งที่รัฐต้องชดเชย เงินให้ ปรากฏว่าสํานักงบประมาณบอกไม่เคยเก็บตัวเลขพวกนี้เลย ก็คือมีส่วนที่เป็นรายได้ ก็รายได้ไป ส่วนที่เป็นรายจ่ายก็จ่ายไป ดิฉันเคยถามว่าถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วสํานักงาน งบประมาณจะมีตัวเลขเพื่อการตัดสินใจในเชิงนโยบายได้อย่างไร ซึ่งปรากฏว่าก็ไม่มีคําตอบ ดิฉันเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็อยากให้มีการเพิ่มเติมเข้าไปในเรื่องการปฏิรูปที่ทาง คณะกรรมาธิการได้มีการพิจารณาทําเรื่องนี้ขึ้นมาว่าในส่วนของการลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมนั้นในภาคส่วนของรายได้มีความสําคัญมาก เพราะว่ารายได้ที่รัฐได้จาก การให้สัมปทานต่าง ๆ นั้นมีผลกระทบต่อชาวบ้านจํานวนมาก แล้วก็อาจจะเป็นรายได้ ที่ได้ไม่คุ้มเสีย สิ่งเหล่านี้เราจะแก้ไขปัญหาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าเราจะมอง แต่เพียงแค่การคลังในส่วนของการที่เราจะใช้จ่ายงบประมาณเพียงอย่างเดียวนั้นมันอาจจะ ไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ําตรงส่วนนี้ได้ ก็อยากขอให้ช่วยพิจารณาในประเด็นนี้เข้าไปด้วยนะคะว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนทั้งประเทศนั้น ดิฉันคิดว่าการคลังที่มาจาก ทรัพยากรธรรมชาตินั้นควรจะมีการพิจารณาให้ดี ซึ่งสามารถทํารายได้มากขึ้นเพื่อที่จะมา ใช้จ่ายในเรื่องสวัสดิการอื่น ๆ ของภาครัฐแทนที่จะเพียงแต่เก็บเงินจากภาษีจากประชาชน เท่านั้น ดิฉันก็ขอเพิ่มเติมในเรื่องนี้แต่เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณค่ะ