สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

ประชา เตรัตน์ หารือเรื่องการปฏิรูปงบประมาณและยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และออกกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเพิ่มรายได้ของท้องถิ่น

นายประชา เตรัตน์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายประชา เตรัตน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการปฏิรูประเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ที่คณะกรรมาธิการได้ศึกษามาใน ๓ ประเด็นคือเรื่องของยุทธศาสตร์ การปฏิรูปงบประมาณ และการคลังท้องถิ่นนั้น อยากขอกราบเรียนว่าเรื่องยุทธศาสตร์นั้นเป็นส่วนสําคัญ เพราะว่า ถ้าวางยุทธศาสตร์ชาติที่ถูกต้องสําคัญแล้ว รัฐบาลทุกรัฐบาลจะมาจากเลือกตั้ง จากพรรคไหน ก็ตาม ก็จําเป็นที่จะต้องเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ ประเทศไทยเรานั้นถ้าเรามองย้อนอดีต มีสักกี่ครั้งที่เรากําหนดยุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน มีบ้างไหมครับว่าที่บอกยกตัวอย่างประเทศไทย สมยุคที่ว่า เราเป็นแหล่งผลิตอาหารโลก เราน่าจะกําหนดยุทธศาสตร์เราเป็นครัวโลก ถ้าสมมุติถ้าเรายอมรับประเด็นนี้ ทําไมเราต้องไปทําอย่างอื่นแข่งที่ไม่เน้นตรงเป็นครัวอาหารโลก เมื่อเป็นอย่างนี้จะเห็นว่าหลายพื้นที่เราใช้พื้นที่ที่ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติที่แท้จริง ใช้จังหวัด พระนครศรีอยุธยาเกือบทั้งจังหวัดเป็นแหล่งนิคมอุตสาหกรรม อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันผิด หลักการโดยสิ้นเชิง ดังนั้นการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติจึงถึงคราวที่จําเป็นจะต้องทําอย่าง จริงจัง และเมื่อยุทธศาสตร์ชาติมาเป็นอย่างไรแล้ว แน่นอนรัฐบาลก็กําหนดนโยบาย ทั้งหลายสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายก็ต้องกําหนดแนวทาง คล้ายกันและมาถึงระดับแอเรีย (Area) หรือพื้นที่จังหวัดก็คือภูมิภาคและท้องถิ่นก็ต้อง กําหนดยุทธศาสตร์และแผนงานรองรับสอดคล้องเช่นเดียวกัน ถ้าเราทําได้อย่างนี้แล้วนั้น แนวการพัฒนา การบริหารราชการแผ่นดินก็จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในแง่ของเป้าหมาย และวิธีดําเนินการให้สอดคล้องต้องกัน สิ่งสําคัญที่สุดในการปฏิรูประบบงบประมาณก็จะต้อง ให้สอดคล้องตามยุทธศาสตร์เช่นเดียวกัน แผนงานโครงการใดถ้าไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์นั้น งบประมาณที่ลงไปก็คงจะต้องพิจารณาหลักเกณฑ์นี้ให้ชัดเจน แล้วในการทํางานของพื้นที่ เวลามีปัญหากิจกรรมโครงการที่ลงพื้นที่นั้นหนีไม่พ้นที่จังหวัดและท้องถิ่น สิ่งที่สําคัญที่สุด การบูรณาการในการทํางาน ผมคิดว่าระดับจังหวัดหรือภูมิภาคคือจังหวัดจะเป็นส่วนสําคัญ ที่สุด แต่วิธีการจัดสรรงบประมาณที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันแม้แต่มีพระราชบัญญัติว่าด้วย วิธีการงบประมาณ ๒๕๔๗ บอกไว้ชัดเจนนะครับว่าในการจัดทํางบประมาณนั้นให้ยึด แอเรีย เบสด์ หรือพื้นที่เป็นที่ตั้ง แต่ปี ๒๕๔๗ จนปัจจุบันนี้นะครับ ยังไม่มีวี่แววเลยว่า ที่จะยอมให้ภูมิภาคหรือจังหวัดเป็นหน่วยงานจัดตั้งงบประมาณ ที่ผ่านมาก็ใช้ฟังก์ชัน หรือกระทรวง ทบวง กรมเป็นคนตั้งงบประมาณทั้งสิ้น เมื่อกระทรวง ทบวง กรม ตั้งงบประมาณปัญหาเกิดขึ้นคือ หน่วยงานที่สังกัดกรม กระทรวงก็ยึดแต่ภารกิจของตัวเอง ทั้งที่เรื่องในพื้นที่ไม่ได้สอดคล้องเลย ช่วงที่ผมเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่นั้น ผมเอางบประมาณของทุกกระทรวง ทบวง กรมที่มีในพื้นที่มาดูว่าแค่เรื่องเดียวเท่านั้น เรื่องการฝึกอบรม ฝึกอบรมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกระทรวงสาธารณสุข ของกระทรวงมหาดไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ ของหลายกระทรวงนี่ซ้ําซ้อนกันมากมาย ซึ่งสิ่งนี้ทําให้สิ้นเปลืองงบประมาณ น่าเสียดาย ดังนั้นถ้าให้จังหวัดหรือแอเรีย เบสด์ นี่เป็น หน่วยในการจัดสรรงบประมาณนี่ มันก็ทําให้งบประมาณเกิดความประหยัด แล้วก็สามารถ ที่จะบูรณาการในการทําประโยชน์ให้กับพื้นที่ได้อย่างแท้จริง แล้วก็ที่สําคัญฟังก์ชันทั้งหลายนี่ ปฏิรูปไปปฏิรูปมาปรากฏว่าหน่วยงานส่วนกลางไปอยู่ในจังหวัดภูมิภาคเป็นร้อย ๆ หน่วย มันเกิดอะไรขึ้น ทุกวันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดที่บังคับบัญชาหน่วยงานภูมิภาคมีประมาณถึง ๒๒-๒๕ หน่วยเท่านั้น แต่หน่วยในส่วนภูมิภาคมีเป็นร้อย ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มีตั้งเกือบ ๓๐๐ หน่วย ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็เกือบ ๓๐๐ หน่วย มันเกิด อะไรขึ้น สิ่งเหล่านี้ก็ต้องมาพิจารณา เพราะฉะนั้นในการปฏิรูปตรงนี้ คณะกรรมาธิการ ในการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินน่าจะต้องกําหนดให้ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรนะครับ

สุดท้ายก็คือการคลังท้องถิ่น เราพูดกันเยอะ ท้องถิ่นกระจายอํานาจท้องถิ่น แต่กระจายโดยกระจายแต่งาน แต่เงินไม่มีจะกระจายอะไร เราบอกว่าในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ ฉบับชั่วคราว บอกไว้แล้วมีสาระสําคัญชัดเจนคือต้องการลดทุจริตคอร์รัปชัน ลดปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง ลดเรื่องความเหลื่อมล้ํา พอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านสมหมาย ภาษี ต้องกราบขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน ออกกฎหมายมาตัวนี้เป็นกฎหมาย ที่ดีมากแล้วก็ไม่มีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งไหนที่จะออกได้ คือภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็หมายถึงภาษีทรัพย์สินหรือพรอพเพอร์ตี แทกซ์ (Property Tax) นั่นเอง ภาษีตัวนี้ครับ เป็นภาษีของท้องถิ่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แค่จับอัตราแค่กระจอกงอกง่อยแค่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ ยังได้เงินมาถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่มีที่ไหนแล้ว ทั่วโลกเขาก็อย่างน้อยต้อง ๑ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปทั้งนั้น แต่นี่เป็นการเริ่มต้นท่านรัฐมนตรีคงเห็นว่าเป็นการเริ่มต้นเอาแค่น้อย ๆ แค่ ๐.๑-๐.๕ เปอร์เซ็นต์ก่อน เท่านี้ก็ยังไม่ยอม ถ้าผมเป็นท่านเกรียงไกร ท่านนายกสมาคม สันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ท่านต้องยกขบวนไปบอกท่านรัฐบาลว่าต้องออก ไม่ออก ไม่ได้ อยู่ ๆ ไปสั่งยกเลิกเอาไว้ก่อน ถ้าเอาไว้ก่อนก็ขอโทษนะครับ ถ้ารอจนกฎหมายเลือกตั้ง ให้เลือกตั้งมา รัฐบาลจากเลือกตั้งไม่มีทางออกครับ เพราะผมเข้าใจว่ามีการผลักดันภาษีตัวนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ กรมสรรพากรร่วมกับกรมการปกครองนี่ทําเรื่องนี้ตั้งปี ๒๕๑๘ ยังออกไม่ได้ พอตอนนี้กําลังจะออก บอกหยุดเอาไว้ก่อนมีคนโวยวายเยอะ ผมก็ไม่เข้าใจ บ้านราคา ๑,๕๐๐,๐๐๐ บาทนี่ ส่วนเกินนี่ก็คือสมมุติบ้าน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เก็บตรง ๕๐๐,๐๐๐ บาทนี่ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ เก็บแค่ครึ่งคือ ๐.๒๕ เปอร์เซ็นต์มันก็ไม่กี่สตางค์ แล้วจะมาอะไรกันนักกันหนา แล้วบอกว่าจะลดความเหลื่อมล้ําอย่างไร มันจะลดได้อย่างไร ถ้าเกิดว่ากฎหมายตัวนี้ออกไม่ได้ และเป็นกฎหมายของท้องถิ่นแท้ ๆ ท่านกรรมาธิการส่วนนี้ ก็ไม่ได้บอกชัดเจนว่าจะหาเงินให้กับท้องถิ่นอย่างไร ผมคิดว่านี่คือตัวสําคัญเป็นเงินที่ท้องถิ่น ต้องได้อย่างชัดเจน ท้ายสุดนี้ก็ฝากไว้ว่าเรื่องยุทธศาสตร์ชาตินั้นเป็นสิ่งที่จําเป็น เมื่อกําหนดแล้ว ต้องให้ชัดเจนว่าทิศทางของประเทศเราจะไปทางไหน มันก็นําสู่รัฐบาลจะต้องกําหนด ยุทธศาสตร์กระทรวง ทบวง กรม ซึ่งกําหนดตาม จังหวัดก็ต้องทําตาม ท้องถิ่นก็ต้องทําตาม มันเป็นตัวกรอบที่จะบังคับให้งบประมาณ ระบบงบประมาณนั้นขอสักทีเถอะครับ ฟังก์ชัน เบสด์ขอให้ทําเฉพาะที่สําคัญ ขอให้หน่วยงานแอเรีย เบสด์ทําหน้าที่ของบประมาณเสียที กฎหมายมีตั้งปี ๒๕๔๗ แล้ว แต่ยังทําไม่ได้เพราะอะไร ขอบคุณมากครับ