รวีวรรณ ภูริเดช บรรยายสรุปแผนการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการปฏิรูประบบการผังเมืองและการใช้พื้นที่ เพื่อส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เธอหารือเรื่องการผังเมือง โดยเน้นย้ำปัญหาการขาดทิศทางและบุคลากรที่มีความรู้ในการวางแผนผังเมือง นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาการหมดอายุของผังเมือง และขาดการปฏิบัติตามกฎหมายการผังเมือง เธอยังหารือเรื่องการจัดทำผังเมืองเฉพาะของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 10 จังหวัด และเรียกร้องการสนับสนุนให้ใช้ร่าง พ.ร.บ. การผังเมืองและการใช้พื้นที่ที่ดี และการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เธอยังหารือเรื่องการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของโครงการขนาดใหญ่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EIA) และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) และการปรับปรุงระบบการวางแผนพื้นที่และการพัฒนาพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการนําเอสอีเอ (SEA) มาใช้ในการวางแผนพื้นที่ และการเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาอีไอเอ (EIA) และอีเอชไอเอ (EHIA)
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติ ดิฉัน นางรวีวรรณ ภูริเดช สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๒๑ ในฐานะประธาน อนุกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อม จะขอเป็นผู้บรรยายสรุปนําเสนอแผนการปฏิรูปด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีแผนการปฏิรูป ๓ ด้าน บวกกับข้อเสนอเพื่อผลักดันเข้าสู่ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี อีก ๑ เรื่อง ดังนี้
๑. การปฏิรูประบบการผังเมืองและการใช้พื้นที่
๒. ในเรื่องของการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
๓. การปฏิรูประบบการบริหารจัดการขยะของประเทศ
๔. เป็นข้อเสนอเพื่อผลักดันเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไว้ในการวางแผนระยะยาว หรือยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีของประเทศ
ในเรื่องของการปฏิรูประบบการผังเมืองและการใช้พื้นที่จะเห็นว่าเป็นเรื่อง สําคัญ เพราะว่าการที่เรามีผังเมืองที่ดีจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน โดยตรง อีกทั้งเป็นเรื่องของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วย ดังจะเห็นได้ว่า มีถึง ๒ คณะกรรมาธิการได้หยิบยกประเด็นเรื่องของการผังเมืองและการใช้ประโยชน์พื้นที่ มานําเสนอในข้อเสนอของการขับเคลื่อนเรื่องการปฏิรูป ดิฉันขออนุญาตลงรายละเอียด เพิ่มเติมจากคณะกรรมาธิการชุดการบริหารจัดการแผ่นดินที่ได้มีการเสนอไว้แล้วในส่วน เรื่องของการผังเมืองเพิ่มเติม ดังนี้
ในปัจจุบันกฎหมายเรื่องการผังเมือง เรามีการวางผังเมืองใน ๒ ระดับ ๑. การวางผังเมืองรวม และ ๒. การวางผังเมืองเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันการทําผังเฉพาะยังไม่มี การดําเนินการ ในส่วนของการวางผังเมืองรวมมี ๒ ลักษณะ คือ ผังเมืองรวมจังหวัด และผังเมืองรวมในระดับเมือง ปัญหาที่ผ่านมาจะพบว่าได้มีการกระจายหรือถ่ายโอนภารกิจ ในเรื่องของการวางผังเมืองให้กับหน่วยราชการส่วนท้องถิ่น โดยที่รัฐไม่ได้กําหนด กรอบนโยบายเกี่ยวกับการวางผังและจัดทําผังในระดับประเทศ หรือผังภาค หรือผังอนุภาค ไว้อย่างชัดเจน ทําให้องค์กรปกครองท้องถิ่นส่วนใหญ่ขาดทิศทางในการที่จะนํามาจัดทํา ผังเมืองในระดับเมืองที่ชัดเจนได้ อีกทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจในด้านการวางแผนและการจัดทําผังเมืองที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับมิติอื่น ๆ ของการพัฒนา มีงบประมาณไม่เพียงพอ เกิดปัญหาการแทรกแซงของกลุ่มทุนที่แสวงหา ผลประโยชน์ ทําให้เกิดปัญหาผังเมืองรวมในระดับเมืองได้สิ้นสุดการบังคับใช้ ปัจจุบัน มีผังเมืองที่หมดอายุไปแล้วถึง ๗๙ แห่งใน ๔๙ จังหวัด ทําให้ไม่ทันกับการเจริญเติบโต ของเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าทางกรมโยธาธิการและผังเมือง เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ได้แก้ปัญหาเรื่องของแก้ประกาศ พ.ร.บ. ของการผังเมือง เพื่อแก้ไขปัญหาการหมดอายุของผังเมืองไว้แล้ว แต่อย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ช่วยในการแก้ปัญหา ผังเมืองที่หมดอายุไปแล้ว และปัญหาเรื่องศักยภาพของท้องถิ่นในเรื่องของการดําเนินการเรื่องการผังเมืองแต่อย่างใด ดังนั้นในส่วนของอนุกรรมาธิการจึงเห็นว่าข้อเสนอในการปฏิรูปที่จะต้องมีการเร่งรัดใน ๑ ปี ข้างหน้านี้ก็คือ
๑. ให้มีการจัดทําผังเมืองรวมที่หมดอายุ ๗๙ ผัง ใน ๔๗ จังหวัดให้แล้วเสร็จ เพื่อให้การจัดทําผังเมืองทันต่อการพัฒนาของพื้นที่ และทันต่อการเติบโตของเมือง ในจํานวนนี้ดิฉันขอยกตัวอย่างผังเมืองที่หมดอายุไปที่เราเห็นชัดก็คือผังเมืองมาบตาพุด อันนี้เป็นผังที่ขาดอายุไปแล้วก็เป็นประเด็นของทางสังคมในระยะที่ผ่านมานะคะว่าพื้นที่ สีเขียวกับพื้นที่สีม่วงได้เข้ามาประชิดกันแล้ว อย่างไรก็ตามหากมีการทําผังเมืองมาบตาพุด ให้แล้วเสร็จก็ยังไม่ได้แก้ปัญหา เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่าผังเมืองนี่มันทําไปล่าช้ากว่า การพัฒนาในพื้นที่ การกําหนดให้มีบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ในกรณีของผังมาบตาพุด ยังทําไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) หมายถึงว่าเราอาจจะต้องมีการเวนคืน บางพื้นที่ที่ชุมชนเข้ามาประชิดกับขอบของนิคมอุตสาหกรรมไปแล้วนะคะ เพราะว่าไม่ได้ มีการกันพื้นที่ในลักษณะของการจัดทําผังเมืองไว้ตั้งแต่แรก ในการทําผังเมืองยังไม่ได้ มีการบูรณาการเลเยอร์ (Layer) ในเรื่องของด้านการคมนาคม การสาธารณูปโภค วางสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเรื่องของระบบการจัดการขยะและน้ําเสีย รวมทั้งวางผังโดยเอาเรื่องของภัยพิบัติธรรมชาติเข้ามาร่วมคิดด้วยนะคะ ในส่วนของการที่ จะต้องทําผังเมืองในบางพื้นที่ให้เป็นพื้นที่สีเขียวหรือการเป็นบัฟเฟอร์โซน (Buffer zone) ยังขาดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมและรวดเร็ว ขาดมาตรการจูงใจที่ทําให้ส่งเสริมมาตรการ การผังเมืองให้สําเร็จ ดังนั้นโดยสรุปแล้วข้อเสนอปฏิรูประบบผังเมืองการใช้พื้นที่คือ
๑) ขอให้เร่งรัดการจัดทําผังเมืองรวมที่หมดอายุ ๗๙ ผัง อันนี้อาจจะต้องมี การใช้กฎหมายพิเศษ เนื่องจากเป็นภารกิจที่ถ่ายโอนไปแล้ว แต่ว่าต้องออกกฎหมายเพื่อให้ กรมโยธาธิการและผังเมืองสามารถที่จะไปทํางานร่วมกับ อปท. ได้นะคะ
๒) ให้มีการจัดทําผังเมืองเฉพาะของพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ๑๐ พื้นที่ ที่เป็นนโยบายของรัฐบาลก็คือ จังหวัดสระแก้ว จังหวัดตาก จังหวัดมุกดาหาร จังหวัดตราด จังหวัดสงขลา จังหวัดเชียงราย จังหวัดหนองคาย จังหวัดนครพนม จังหวัดนราธิวาส จังหวัดกาญจนบุรี โดยที่เห็นควรมอบหมายให้กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับสภาพัฒน์ ในการวางผังเอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการพัฒนาเร็วกว่าการวางผังเมืองอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา ในการจัดทําผังเมืองเฉพาะ เห็นควรนํากลไกและเครื่องมือในเรื่องของการประเมินสิ่งแวดล้อม ระดับยุทธศาสตร์หรือว่าเอสอีเอ (SEA) เข้ามาผนวกพิจารณาไว้ด้วย เพราะว่าหากมีการทํา เอสอีเอ (SEA) ไว้แล้วเราจะทราบว่าพื้นที่นี้สามารถที่จะมีแคร์รีอิงคาพาซิตี (Carrying capacity) หรือศักยภาพในการรองรับการพัฒนาเท่ากับเท่าไร เช่นในกรณีของน้ําต้นทุนมีเพียงพอกับ การพัฒนาที่จะกําหนดไว้ในอนาคตหรือไม่ อย่างไรนะคะ
สุดท้ายก็คือขอให้หยิบยกร่าง พ.ร.บ. การผังเมืองและการใช้พื้นที่ ซึ่งทาง สปช. ได้ยกร่างไว้แล้วซึ่งเป็นร่างที่ดี สามารถที่จะใช้เป็นเบส (Base) ในการที่จะนํามา ปรับปรุงให้ครบถ้วนได้เป็นอย่างดี
เรื่องถัดไปคือการปฏิรูปเรื่องของระบบการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะคะ เพราะประเทศไทยยึดถือแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมาโดยตลอด การลงทุน การพัฒนาต่าง ๆ จะต้องมีการพิจารณารอบด้าน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม ในหลักการของการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เราสามารถ แยกได้เป็น ๒ ระดับคือ
๑. ในระดับภาพรวมหรือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) ก็จะพิจารณาผลกระทบจาก โครงการต่าง ๆ ในหลาย ๆ โครงการว่ารวมกันแล้วยังสอดคล้องกับศักยภาพในการรองรับ ของพื้นที่หรือไม่ อย่างไร
๒. ก็คือระดับโครงการก็จะเป็นการพิจารณาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เรียกว่า อีไอเอ (EIA) และส่วนที่ ๒ ก็คือโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบรุนแรงก็จะให้จัดทํารายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพหรือว่าเอ็นไวรอนเมนทัล แอนด์ เฮลท์ อิมแพกต์ แอสเซสเมนต์ (Environmental and Health Impact Assessment) หรือ อีเอชไอเอ (EHIA) ซึ่งอันนี้ก็เป็นไปตามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ซึ่งได้มีการหยิบยกประเด็นขึ้นมาในเรื่องให้มีกลไกเรื่องของอีเอชไอเอ (EHIA) ขึ้นมา ปัญหาที่ผ่านมานี้จะพบว่าหลายคน หลายภาคส่วนจะเห็นว่าการทําอีไอเอ (EIA) นี้เป็นอุปสรรค ของการพัฒนา อย่างไรก็ตามประเทศไทย อย่างที่เรียนนะคะ เราเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน เราไม่ได้ยึดถือนโยบายที่ว่าโกรว์ เฟิรสต์ แอนด์ คลีน อัพ เลเทอร์ (Grow first and clean up later) อย่างนี้นะคะ ยังจะเห็นว่าในหลาย ๆ เมืองใหญ่ก็เริ่มประสบปัญหาในเรื่อง ผลกระทบต่อสุขภาพจากการพัฒนาตามที่เป็นข่าวในปัจจุบันนะคะ การพิจารณาเรื่องของ อีไอเอ (EIA) นี้นะคะ หลัก ๆ แล้วขึ้นอยู่กับคุณภาพของแรงงานกับที่ปรึกษา หรือว่า เทิร์ดพาร์ตี (Third party) ที่จะเป็นผู้จัดทํารายงานส่งมาให้ทางสํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้พิจารณานะคะ แล้วก็ในเรื่องของกระบวนการ ก็จะต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการให้ความเห็นประกอบขององค์กรอิสระ ด้านสิ่งแวดล้อมด้วยนะคะ นอกจากนั้นในเรื่องของการที่เราผนวกในเรื่องของการประเมินผล กระทบต่อสุขภาพเอาไว้ด้วย ปัจจุบันยังขาดฐานข้อมูลที่เป็นเบสไลน์อินฟอร์เมชัน (Baseline information) ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ดิฉันยกตัวอย่างในเรื่องของ สารหนู สารหนูนี้เป็นทั้งสารที่มีอยู่ในธรรมชาติอยู่แล้วในบางพื้นที่ เพราะฉะนั้นการที่จะ สืบหาต้นตอของสาเหตุหากเราไม่มีเบสไลน์ (Baseline) ของแต่ละพื้นที่ไว้ทําได้ยากกว่า กิจกรรมในการเปิดพื้นที่ หรือกิจกรรมเปิดหน้าดินทําให้สารหนูมีการแอกทีฟ (Active) แล้วก็ เกิดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมสาเหตุมาจากกิจกรรมใดทําได้ยากนะคะ ดังนั้นในเรื่องสําคัญ ของการปฏิรูประบบการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีข้อเสนอดังนี้
ข้อ ๑ เห็นควรผนวกเพิ่มเติมในเรื่องของการนําเครื่องมือที่เรียกว่าเอสอีเอ (SEA) มาใช้ในการวางแผนพื้นที่เฉพาะ ดําเนินการโดยหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการวางแผน การพัฒนาพื้นที่ เพื่อที่จะได้พิจารณาวางกลยุทธ์ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมไว้ก่อนที่จะมีการพัฒนา ในพื้นที่นั้น ๆ โดยให้ยกระดับในเรื่องของเอสอีเอ (SEA) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายใด ๆ กําหนด ได้มีการบัญญัติไว้ด้วยนะคะ
ข้อ ๒ คือเพิ่มประสิทธิภาพในการพิจารณาอีไอเอ (EIA) กับอีเอชไอเอ (EHIA) ของเรานะคะ อาจจะมีการเพิ่มเติมในเรื่องของการกระจายอํานาจให้กับหน่วยงานอื่น มีการทําโคด ออฟ แพรกทิซ (Code of Practice) แทนการพิจารณาจัดทํารายงาน เพื่อให้เกิดการทํางานที่รวดเร็วมากขึ้น
สุดท้ายนะคะ เป็นเรื่องสําคัญ อีไอเอ (EIA) นี้เราดูเข้มอย่างไรไม่มีประโยชน์ หากไม่มีการดําเนินการตามมาตรการลดและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ให้เอาไว้ ในรายงาน ซึ่งในรายงานนี้จะต้องนํามาตรการนี้นะคะ หน่วยงานผู้มีสิทธิออกใบอนุญาต จะต้องนํามาตรการผนวกเป็นเงื่อนไขประกอบการอนุมัติ อนุญาต ปัจจุบันในเรื่องของ การเอ็นฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ให้กํากับในเรื่องของให้ดําเนินการตามมาตรการ ลดผลกระทบยังไม่ดีพอ ดังนั้นจึงขอเสนอให้เน้นในเรื่องของเอ็นฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ในการติดตามตรวจสอบให้มีบทลงโทษผู้ที่ไม่กระทําตามมาตรการที่กําหนด
อันที่ ๒ เน้นให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในเรื่องของมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก หรือที่เรียกว่าสมาร์ทอีไอเอ (Smart EIA) อันนี้ต้องใช้งบประมาณ ในการสนับสนุนให้มีการดําเนินงานนํามาตรการต่าง ๆ ที่กําหนดเอาไว้สําหรับโครงการต่าง ๆ ลงมีเดีย (Media) หรือว่าแอพ (App) เพื่อให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการติดตาม ตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะว่าปัจจุบันการเข้าถึงของข้อมูลเหล่านี้ทําได้ยาก
ข้อเสนอของการปฏิรูประบบถัดไปนะคะ ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการ ขยะของประเทศ อันนี้เป็นนโยบายนําของรัฐบาลที่ชัดเจน ทํามาในระยะที่ผ่านมา อย่างต่อเนื่องนะคะ ซึ่งจะเห็นว่าการจัดการขยะของประเทศไทยยังไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากว่ามีกฎหมายที่ดูแลในเรื่องของการจัดการขยะที่ควบคุมหลายส่วน ทั้งในส่วนของ พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และล่าสุดมีการออก ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการขยะมูลฝอย พ.ศ. ๒๕๕๗ ขึ้นมาด้วยนะคะ อย่างไรก็ตามการดําเนินการในเรื่องของการจัดการขยะเป็นอํานาจของท้องถิ่น แต่ว่าความต่อเนื่อง หรือนโยบายของท้องถิ่นในการดําเนินการเรื่องการจัดการขยะในพื้นที่เปลี่ยนไปตลอดเวลา ตามผู้นําของท้องถิ่น ผู้นําท้องถิ่นเข้ามาใหม่นโยบายก็เปลี่ยน เพราะฉะนั้นการจัดการขยะในลักษณะระยะยาวจึงทําได้ยาก และต้องเน้นในเรื่องของการให้ เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการเรื่องการจัดการขยะให้มากขึ้น ดังนั้นข้อเสนอคือ ขอให้มีการบูรณาการการดําเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ให้มากขึ้น เร่งรัดการปรับปรุง กฎหมาย หรือเห็นควรผลักดันให้มีกฎหมายของประเทศในเรื่องการจัดการขยะขึ้น เป็นการเฉพาะ โดยรวมบางหมวดของมาตราต่าง ๆ ใน พ.ร.บ. สาธารณสุข พ.ร.บ. ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แล้วก็รวมถึงจะต้องดู พ.ร.บ. การให้เอกชนร่วมทุนในกิจการ ของรัฐร่วมด้วย โดยขณะนี้ได้มีการจัดทําร่าง พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็น ระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองซึ่งยกร่างโดยกระทรวงมหาดไทย คิดว่าเป็นเบส (Base) ที่ดี ที่จะนํามาปรับปรุง แล้วก็อินทีเกรต (Integrate) พ.ร.บ. ต่าง ๆ ข้างเคียงเข้าไปในกฎหมาย เพื่อให้มี พ.ร.บ. ว่าด้วยเรื่องของการจัดการขยะฉบับเดียว อีกส่วนหนึ่งก็คือถึงแม้ว่า ปัจจุบันนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ออกในเรื่องของข้อกําหนดปรับปรุง ได้มีการกําหนด ในเรื่องของให้มีการเก็บค่าบริการขนขยะแล้วก็กําจัดขยะเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ. ของสาธารณสุขจะไม่มีผลใด ๆ เลยหากท้องถิ่นไม่ออกเทศบัญญัติในการจัดเก็บ ค่าบริการขยะล้อตาม พ.ร.บ. ของสาธารณสุข ในเรื่องของการออกเทศบัญญัติและข้อบัญญัติ เก็บค่าบริการบางครั้งเป็นปัญหาการเมืองท้องถิ่น หลายท้องถิ่นไม่อยากประกาศกําหนด อย่างไรก็ตามเห็นควรขับเคลื่อนเพื่อให้ท้องถิ่นมีรายได้ของท้องถิ่นที่เพียงพอ ในการบริหารจัดการขยะให้ถูกสุขลักษณะต่อไปนะคะ
ในเรื่องสุดท้ายที่จะขอนําเสนอเพื่อผลักดันเอาไว้ในการวางแผนระยะยาว ของประเทศ หรือว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกําหนดยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ ก็คือในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งหากท่านได้ติดตามในระยะที่ผ่านมา ก็จะมีการประชุมที่เรียกว่าคอป ๒๑ (COP21) ที่กรุงปารีสในเรื่องนี้ หลายท่านยังคิดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของน้ําแข็งขั้วโลกละลาย เป็นเรื่องของหมีขาวไม่มีที่อยู่ เป็นเรื่องของนักวิทยาศาสตร์ที่จะคุยกันเรื่องนี้เท่านั้น เดี๋ยวดิฉันจะขอเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศโดยตรง เกี่ยวข้อง กับการค้าและการลงทุนโดยตรง ดังนั้นประเทศไทยมีความจําเป็นต้องให้ความสําคัญ ในเรื่องนี้ แล้วก็ปรับรูปแบบของการพัฒนาไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ํา แล้วก็เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตดูรายงานสถานการณ์การปล่อยกรีนเฮาส์ แก๊ส (Greenhouse gas) ของประเทศไทยหรือก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยนะคะ ในภาพรวม ในพายชาร์ต (Pie chart) จะเห็นว่าในเซกเตอร์ (Sector) ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ของไทยประมาณ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ก็คือภาคพลังงานและภาคขนส่ง ถัดไปคือภาคเกษตร ถัดไปคือภาคอุตสาหกรรม สุดท้ายคือภาคของเสีย ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นอันดับที่ ๓ ของอาเซียน (ASEAN) และเป็นลําดับที่ ๒๒ ของโลก ถือว่าไม่น้อยนะคะ แล้วอัตราการปล่อยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในการประชุมคอป ๒๑ (COP21) ที่ปารีสเป็นการประชุม ที่มีผู้นํา ไม่ว่าจะเป็นโอบามา หรือประเทศอื่น ๆ ผู้นําระดับสูงสุดของแต่ละประเทศ มีการเข้าร่วมการประชุมมากกว่า ๑๕๐ ประเทศ ทําไมเขาถึงให้ความสําคัญ เพราะเขาตระหนักว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและกําหนดรูปแบบการพัฒนาของประเทศในอนาคต มีคําพูดของสื่อบอกว่าการประชุมที่ได้ข้อตกลงร่วมกันหรือว่าปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ถือเป็นเดอะ เวิลด์ส เกรทเทสต์ ดิโพลมาติก ซักเซส (The world’s greatest diplomatic success) เพราะว่าหลายประเทศได้ตรากตรําแล้วก็สามารถที่จะมีข้อมติร่วมกันของภาคีสมาชิก ๑๙๖ ประเทศยอมรับตัวข้อตกลงใหม่ที่จะมาใช้แทนพิธีสารเกียวโต ซึ่งจะสิ้นสุด การบังคับใช้ลงใน ค.ศ. ๒๐๒๐ เป้าหมายหลักของการทําเรื่องนี้ก็คือให้แต่ละประเทศ ช่วยปรับโมเดล (Model) การพัฒนาประเทศเพื่อลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไว้ไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน ๒ องศาเซลเซียส หรือถ้าหากทําได้ถึง ๑.๕ องศาเซลเซียสก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าในประเทศหมู่เกาะที่เป็นแมทเทอร์ ออฟ เซอร์ไววัล (Matter of survival) ของเขานี่นะคะ เขาเรียกร้องให้ทุกประเทศให้ความเห็นใจ หากน้ําทะเลสูงขึ้นเขากระทบมากเกาะอาจจะจม ถิ่นที่อยู่อาศัยน้อยลง เรียกร้องให้ร่วมกันลด เพื่อไม่ให้อุณหภูมิของโลกเกิน ๑.๕ องศาเซลเซียส ในข้อตกลงอันนี้ก็จะมีเรื่องสําคัญพูดไว้หลายเรื่อง ครอบคลุมในเรื่องของการปรับตัว ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในเรื่องของการสนับสนุนเงินทุน ซึ่งจะเอามาใส่ ประเทศพัฒนาแล้วจะนําเงินมาใส่ในกองทุนที่เรียกว่ากรีน ไคลเมต ฟันด์ (Green Climate Fund) เพื่อให้ประเทศกําลังพัฒนานี้นําไปปรับเทคโนโลยีและรูปแบบการเติบโต ของแต่ละประเทศให้ได้อย่างจริงจัง โดยสัญญาว่าจะมีการนําเงินนี้เข้ากองทุนกรีน ไคลเมต ฟันด์ (Green Climate Fund) ปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านเหรียญยูเอสดอลลาร์ ตั้งแต่ ค.ศ. ๒๐๒๐ เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศกําลังพัฒนาก็สามารถที่จะขอกองทุนตัวนี้ มาดําเนินงานกับปรับเปลี่ยนภาคผลิตของไทยด้วย ดิฉันยกตัวอย่างว่าทําไมถึงสําคัญ ทําไมเป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น ขณะนี้กลุ่มประเทศอียู (EU) เขากําหนดมาตรฐานใหม่ ในเรื่องของแอร์ (Air condition) ตู้เย็นที่จะนําขายส่ง เขาไม่ได้บังคับเราไม่เปลี่ยนก็ได้ แต่คูแลนท์ (Coolant) หรือสารหล่อเย็นนี้เขาให้ใช้เนชันนัลคูแลนท์ (National coolant) แล้ว ไม่ให้เอฟแก๊ส (F-gases) อย่างเช่นแต่ก่อนนี้ประเทศไทยก็มีการใช้ซีเอฟซี (CFC) ในตู้เย็น แต่ตอนนี้เราก็เลิกใช้แล้ว แต่เรายังใช้เอฟแก๊ส (F-gases) ประเภทอื่นอยู่ อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ปรับการผลิตของเราไม่สามารถที่จะส่งขายไปกลุ่มประเทศอียู (EU) ได้แล้วนะคะ เราคงขายได้แต่ประเทศอื่น ๆ ดังนั้นอันนี้เขาถือว่าเป็นมาตรฐานที่สูงขึ้น ดังนั้นภาคเอกชน จะต้องมีการปรับตัวในเรื่องนี้ ดิฉันจึงเห็นว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสําคัญในเรื่องนี้อย่างจริงจัง แล้วก็ขอนําเสนอในเรื่องนี้เข้าไปสู่ยุทธศาสตร์ของชาติระยะ ๒๐ ปีด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ