มิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ เสนอแผนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ 6 เรื่อง โดยเน้นการแก้ไขปัญหาที่ดิน น้ำ และทะเลชายฝั่ง รวมถึงการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศไทย การพัฒนากฎหมายและโครงสร้างองค์กรเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ และการจัดการปัญหาภัยแล้ง และการกัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทย นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางในการจัดตั้งกองทุนสนับสนุน ปลูกไม้เศรษฐกิจและการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และการเสนอแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก
กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิก สปท. ที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๑๖ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ขอนําเสนอ รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของแผนการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในสไลด์ (Slide) ถัดไป ภายใต้แผนการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติจะครอบคลุมในเรื่องของทรัพยากร ๓ ด้านค่ะ ในเรื่องของทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ทรัพยากรน้ํา และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยจะประกอบด้วยแผนการปฏิรูป ๖ เรื่องด้วยกัน เรื่องที่ ๑ เรื่องของการจัดการที่ดิน และป่าไม้ เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการเพิ่มและฟื้นฟูพื้นที่ป่าของประเทศ เรื่องที่ ๓ ที่เกี่ยวกับ เรื่องของทรัพยากรน้ํา ก็คือเรื่องของการพัฒนากฎหมายและปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา เรื่องที่ ๔ เรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการแก้ไขปัญหา ภัยแล้ง สําหรับในเรื่องที่ ๕ และเรื่องที่ ๖ ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ซึ่งเป็นการพัฒนากฎหมายและการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและกลไกการบริหาร เกี่ยวกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และเรื่องสุดท้าย เกี่ยวกับเรื่องของการเสนอ และอนุรักษ์ทะเลอันดามันเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ซึ่งอันนี้เป็นข้อเสนอการปฏิรูปเร็ว ของ สปช. ค่ะ
ดิฉันขออนุญาตเริ่มที่แผนที่ ๑ ในเรื่องของการจัดการที่ดินและป่าไม้ ขอกล่าวในเรื่องของปัญหาโดยสรุปนะคะ ในเรื่องของปัญหาการจัดการที่ดิน จะกล่าวถึง ในเรื่องของสถานการณ์เรื่องที่ดิน ซึ่งก็คงเกี่ยวข้องกับในเรื่องของความเหลื่อมล้ํา ในเรื่องของ การถือครอง หรือว่าการเข้าถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับในเรื่องของประชาชนบางส่วนยังไร้ที่ดินทํากิน จากตัวเลขข้อมูลการขึ้นทะเบียน คนจนเมื่อปี ๒๕๕๗ พบว่ามีผู้ที่ไม่มีที่ดินทํากินเลย ๑.๓ ล้านคน สําหรับในกลุ่มที่มีที่ดินทํากิน แต่น้อยไม่เพียงพอนี้ประมาณ ๑.๖ ล้านคน ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ทําอย่างไรในการ ที่จะแก้ไขปัญหาในเรื่องของการถือครองในการที่เข้าถึงการใช้ประโยชน์ที่ดินของรัฐได้อย่าง เป็นธรรม ในเรื่องสถานการณ์ป่าไม้ ปัญหาที่มีข้อขัดข้องในระยะที่ผ่านมาในเรื่องสัดส่วนของ พื้นที่ป่าไม้ของประเทศที่ยังไม่เหมาะสม ในเรื่องของจํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้นเป็นจํานวนมาก ในการที่เข้าไปอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินของป่าไม้หรือเกิดปัญหาการบุกรุกที่ดิน ในเรื่องของข้อพิพาทที่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐแล้วก็ประชาชน ในเรื่องของพื้นที่ต้นน้ําลําธาร ถูกบุกรุกแล้วการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ไม่เหมาะสม ในเรื่องของนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรป่าไม้ที่ยังขาดกลไกการขับเคลื่อนไม่มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในเรื่องนโยบายของ การเพิ่มขึ้นที่ป่าไม้ นโยบายส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่อง เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลที่จะใช้ประกอบในเรื่องของการตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา ที่ดินป่าไม้ ทั้งในเรื่องของแนวเขตข้อมูล ผู้ใช้ประโยชน์ และในเรื่องของการจัดโซนนิง (Zoning) ซึ่งที่ผ่านมานี้ยังมีปัญหายังไม่สามารถกําหนดในเรื่องนี้ได้ชัดเจนนะคะ และรวมทั้งในเรื่องของ ด้านกฎหมาย แนวทางในการแก้ไขจากนี้ไป ๑ ปี ๖ เดือน ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่อง ของที่ดินจะต้องโฟกัสในเรื่องของการจัดทําแนวเขต ขณะนี้ทางกระทรวงของรัฐบาลเอง ก็ได้จัดทําในเรื่องของแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการซึ่งเป็นมาตราส่วนที่เป็น อันเดียวกันก็คือ ๑ : ๔,๐๐๐ ที่เราเรียกว่าวันแมป (One map) ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว จากนี้ต่อไปในการที่จะนําวันแมป (One map) เข้ามาขยายผลเพื่อที่จะจัดทําแผนที่ แนบท้ายประกาศเขตป่าในเรื่องของการที่จะทําโซนนิง (Zoning) ในเรื่องของการจัดทําข้อมูล รายป่าซึ่งจะต้องมีข้อมูลส่วนหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ประโยชน์ ผู้ที่เข้าอยู่อาศัย แล้วก็ ระบบสารสนเทศที่ดินป่าไม้ อันนี้จะต้องเป็นการวางรากฐานเพื่อที่จะใช้เป็นกลไกในเรื่อง การบริหารจัดการต่อไปให้เกิดในเรื่องของกระจาย มีความเป็นธรรม แล้วก็ในเรื่องของ การพัฒนากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินป่าไม้ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดินป่าไม้ในปัจจุบันนี้ มีมากกว่า ๑๙ ฉบับ การพัฒนานี้ก็คงจะต้องมีการปรับปรุงทั้งกฎหมายเดิมแล้วก็ยกร่าง ในเรื่องของข้อกฎหมายใหม่ ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องมือในการดําเนินการจัดระเบียบ การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ และที่สําคัญค่ะในเรื่องของการโซนนิง (Zoning) การจัดระบบ การใช้ประโยชน์ที่ดินและป่าไม้ให้สอดคล้องกับเกณฑ์การใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้ในแต่ละเขต เรื่องนี้ก็คงจะต้องมีคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติกําหนด โดยมีการบูรณาการ ทั้งทางด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ และหลักทางวิชาการทางวนศาสตร์ให้เหมาะสมกับ สภาพพื้นที่โดยมีการบูรณาการและเป็นธรรม
เรื่องที่ ๒ แผนการปฏิรูปการเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศนะคะ พื้นที่เป้าหมาย ความจริงแล้วประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมด ๓๒๓ ล้านไร่ ตัวเลขกลม ๆ นะคะ เป้าหมายที่ กําหนดนโยบายป่าไม้แห่งชาติไว้ทั้งในแผน ๑๑ และแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ได้กําหนดว่าประเทศไทยอย่างน้อยจะต้องมีพื้นที่ป่าไม้ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๔๐ หรือคิดเป็น จํานวนไร่ก็คือ ๑๒๙ ไร่ แต่ปัจจุบันนี้ประเทศไทยยังมีพื้นที่ป่าไม้เพียง ๑๐๒ ไร่ ขาดอีก ๒๗ ล้านไร่ที่จะต้องเพิ่มพื้นที่ป่า ในปัญหาเรื่องนี้ดิฉันขอไปสไลด์ (Slide) ถัดไปค่ะ นอกจากในเรื่องพื้นที่สัดส่วนของป่าไม้ที่ยังไม่เหมาะสมและในเรื่องของความต้องการใช้ไม้ ในเรื่องของกลไกการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจ เหล่านี้ยังเป็นสภาพปัญหาค่ะ และที่สําคัญ ในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยเฉพาะลักษณะของป่าชุมชนซึ่งเป็นป่าที่ไม่ได้ให้เอกสารสิทธิ แต่เป็นการดําเนินการในลักษณะของคนอยู่ร่วมกับป่า มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และในเรื่อง ของการประกาศเพิ่ม ประกาศของเขตอุทยานแห่งชาติซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ประมาณ ๗-๘ ปีมาแล้วเราไม่สามารถประกาศเขตพื้นที่อุทยานหรือพื้นที่ป่าใด ๆ เพิ่มขึ้นเลย เพราะยังมีข้อขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องของแนวเขตค่ะ เหล่านี้เป็นเรื่องปัญหาที่จะต้องมีแนวทางการแก้ไข ซึ่งแนวทางในการแก้ไขในสไลด์ (Slide) ถัดไป ในเรื่องแรกที่เกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งและพัฒนาป่าชุมชน อย่างที่ดิฉันได้กราบเรียนค่ะว่า การสนับสนุนในหลักการขอให้คนอยู่กับป่าได้ โดยเฉพาะของหมู่บ้านชุมชนที่อยู่รอบชายป่า แนวเขตป่า ซึ่งมีทั้งหมดทั่วประเทศ ๒๑,๘๕๐ หมู่บ้าน ขณะนี้ที่ทางกรมป่าไม้ของ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดําเนินการในเรื่องของการจัดตั้งป่าชุมชน ได้ดําเนินการไปแล้วเพียงร้อยละ ๔๓ หรือคิดเป็นจํานวนหมู่บ้านประมาณ ๙,๕๐๐ หมู่บ้าน ยังเหลืออีก ๑๒,๓๕๐ แห่ง ถ้าหากว่าจะให้ดําเนินการในลักษณะที่ผ่านมาโดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรับผิดชอบแต่เพียงหน่วยงานเดียว อันนี้ก็คง จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ ๖๐ ปีเป็นอย่างต่ํา แต่ในเรื่องของแนวทางการแก้ไขนี้ เนื่องจากว่าการสนับสนุนการจัดตั้งป่าชุมชนอันนี้ถ้าหากว่าจะให้เกิดความสําเร็จได้ ในเรื่องของการกําหนดนโยบายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศเข้ามามีส่วนร่วม ในเรื่องของการจัดตั้งป่าชุมชนร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ อันนี้ก็จะผลักดัน อย่างน้อย ๆ ในทั้งหมดป่าชุมชนตรงนี้ก็จะได้อีกประมาณ ๑๐ ล้านไร่ เป็นป่าที่ประชาชน ร่วมกันดูแลแล้วก็ร่วมกันเข้าไปใช้ในเรื่องของการใช้ประโยชน์โดยจะต้องมีการกําหนด หลักเกณฑ์ รวมทั้งในเรื่องของข้อกฎหมายต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของพระราชบัญญัติป่าชุมชน นอกเขตป่าอนุรักษ์ การจัดตั้งกองทุน แล้วก็การสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ อีกเรื่องหนึ่งก็คือ ส่งเสริมในเรื่องเครือข่ายของป่าชุมชน ขณะนี้เรามีเครือข่ายทั้งหมด ๖๗ จังหวัด ในแนวทางถัดไป ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของป่านอกจากเรื่องป่าชุมชนแล้ว การจัดตั้งกองทุนสนับสนุน ปลูกไม้เศรษฐกิจโดยเฉพาะในพื้นที่ที่เป็นเอกสารสิทธิ ในการพัฒนาระบบการจ่ายค่าตอบแทน คุณค่าระบบนิเวศหรือว่าเพส (PES) ที่สําคัญค่ะ ในเรื่องของการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ อย่างที่ ดิฉันกราบเรียนว่าเราไม่สามารถเพิ่มการประกาศพื้นที่เขตอุทยาน ซึ่งการประกาศเขตอุทยาน ก็จะเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าที่เป็นป่าต้นน้ํา แล้วที่สําคัญก็คือจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ในการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ในเรื่องของความอุดมสมบูรณ์ การประกาศป่าทั้ง ๒๓ แห่งนี้ ความจริงในเรื่องของการเตรียมการ และบัดนี้มีความพร้อมโดยเฉพาะในเรื่องของแนวเขต ซึ่งใช้วันแมป (One map) แล้วก็เป็นแผนที่ที่มีความชัดเจนแล้วก็ได้รับการยอมรับ ขณะนี้ อยู่ในระหว่างขั้นตอนในการที่จะนําเสนอทั้งหมด ป่าทั้ง ๒๓ แห่งอันนี้พื้นที่ประมาณ ๔.๘ ล้านไร่ค่ะ
ในแพลน (Plan) งานที่ ๓ ที่เกี่ยวกับเรื่องน้ํา น้ํามี ๒ เรื่อง ในเรื่องแรก ก็คือ เรื่องของการพัฒนากฎหมายและเรื่องของโครงสร้างที่เกี่ยวกับองค์กร เกี่ยวกับทรัพยากรน้ํา ปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมายค่ะ ปัจจุบันนี้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องน้ํามากกว่า ๕๐ ฉบับ แล้วก็มีกฎหมายบางส่วนที่ล้าสมัย ยกตัวอย่างเช่นพระราชบัญญัติรักษาคลอง ปี ๒๔๔๕ มากกว่า ๑๑๓ ปี แต่ยังมีผลบังคับใช้อยู่แล้วก็กฎหมายที่มีอยู่นี้ส่วนใหญ่มีปัญหาในเรื่องของ การบังคับใช้ ไม่สามารถดําเนินการได้ สําหรับในเรื่องของโครงสร้าง จากที่เรามีปัญหา เรื่องของอุทกภัยมา ก็จะมีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาแต่ว่าอันนี้ก็คงจะเป็นแบบชั่วคราว ในรัฐบาลต่อ ๆ ไปก็คงจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของกําหนดหรือว่าการจัดตั้งโครงสร้าง องค์กรหลักที่จะต้องมีความเป็นเอกภาพและมีการทํางานแบบบูรณาการร่วมกันในเรื่องของ แนวทางการแก้ไขเรื่องนี้ เรื่องของพัฒนากฎหมายก็เช่นกัน ส่วนในเรื่องของกฎหมาย ที่มีการปรับปรุงอยู่ ขณะนี้ยังไม่มีข้อกฎหมายใดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมดูแลทางน้ํา ในเรื่องของผังเมือง การใช้ประโยชน์ อันนี้ก็จะต้องมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการพัฒนา แหล่งน้ําสาธารณะแล้วก็ส่วนกฎหมายใหม่ ขณะนี้เราได้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ซึ่งสาระสําคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ก็คงกล่าวถึงในเรื่องของ สิทธิการใช้น้ํา องค์การบริหารการจัดการน้ํา กองทุนน้ํา การจัดสรรน้ํา การบริหารจัดการน้ํา ในภาวะวิกฤติ การอนุรักษ์และพัฒนา รวมถึงการกําหนดบทลงโทษนะคะ ส่วนในเรื่องขององค์กรด้านบริหาร การจัดการทรัพยากรน้ําก็คงจะใช้ในรูปแบบที่เป็นชั่วคราว ซึ่งขณะนี้ล่าสุดคําสั่งที่เกี่ยวข้อง กับมีการแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากรน้ําแห่งชาติหรือ กนช. ก็โดยอาศัยคําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๑๘๕/๒๕๕๘ โดยอาศัยมาตรา ๔๔ กนช. เองก็คงจะดูแลในเรื่องของ การจัดทํายุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ําอีก ๑๐ ปีจนถึงปี ๒๕๖๙ มีคําสั่งล่าสุดอีกครั้งหนึ่ง ของหัวหน้า คสช. คําสั่งที่ ๔๓ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๘ ในเรื่องของการโอน สํานักงานนโยบายและบริหารจัดการน้ําและอุทกภัยแห่งชาติจากของเดิมที่สังกัดสํานักงานปลัด สํานักนายกรัฐมนตรีไปเป็นของกรมทรัพยากรน้ํา คาดว่าคงมีประกาศที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ประกาศตามมาค่ะ
ในเรื่องของการจัดการปัญหาภัยแล้ง แผนต่อไป เมื่อปี ๒๕๕๔ ประเทศไทย ประสบปัญหามหาอุทกภัยที่น้ําท่วมครั้งใหญ่ ๔ ปีถัดมาเราพบอีกครั้งในเรื่องของปัญหา วิกฤติภัยแล้ง ไม่น่าเชื่อว่าจากตัวเลขของสถิติปริมาณน้ําฝนในรอบ ๒๘ ปีผ่านมา ปี ๒๕๕๘ เป็นปีที่มีปริมาณน้ําฝนน้อยที่สุด หมายถึงว่าสถานการณ์รุนแรงวิกฤติในเรื่องของภัยแล้ง รุนแรงที่สุดในรอบ ๒๘ ปี ปัญหาในเรื่องของภัยแล้งนี้ก็คงทราบนะคะว่าในเรื่องของปริมาณ ความต้องการในการใช้น้ํา ขออนุญาตเพิ่มรายละเอียดนิดหนึ่งนะคะ ในปัจจุบันนี้ความต้องการ ก็คือ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๓ ใน ๔ นี้ใช้เพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภคร้อยละ ๔ หรือประมาณ ๒,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ในเรื่องนี้กลไกที่สําคัญก็คือเรื่องของการแก้ไขปัญหา สไลด์ (Slide) ถัดไปในเรื่องของการแก้ไขภัยแล้งก็คือเรื่องของการก่อสร้างอ่างเก็บน้ําหมู่บ้าน ขณะนี้มีหมู่บ้านชนบทที่ไม่มีน้ําประปาอีกประมาณ ๔,๗๐๐ แห่ง ในช่วงระยะนี้ต่อไป ภัยแล้งหน้านี้ทั้ง ๔,๗๐๐ แห่งก็คงต้องได้รับการช่วยเหลือ ส่วนน้ําเกษตรในระยะนี้ก็คง จะทําอะไรไม่ได้มาก ก็รณรงค์ในเรื่องของการปลูกพืชที่ใช้น้ําน้อย แล้วสําหรับน้ํา เพื่อการอุตสาหกรรมก็เร่งการศึกษานะคะ
ในแผนที่ ๕ แผนที่เกี่ยวกับเรื่องของทรัพยากรทางทะเล ทรัพยากรทางธรรมชาติ และทะเลชายฝั่งนี้สร้างมูลค่าประโยชน์ให้กับชาติไทย จากทะเลไทยนี้มากกว่า ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ต่อปี เป็นมูลค่าที่ใช้จากทางตรงก็คือประมง การท่องเที่ยวนี้ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มูลค่าทางอ้อม จากบริการของระบบนิเวศ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเล ก็เนื่องจากการสูญเสียป่าชายเลนนะคะ ซึ่ง ๓๐ ปีที่แล้วเราเคยมีป่าชายเลน ๒.๘ ล้านไร่ ปัจจุบันนี้เหลือเพียงครึ่งหนึ่งนะคะ ๑.๕ ล้านไร่ ก็เกิดจากการบุกรุก การทํานากุ้งกับนาเกลือ และกิจกรรมต่าง ๆ
ส่วนในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งก็เป็นปัญหารุนแรงเช่นกันค่ะ ประเทศไทย มีชายฝั่งทะเลทั้งทางด้านอ่าวไทย ทะเลอันดามัน ๓,๑๔๘ กิโลเมตร ๒๓ จังหวัด ๖๐ ปีที่ผ่านมา มีการกัดเซาะประมาณ ๘๐๐ กว่ากิโลเมตร หรือว่า ๔๐๐ แห่งที่จะต้องมีการแก้ไข ในระยะ ๑ ปีและ ๖ เดือนนี้ก็มีการปฏิรูปกฎหมายเก่าและใหม่นะคะ พ.ร.บ. ที่เพิ่งผ่านสภาไป ก็คือ พ.ร.บ. ส่งเสริมการบริหารการจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งถือเป็นกฎหมาย แม่บทนะคะ ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการเร่งรัดออกกฎหมายรองหลายฉบับ เช่น ประกาศ กระทรวงในการกําหนดเขตพื้นที่คุ้มครองการกัดเซาะที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี เตรียมประกาศเขตในเรื่องของมาตรการคุ้มครองเรื่องทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เช่น ที่จังหวัดตรัง ที่จังหวัดกระบี่ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
สําหรับในเรื่องของกฎหมายต่าง ๆ ก็ยังมีรอในการที่จะพิจารณาในภาพรวม ทั้งหมด แล้วก็เรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในเรื่องของโครงสร้าง เรื่องของการจัดตั้งหน่วยงานกลาง ในเรื่องของการจัดทํายุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ในเรื่องของ การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ทางทะเลถือว่าเป็นมาสเตอร์แพลน (Master plan) ในการกําหนดที่เบื้องต้นก็มีการกําหนดเป็น ๔ โซน (Zone) เขตมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของ ทหาร พลังงาน เขตมั่งคั่งเรื่องของท่องเที่ยว ประมง เขตยั่งยืนพื้นที่อนุรักษ์ต่าง ๆ แล้วก็ เขตพิเศษอาจจะเป็นพื้นที่ต้นแบบชายฝั่ง ตรงนี้จะใช้เป็นเรื่องของยุทธศาสตร์ในเรื่องของ การดําเนินการต่อไป
สําหรับในเรื่องของการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลทางทะเล ก็คงจะต้องรวบรวมบัญชี ทรัพยากรทางทะเลที่มีเป็นจํานวนมากแล้วก็ผู้ใช้ประโยชน์และกิจกรรมโครงการต่าง ๆ การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการป้องกัน มีอีกหลายเรื่องที่จะต้องดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของ องค์กร
สุดท้ายในเรื่องของแผนที่ ๖ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการเสนอพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ ทะเลอันดามันเป็นมรดกทางธรรมชาติ ทะเลอันดามันมีความโดดเด่นของระบบนิเวศ ที่สมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพของทรัพยากรทางทะเลสูงสุดของประเทศ และจากเอกสารของ สปช. ที่ได้เสนอมาน่าสนใจว่าพื้นที่ตรงนี้จริง ๆ แล้วเป็นพื้นที่จุดที่พบ ในเรื่องเป็นศูนย์รวมของความซับซ้อนทางชีวภูมิศาสตร์ทางทะเล เพราะว่าเป็นกระแสน้ํา ทั้งมหาสมุทรอินเดียแล้วก็มหาสมุทรแปซิฟิกได้ทําให้เกิดความหลากหลายในเรื่องของ สิ่งมีชีวิต ในการนําเสนอพื้นที่แหล่งอนุรักษ์อันดามันเป็นมรดกโลกในช่วง ๑๘ เดือนนี้ ก็คงเป็นแค่การเตรียมการในเรื่องของข้อมูลเพื่อที่จะเตรียมเข้าสู่ในเรื่องของเทนเททีฟลิสต์ (Tentative list) ความจริงแล้วเมื่อปี ๒๕๔๗ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เคยได้มีการศึกษาในเรื่องของพื้นที่ตรงนี้แล้วในเขตทะเลอันดามัน ซึ่งครอบคลุม ๖ จังหวัด จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดตรัง และจังหวัดสตูล แต่ในกรณีที่จะต้องเสนอใหม่เราก็คงจะต้องมีการพิจารณาเพราะเสนอครั้งแรกพื้นที่อาจจะกว้าง แล้วก็ขนาดใหญ่เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น พื้นที่ในเรื่องของการพิจารณาการเสนอเป็นโซน (Zone) ก็น่าจะดําเนินการที่เราคิดว่าน่าจะ เหมาะสมกว่าโดยเฉพาะในเรื่องของโซน (Zone) ที่เป็นหมู่เกาะทะเลลึก ยกตัวอย่าง เช่นเดิมเราเคยเสนอเกาะตะรุเตา แต่ว่าตอนนี้จะเพิ่มในเรื่องของหมู่เกาะอาดัง หมู่เกาะลังกาวี หมู่เกาะลันตา อันนี้จังหวัดกระบี่และจังหวัดสตูลบางส่วนแล้วก็รวมทั้งอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะสุรินทร์ หมู่เกาะสิมิลัน แผนอันนี้เราจะต้องมีการจัดทําทั้งแผนการจัดการพื้นที่ชุมชน พื้นที่อื่น แล้วก็ในเรื่องของงานอนุรักษ์ ซึ่งแนวทางการแก้ไขคิดว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ซึ่งเป็นรอบของการประชุมของศูนย์มรดกโลกคงไม่ทันคงจะต้องใช้เวลาในเรื่องของ จัดทํารายละเอียดในเรื่องของเทนเททีฟลิสต์ (Tentative list) เอกสารที่จะบรรจุ ไว้ในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะใช้เวลา ๑ ปี เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๖๐ รอบนั้น แล้วหลังจากนั้น ถ้าหากว่าได้รับการบรรจุไว้ในเทนเททีฟลิสต์ (Tentative list) ก็ต้องใช้ระยะเวลาอีก ๑ ปี ในการที่จัดทําโนมิเนชันดอสเซียร์ (Nomination dossier) ซึ่งจะเป็นชุดเอกสารสมบูรณ์ ที่จะนําเสนอแหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันมรดกโลกต่อไป อันนี้คงต้องต่อเนื่องเลยไปจากของ ๑๘ เดือนนี้ค่ะ
สไลด์ (Slide) สุดท้ายสรุปแล้วค่ะ ในเรื่องของที่จะให้เห็นว่าในด้านทรัพยากรป่าไม้ ก็มีเรื่องของการจัดการที่ดินป่าไม้ การเพิ่มพื้นที่ป่า ในเรื่องของทรัพยากรน้ําก็เรื่องของ การพัฒนากฎหมาย โครงสร้าง แล้วก็องค์กร แล้วก็เรื่องของการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และปัญหาทรัพยากรเรื่องของทะเลชายฝั่งก็เช่นกัน เรื่องของการพัฒนาปรับปรุงกฎหมาย และโครงสร้าง แล้วก็การนําเสนอทะเลอันดามันเป็นมรดกโลก โดยสรุป ในเรื่องของการขับเคลื่อน การปฏิรูปทางด้านทรัพยากรธรรมชาติในระยะ ๑ ปี ๖ เดือนก็คงเป็นการสร้างกลไกการแก้ไข ปัญหาในเรื่องของการจัดการที่ดิน ในเรื่องของน้ํา เรื่องของการพัฒนาอ่างเก็บน้ําหมู่บ้าน ซึ่งแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ๗๐ จังหวัด แล้วเรื่องของทะเลชายฝั่งก็เป็นกลไกที่เกี่ยวกับเรื่องของ ข้อกฎหมายและองค์กรค่ะ ขอบพระคุณค่ะ