กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติและแผนบริหารราชการแผ่นดิน โดยชื่นชมคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอยุทธศาสตร์ชาติและแนวคิดใหม่ในการบริหารงบประมาณ เช่น การบริหารงบประมาณแบบมีส่วนร่วมและประชาธิปไตยแบบมีการปรึกษาหารือ ซึ่งจะช่วยให้ระบบการบริหารงบประมาณมีความยืดหยุ่นและมีการมีส่วนร่วมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น นอกจากนี้ กิตติศักดิ์ยังหารือเรื่องการกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นและขออนุญาตแยกงบฟังก์ชันจากงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีงบประมาณเพิ่มขึ้นและสามารถบริหารทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ ผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม ก็ต้องขอขอบคุณในเรื่องของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ได้ทํายุทธศาสตร์การกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังท้องถิ่น ซึ่งผมก็เหมือนกับท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ผมเป็นนายกเทศบาลเมืองมหาสารคาม ซึ่งถือว่าท้องถิ่นเป็นหัวใจในการพัฒนาชาติ ฐานของท้องถิ่น ท้องที่ในอนาคตที่เราจะปฏิรูป ก็คือส่วนกลางจะต้องลดบทบาทลง ส่วนท้องถิ่นต้องขยายฐานให้เยอะขึ้น ซึ่งไม่เฉพาะ ท้องถิ่นอย่างเดียว หมายถึงเรื่องของชุมชน แล้วก็สังคมที่จะทํางานร่วมกันในท้องถิ่นนะครับ ซึ่งก็มีการพูดว่าจตุพลังที่เคยบอกว่ามีท้องถิ่นก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีท้องที่ก็คือ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน มีชุมชนหรือประชาคม คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แล้วก็มี หน่วยงานอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นราชการ และหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งจตุพลังก็สามารถจะขับเคลื่อน การทํางาน การใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้ตรงกับความต้องการของประชาชน แล้วก็มี ประสิทธิภาพ มีการตรวจสอบ แล้วก็ได้ประโยชน์สูงสุดกับชุมชนนั้น ๆ ซึ่งหัวใจในการพัฒนา ประเทศชาติก็คงต้องอาศัยฐานรากของท้องถิ่น ของชุมชน ซึ่งในการเสนอเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ที่ท่านคณะกรรมาธิการได้เสนอมาก็ชื่นชมนะครับ เพราะว่าในอดีตการที่มีการกําหนด ยุทธศาสตร์ยังไม่ชัดเจน แล้วก็การบริหารงบประมาณก็จะไม่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาล ต่อรัฐบาล รัฐบาลขึ้นมาใหม่ก็จะพยายามหานโยบายใหม่ ๆ แล้วก็นโยบายเดิม ๆ ก็อาจจะ โดนทอดทิ้งไป ทําให้ไม่เกิดความต่อเนื่อง แต่ถ้าเกิดมียุทธศาสตร์ชาติเป็นหลักนะครับ ทุกรัฐบาลไหนมาเรื่องพวกนี้จะได้รับการสานต่อแล้วก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ทุกคน ทุกรัฐบาล จะต้องปฏิบัติแล้วก็ทําให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น เรื่องของการกระจายเรื่องของถนนหนทาง เรื่องของรถไฟฟ้า หรืออะไรต่าง ๆ ทุกรัฐบาลจะต้องดําเนินตามยุทธศาสตร์ของชาตินะครับ ซึ่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้วก็แผนบริหารราชการแผ่นดินในอดีตมีแต่ ความเป็นบอกกว้าง ๆ ไม่ชัดเจน ซึ่งการที่มียุทธศาสตร์ชาติจะช่วยทําให้การกําหนด ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ในส่วนของแนวคิดใหม่ที่ผมขอชื่นชมนะครับ คือการบริหารงบประมาณแบบมีส่วนร่วมหรือพาร์ทิซิพาทอรี บัดเจตติง ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ดี ซึ่งในอดีตเราไม่เคยมีการที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้มากขนาดนี้นะครับ แล้วก็ประชาธิปไตยแบบมีการปรึกษาหารือหรือดีลิเบอเรทีฟ ดีมอคเครซี (Deliberative democracy) ซึ่ง ๒ ตัวนี้ผมคิดว่าจะทําให้ระบบการบริหารงบประมาณในอนาคต มีความยืดหยุ่นแล้วก็มีการมีส่วนร่วมแล้วก็การตอบสนองตอบต่อปัญหาและความต้องการ ของพี่น้องประชาชนได้เยอะยิ่งขึ้นนะครับ ในส่วนของท้องถิ่นท่านนายกเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ก็ได้พูดเรื่องของการกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่น ซึ่งตอนปีที่แล้วเราได้ ๒๗.๘ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแผนกระจายอํานาจก็ไม่ตรงกับสิ่งที่รัฐบาลได้กําหนดแผนไว้ในอดีตถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวนี้เราก็เข้าใจว่ารัฐบาลก็มีปัญหาอย่างอื่นที่ต้องใช้งบประมาณนะครับ แต่ในส่วนของท้องถิ่น เราก็อยากบอกว่าในงบฟังก์ชัน ซึ่งก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนามอาจารย์สีลาภรณ์ก็บอกว่า ในงบที่อยากให้ท้องถิ่นได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นแต่บริหารทรัพยากรมีการธรรมาภิบาล เพิ่มขึ้น มีภาคประชาชนมีส่วนร่วม ก็อยากบอกว่างบฟังก์ชันที่เป็นงบที่รัฐบาล เป็นนโยบาย รัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นงบของเบี้ย อสม. เบี้ยผู้สูงอายุ นมโรงเรียน หรืองบที่รัฐบาลได้เป็น นโยบาย อยากให้แยกจากงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนะครับ ถ้าเราได้งบที่ไม่ใช่งบ ฟังก์ชันที่มาจากนโยบายรัฐบาลเต็ม ๆ เราก็คิดว่าเราสามารถจะนํางบประมาณต่าง ๆ มาใช้จ่าย ในการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ ต้องยอมรับนะครับว่าในท้องถิ่น ผมขอนําเรียนท่านประธานและผู้ร่วมประชุมนะครับว่าการกระจายงบประมาณยังมีปัญหา ท้องถิ่น โดยเฉพาะทางอีสาน ทางที่ยังขาดแคลน ทางที่ยังทุรกันดาร ยังมีปัญหาความขาดแคลน หลายสิ่งหลายอย่าง ทําอย่างไรเราจะลดความเหลื่อมล้ําของงบประมาณได้นะครับ นี่คือสิ่งที่ อยากฝากคณะกรรมาธิการว่าในทางปฏิบัติจริง ๆ ไปถึงพื้นที่ระดับเล็ก ๆ ท่านทําอย่างไร จะลดความเหลื่อมล้ําของการจัดสรรงบประมาณตัวนี้ได้นะครับ นี่ก็คือหัวใจในการที่จะต้องคิด ในอนาคต ส่วนท้องถิ่นต้องยอมรับว่าเราทํางานใกล้ชิดประชาชน ใช้งบประมาณตรงกับ ความต้องการของประชาชน บริหารท่ามกลางความขาดแคลน ผมได้บอกชาวเทศบาลว่า เราต้องนําพระราชดําริของในหลวงที่บอกว่าอย่านําเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง มาเป็น อุปสรรคในการทํางาน จงทํางานท่ามกลางความขาดแคลนให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ และแล้วถ้างบประมาณของท้องถิ่นดีขึ้น ผมเชื่อมั่นนะครับว่าท้องถิ่นจะเกิดความเจริญแล้วก็ ประเทศไทยก็เกิดความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ