สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๗ · ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๘

ศุภกร บูรณดิลก หารือเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดวัตถุประสงค์แห่งชาติ และการบริหารจัดการยุทธศาสตร์ชาติ พร้อมเสนอแนะให้ไม่ให้ยุ่งยากซับซ้อน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมใช้ประโยชน์ โดยอาจใช้หลักการของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรในการประยุกต์ใช้

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก

เรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายรายงานของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน เฉพาะในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินะครับ มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ๓ คํานี้ สปช. ทุกท่านคงคุ้นเคยกันดีว่าเป็นวิสัยทัศน์ในการปฏิรูป ถ้าเป็นวิสัยทัศน์ขององค์กรหรือใช้ในระยะสั้นของแต่ละรัฐบาลเพื่อไปกําหนดพันธกิจ เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ กลยุทธ์และแผนปฏิบัติการก็พอยอมรับได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องของ การจะนําพาประเทศชาติไปสู่สุดยอดปรารถนาหรือผลประโยชน์แห่งชาติอย่างถาวรชั่วอมตะ ชั่วนิรันดร์นั้น เขาจะไม่ใช้วิธีของการกําหนดวิสัยทัศน์ขององค์กรกัน เขาใช้ยุทธศาสตร์ชาติ หรือยุทธศาสตร์ของชาติ แกรนด์ สแทรททิจิก (Grand strategy) กัน ซึ่งการกําหนด ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะเริ่มต้นด้วยการกําหนดผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งชาติเล็ก ๆ แทบทุกชาติ ในโลกจะกําหนดคล้าย ๆ กัน คือนอกจากความเป็นเอกราช บูรณภาพแห่งดินแดน และระบอบการปกครองที่พึงประสงค์แล้ว จะเป็นในลักษณะมั่นคง มั่งคั่ง และมีเกียรติ ในสังคมโลก คําว่า ยั่งยืน ไม่ค่อยจะใช้กัน เพราะทั้ง ๓ คํานี้มันเป็นความต้องการสูงสุด หรือสุดยอดปรารถนาของชาติชั่วนิจนิรันดร์ถาวรอยู่แล้ว มันยั่งยืนอยู่ในตัวแล้ว จากนั้นก็จะ ไปกําหนดวัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติ ซึ่งก็คือหลักการของชาติที่ต้องการ แล้วก็จะประเมินภาวะแวดล้อมทั้งของโลก ภูมิภาคและภายในประเทศ มาเปรียบเทียบกับ กําลังอํานาจแห่งชาติว่าในห้วงระยะเวลาที่ต้องการ เช่น ๒๐ ปีข้างหน้า หรือ ๕ ปีข้างหน้านั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์และวัตถุประสงค์มูลฐานแห่งชาติแล้ว เราควรจะกําหนด วัตถุประสงค์เฉพาะตามห้วงเวลานั้น ๆ อะไรบ้าง ซึ่งในแต่ละวัตถุประสงค์เฉพาะก็ควร มีการกําหนดนโยบายแห่งชาติอย่างไร แล้วจึงกําหนดมาตรการเป็นมาตรการเฉพาะเพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์แต่ละนโยบายนั้น ๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็นกระบวนการในการกําหนด ยุทธศาสตร์ชาติตามที่ได้มีการศึกษาและสอนกันในวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรมาเป็นเวลา ถึง ๖๐ ปีแล้วนะครับ แต่ก็ยังไม่เคยมีการนํามาใช้จริง ก็ดีครับ ประเทศไทยอยู่กันมาได้จนบัดนี้ โดยไม่มียุทธศาสตร์หลักของชาติ มีแต่เลียบ ๆ เคียง ๆ กําหนดวิสัยทัศน์ตามตําราการบริหาร องค์กร ไม่ว่าจะเป็นในการบริหารธุรกิจหรือในองค์กรของรัฐ แล้วก็มียุทธศาสตร์เล็ก ๆ น้อย ๆ รายสาขามากมาย ผมดีใจนะครับที่ประเทศไทยจะมียุทธศาสตร์ชาติกันจริง ๆ เสียที แล้วก็เห็นด้วยที่จะให้มีกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติเป็นพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ พร้อมทั้งรีบจัดทํายุทธศาสตร์ชาติมหามงคลฉบับแรกนี้ให้แล้วเสร็จก่อนที่จะมี รัฐบาลใหม่ ตลอดจนเห็นด้วยที่ในการเรียงคําในร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๗๙ ใหม่ แต่ในโอกาสนี้จากรายงานที่คณะกรรมาธิการเสนอ ผมมีข้อเสนอแนะ ๒-๓ ประเด็น คือ

ประเด็นแรก สถาบันที่ให้การศึกษาการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติหลายสถาบัน ด้วยกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก็ได้ให้ความหมายของยุทธศาสตร์ชาติไว้อีกนัยหนึ่ง นอกจากที่คณะกรรมาธิการได้เสนอแล้วคือยุทธศาสตร์ชาติ หมายถึงศิลป์และศาสตร์ในการ พัฒนาและใช้กําลังอํานาจแห่งชาติด้านต่าง ๆ ซึ่งได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดจนการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ บรรลุวัตถุประสงค์แห่งชาติและเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติ

ในประเด็นต่อไป แทบทุกชาติในโลกเขามียุทธศาสตร์ชาติกันทั้งนั้น แต่ที่พวกเรา ไม่ค่อยจะคุ้นเคย เพราะในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติตามขั้นตอนต้น ๆ โดยเฉพาะในการ ตรวจสอบสภาวะแวดล้อมเพื่อหาภัยคุกคาม ปัญหา โอกาสและสิ่งท้าทายนั้น มันจะเอนเกจ (Engage) หรือเกี่ยวข้องกับประเทศอื่น ๆ ทั้งมหาอํานาจโลก ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค และเพื่อนบ้าน ซึ่งเราไม่ควรให้เขารู้ขั้นตอนตอนนี้นะครับ มันจะเป็นขั้นตอนที่ลับถึงลับที่สุด จะเปิดเผยให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ไม่เข้าถึงความลับตามที่กําหนดไม่ได้ ทั้งนี้ที่ส่วนใหญ่ เขาเปิดเผย จะเปิดเผยขั้นตอนในการกําหนดวัตถุประสงค์เฉพาะหรือออกมาเป็นขั้นนโยบายแล้ว เช่นในบางประเทศเขากําหนดว่าเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วใน ๒๐ ปีข้างหน้าเป็นต้น ดังนั้น ในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาตินี้ การจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมขนาดไหนจะต้องพิจารณาดู ให้รอบคอบนะครับ

ประเด็นที่ ๓ ที่อยากจะเสนอแนะคือ สําหรับกลไกในการบริหารจัดการ ยุทธศาสตร์ก็ไม่อยากจะวิจารณ์นะครับ ตามที่คณะกรรมาธิการเสนอ แต่ขอเสนอแนะว่า อย่าให้ยุ่งยาก ซับซ้อน ยอกย้อนเหมือนสภาอื่นนะครับ แล้วควรเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และอื่น ๆ มาใช้ ให้เป็นประโยชน์ให้มากที่สุดครับ

สําหรับประเด็นสุดท้าย ในเมื่อจัดทํายุทธศาสตร์ชาติทําให้เกิดยุทธศาสตร์หลัก ของประเทศกันแล้ว ผมขอเสนอแนะให้ใช้หลักการ หรือหลักฐานทางวิชาการของสถาบัน ที่เขาศึกษาและสอนกันมา ๖๐ ปีแล้วในประเทศนี้ ก็คือวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรนะครับ เราไม่ควรเลียบ ๆ เคียง ๆ ประยุกต์เอาจากตําราการบริหารธุรกิจ หรือการบริหารองค์กรต่าง ๆ ของรัฐหรือเอกชน หรือว่าคิดเองนะครับ มันคล้าย ๆ กันครับ แต่มันไม่เหมือนกัน ชาติใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งจีนนะครับ แล้วก็อื่น ๆ เขาใช้ ตําราเดียวกันทั้งนั้นครับ ของเราก็เลียนแบบเขามา ดังนั้นคณะกรรมาธิการควรประสาน ข้อมูลรายละเอียดกับแหล่งกําเนิดจะดีกว่านะครับ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปเราก็มีทั้งอดีต ผู้บังคับบัญชาสูงสุดของ วปอ. แล้วก็มีอาจารย์ แล้วก็มีอีกหลายท่านที่เคยเป็นอาจารย์สอน ยุทธศาสตร์ครับ ผมก็ขอจบการบรรยายแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ