สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ หารือเรื่องการปฏิรูประบบราชการ โดยวิพากษ์วิจารณ์การจัดตั้งองค์กรใหม่และกระจุกตัวของอำนาจที่กรุงเทพฯ และเรียกร้องให้รัฐบาลระมัดระวังในการกระจุกตัวของอำนาจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปฏิรูปและทํางานของหน่วยงานภาครัฐ การลดโลกร้อน การสาธารณสุข การขาดแคลนแพทย์และพยาบาล และการวางแผนผังเมือง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนและการทํางานร่วมกันระหว่างท้องถิ่นและภาครัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมเมือง

นายกษิต ภิรมย์

คือเรื่องมันสําคัญ ๆ มากนะครับ ขอความกรุณา อะลุ่มอล่วยนิด ไม่ใช่อยากจะพูด แต่คิดว่าสิ่งที่จะพูดนี้เป็นประโยชน์ ผมเป็นอดีตอธิบดี กรมองค์การระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นงานเกี่ยวกับองค์การอนามัยโลกหรืองานกับ สหประชาชาติและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งยูเนสโก (UNESCO) ด้วย ผมก็ข้องแวะมาพอสมควร แล้วคิดว่าสิ่งที่จะพูดนั้นน่าจะเป็นประโยชน์ ถ้าเผื่อจะล่วงเวลาไปนาทีสองนาทีขออภัย ท่านประธานและขอความกรุณาอะลุ่มอล่วยด้วย

ประเด็นแรก คือการวิพากษ์วิจารณ์ในภาพรวมก่อนนะครับท่านประธาน แล้วอาจจะตรงไปที่ท่านประธานเป็นสําคัญ คือ ๒ วันกว่า ๆ ที่ผ่านมาผมมีข้อสังเกตว่า หลายกรรมาธิการมีข้อเสนอที่จะจัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ เป็นการเพิ่มอํานาจแล้วก็ขยายอํานาจ ของระบบราชการ ขณะที่เราบอกว่าอยากจะกระจายอํานาจแล้วก็ลดภารกิจ แล้วก็ การกระจุกตัวของทุกสิ่งทุกอย่างที่กรุงเทพฯ ผมก็อยากจะฝากท่านประธานเป็นการประสาน กับอีก ๒ สายแม่น้ํานั้นให้ระมัดระวังนิดหนึ่ง ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการจัดตั้งองค์การ ขึ้นมาใหม่ ๆ แล้วก็เพิ่มอํานาจของข้าราชการแล้วก็อํานาจกระจุกตัวอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นสําคัญมันจะสวนทางกับการปฏิรูป

ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คือหลายหน่วยงาน รวมทั้งวันนี้ด้วยมาพูดเสมือนว่า กระทรวง ทบวง กรม ที่ผ่านมาไม่ได้ทํางานอะไรเลย แล้วโดยเฉพาะในช่วงของ คสช. ปกครองบ้านเมืองมาเกือบ ๒ ปี น่าจะขอให้ทบทวนว่าแล้วที่ผ่านมา ๒ ปีให้หลัง แต่ละกระทรวง ทบวง กรม โดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้มีการปฏิรูปแล้วก็ทํางานตามเป้าหมายตามแผนของตัวเองแล้วก็แผน ๕ ปีของสภาพัฒน์ไว้ด้วย มากน้อยแค่ไหน แล้วที่เหลืออยากจะให้คณะกรรมการของตัวเองนั้นทําอะไรแล้วจะให้ สปท. ให้ความเห็นชอบแล้วก็ประสานไปที่ ครม. แล้วก็ คสช. อย่างไร อันนี้สําคัญครับ เพราะว่าดูมาทั้งหมดแล้วเหมือนกับว่าไม่ได้ทําอะไรเลยอันนี้น่ากลัวนะครับ เพราะฉะนั้น จะต้องมาทบทวนให้ฟังว่าทําอะไรไปแล้ว และจะทําอะไรต่อไป และในสิ่งที่จะกระทํานั้น อยากจะใช้อํานาจของ คสช. แล้วก็มาตรา ๔๔ ในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไป ๑๘ เดือนข้างหน้าให้มันบรรลุผลนี้อย่างไร ผมคิดว่าน่าจะเป็นเป้าหมายของการทํา

ส่วนประเด็นที่ ๓ คือเรื่องโลกร้อน ก็ขอบคุณท่าน ผอ. ที่มาเสนอเรื่องนี้ เพราะเมื่อวานนี้ในการอภิปรายเรื่องเศรษฐกิจผมก็ได้พูดไว้ในตอนท้ายแต่ไม่ได้รับคําตอบ จากท่านสถิตย์ ต้องขออนุญาตระบุชื่อไว้ด้วย ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ผมบอกว่าถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่เราจะต้องเปลี่ยนระบบ หรือที่เรียกว่า โมเดล (Model) เมื่อสักครู่ท่าน ผอ. ใช้คําว่า โมเดล (Model) ของการพัฒนาประเทศ ได้พูดกันที่ปารีสมามากในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาของการเตรียมการ ท่านพระสันตะปาปา ก็บอกว่าการบริโภคแบบทําลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางธรรมชาติ แล้วก็เป็นเรื่องบริโภคนิยมนี้ มันไปไม่ได้แล้ว แล้วผมก็อยากจะฝากทางคณะกรรมาธิการไว้ด้วยว่าอยากจะได้เห็นเอกสาร ที่ประเทศไทยไปเสนอไว้ที่ปารีสเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่แล้วว่าแผนงานของประเทศไทยในการที่จะ ลดโลกร้อนนั้นอีก ๕ ปีข้างหน้าจะทําอย่างไร คราวนี้ผมก็อยากมาโยงกับเรื่องอันดามัน นิดหนึ่งจะไปที่มรดกโลก ทบทวนสักนิดว่าที่จังหวัดสุโขทัย ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกือบจะถูกถอนออกมานั้นเรามีความบกพร่องอะไร แล้ว ณ วันนี้เราอยากจะมีท่าเรือน้ําลึก ที่อันดามัน แล้วก็ยังมีโรงไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่มีการประท้วง ที่จังหวัดกระบี่ มันสวนทางกันครับว่าจะรักษาวัฒนธรรม รักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริม การท่องเที่ยวให้อันดามันเป็นมรกตของโลก ทางด้านการท่องเที่ยวนั้นกับโรงงานอุตสาหกรรม ท่าเรือน้ําลึก แล้วก็โรงไฟฟ้า มันไปด้วยกันไม่ได้เราต้องตัดสินใจครับ อันนี้คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจะเอาอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่ผม อยากจะกล่าวโดยองค์รวม

ขอกลับไปที่เรื่องสาธารณสุขนิดหนึ่ง ท่านไม่ได้กล่าวเลยแล้วก็ไม่ได้อยู่ในเอกสาร ว่าเรื่องที่อยู่ในใจของประชาชนคือเรื่องยาว่าจะมียาเจเนริก (Generic) ยาพื้นบ้านนั้น จะผลิตได้มากน้อยแค่ไหน ประเด็นปัญหาที่สํานักงานเภสัชกรเป็นเสือนอนกินผูกขาดหรือเปล่า จะเปิดให้เอกชนทําได้อย่างไร แล้วก็ท่าทีของกระทรวงสาธารณสุขก็ดี ของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมก็ดีว่าจะเอาหรือไม่เอา กับข้อตกลงทีพีพี (TPP) ท่านอย่าปล่อยให้ทางภาคอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม บอกว่ามันดีครับ ทีพีพี (TPP) ทางกระทรวงสาธารณสุขต้องออกมาพูด เสียให้ชัด รวมทั้งคณะกรรมาธิการด้วยว่ามันจะกระทบกระเทือนกับคนยากคนจนที่จะต้อง บริโภคยาแพง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

อันที่ ๒ นางพยาบาลกับแพทย์ไม่พอ และมันก็เป็นเรื่องโลกแตกว่าแพทยสภา ไม่ยอมที่จะให้เอกชนตั้งมหาวิทยาลัยแพทย์หรือว่าโรงเรียนแพทย์ ต้องแก้ปัญหานี้ครับ แล้วก็เพื่อไม่ให้โรงพยาบาลเอกชนมาขอยืมตัวแพทย์หลวงไปทํางานตอน ๔ โมงครึ่ง ผมว่าอย่างไรมันก็ผิดจรรยาบรรณอยู่แล้ว ก็เป็นการเอารัดเอาเปรียบคนส่วนรวมเพราะว่า โรงพยาบาลเอกชนหลาย ๆ โรงพยาบาลชั้น ๑ นั้นก็ตอบสนองการเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ของประเทศไทย มันก็หัวมังกุท้ายมังกรว่าเราจะเอาอะไรแน่ให้การรักษาพยาบาลมีความทั่วถึง หรือว่าจะรองรับการท่องเที่ยวเป็นเมดิคัลฮับ (Medical Hub) แล้วเราจะทําอย่างไร กับแพทย์และพยาบาลที่เราผลิตไม่พอ จะเร่งด่วนอย่างไรภายใน ๕ ปีข้างหน้า จะเอาคําสั่งของ คสช. ด้วยมาตรา ๔๔ อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ส่วนผมก็เห็นด้วยที่จะมีการจัดลําดับ ของสถานพยาบาลจากไพรมารี (Primary) ไปจนถึงเอ็กเซลเลนซ์ (Excellence) ต่าง ๆ แต่ว่าประเด็นปัญหาก็เหมือนกับโรงเรียนที่ผมได้พูดเมื่อวานนี้ว่าจังหวัดไหนขาดพื้นฐาน แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม จะมีเป้าหมายในการที่จะให้ ๗๖ จังหวัดของเรานั้นมีสถานพยาบาลเบื้องต้นทั่วถึง ภายในระยะเวลากี่ปี อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมคิดว่าเราพูดกันถึงพื้นฐานเบสิก (Basic) เสียก่อนเพื่อให้ประชาชน เข้าถึงได้ รวมทั้งการที่จะใช้บริการของคลินิกส่วนตัวด้วย ให้เป็นเครือข่ายของการรักษาพยาบาล เบื้องต้น อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าสําคัญ เพราะว่าประชาชนจะได้เข้าถึงซึ่งการรักษาพยาบาลด้วย

ส่วนเรื่องทรัพยากรทางธรรมชาตินั้น ผมมีประเด็นเดียวเท่านั้นเอง เอาเรื่อง คั่งค้างก่อนว่าทําไมกรมทางหลวงถึงไปสร้างถนนได้ในเขาใหญ่ แล้วก็การบุกรุกทั้งหลาย ผมคิดว่าต้องทําอันนี้ในยุคปฏิรูปของ คสช. นี้ให้เป็นที่ประจักษ์เสียก่อนว่าเราจะเอาโทษกับ คนที่ได้ใช้อิทธิพลทุกระดับแล้วก็ไม่รีรอนะครับ ส่วนการปฏิรูปจัดรูปที่ดินอะไรก็มาทีหลังได้ จะเอาเรื่องเร่งด่วนที่คาหัวใจของประชาชนเสียก่อน

ส่วนประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องผังเมือง ต้องทํางานกับ อบจ. แล้วก็ ผู้ว่าราชการจังหวัดครับ ไม่อย่างนั้นก็นั่งกันอยู่ที่นี่แล้วทางกรมโยธาธิการและผังเมือง ก็ทําผังเมืองมา หรือฝ่ายผังเมือง แต่ไม่ได้พูดกับทางท้องถิ่น ผมว่ามันต้องวิ่งเป็นคู่แฝด ไปด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ต้องมีแผนระดับชาติโดยเร็วเพราะว่าสังคมไทย จะเป็นสังคมเหมือนทั่วโลก จะเป็นสังคมที่กําลังนําไปสู่ตัวเมืองคือเออร์บาไนเซชัน (Urbanization) แล้วในการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารราชการเราก็คิดว่าจากจังหวัด ก็จะทอนออกมาเป็นระดับเทศบาล ๓-๔ ระดับด้วยกัน เพราะฉะนั้นคําว่าชนบทไม่มีแล้ว จะเป็นเออร์บัน (Urban) เป็นเขตเมืองก็ต้องวางแผนล่วงหน้าตั้งแต่บัดนี้ แล้วเรื่องที่จะต้อง ทํากันเป็นการสําคัญคือการโซนนิง (Zoning) แล้วก็การจัดสาธารณูปโภคต่าง ๆ เหล่านี้ ให้เพียงพอ เวลามีแค่นี้ผมก็ขอเสนอแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ