สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

ธีระภาพ เสนะวงษ์ เสนอการปฏิรูปด้านสาธารณสุข โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ การปฏิรูประบบการบริการสุขภาพ การอภิบาลระบบสุขภาพ การเงินและการคลังด้านสุขภาพ และการทบทวน โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น โรคต่าง ๆ ที่มีการระบาดทั่ว ความขาดแคลนบุคลากรและเวชภัณฑ์ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางการปฏิรูปเพื่อสร้างระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และมีความเป็นธรรม โดยยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และมีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม

พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา และสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ ผม พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๖ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการปฏิรูปด้านสาธารณสุข ขออนุญาตนําเสนอแผน การขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุขให้ที่ประชุมรับทราบนะครับ

ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการได้กล่าวว่าเราพิจารณาถึงแผนการปฏิรูป ด้านสาธารณสุข จํานวน ๖ ด้าน อาจจะแบ่งได้คร่าว ๆ เป็น ๔ ด้าน ก็คือสรุป ๔ ด้าน เพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจง่ายแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติได้ง่ายขึ้นนะครับ ด้านแรก คือด้านการปฏิรูประบบการบริการสุขภาพ ด้านที่ ๒ การอภิบาลระบบสุขภาพทั้งใน ระดับประเทศและระดับพื้นที่ และด้านที่ ๓ ด้านการเงินและการคลังด้านสุขภาพ ส่วนด้านที่ ๔ อาจจะนับได้ว่าเป็นการทบทวน

ขอภาพถัดไปนะครับ การปฏิรูปด้านสาธารณสุข จากการรวบรวมปัญหา และข้อขัดข้อง แล้วก็ที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขของประเทศ เราพบว่าการปฏิบัติงาน ด้านสาธารณสุขของประเทศมีคุณภาพดีอยู่ในระดับหนึ่งแล้วแต่ว่าเป็นลักษณะของการที่ ต่างคนต่างทํา เราคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือจะต้องมีการบูรณาการระบบสาธารณสุข ของประเทศเพื่อที่จะให้เกิดการทํางานร่วมกันเป็นทีมและเกิดสัมฤทธิผลที่จะให้เกิดคุณภาพ กับประชาชนของประเทศมากยิ่งขึ้น เราจึงแบ่งการปฏิรูปออกเป็น ๓ ด้านด้วยกัน ด้านแรก คือการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ การบริการสุขภาพประกอบด้วยระบบต่าง ๆ ทางด้านสาธารณสุข ดังกล่าวในจอภาพ อันแรก ก็คือระบบบริการตามปกติ นั่นคือการให้การรักษาพยาบาล กับประชาชนทั่วไปอย่างที่เราทราบกันดีอยู่แล้วนะครับ อันที่ ๒ การสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค ต่อไปคือการแพทย์ฉุกเฉิน การพัฒนากําลังคนด้านสุขภาพแบบองค์รวม การพัฒนายุทธศาสตร์เรื่องยาแห่งชาติ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร และการสื่อสาร ด้านสุขภาพ ปัญหาข้อขัดข้องของระบบบริการการแพทย์ ปกติที่เราประชุมแล้วก็เบรนสตรอม (Brainstorm) ออกมาได้ความเห็นรวมกันว่า ประการแรกครับ อย่างที่เราทราบกันดีขณะนี้ โครงสร้างประชากรของประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยมากขึ้น เมื่อมีผู้สูงอายุมากขึ้นการเจ็บป่วย ก็ต้องใช้การรักษาพยาบาลที่มากขึ้น ใช้ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลที่มากขึ้นตามไปด้วย ประการที่ ๒ ปัจจัยคุกคามสุขภาพมีมากขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ํา ที่เรารู้จักกันดี เช่น วัณโรคก็เริ่มกลับมาระบาดใหม่ โรคไข้เลือดออกที่ดาราเป็นตามข่าว ก็เป็นโรคที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โรคเอดส์ก็เป็นโรคที่เกิดขึ้นใหม่ ก่อนหน้านี้สัก ๓๐ ปี ก็ยังไม่รู้จักโรคนี้ เป็นต้นนะครับ นอกจากนั้นก็มีโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เช่น โรคไข้หวัดนก ที่เรารู้จักกันดีนะครับ ขออนุญาตแก้ครับ ติดต่อจากคนสู่สัตว์ ขอเป็นสัตว์สู่คนนะครับ เจ้าหน้าที่พิมพ์ผิดครับ แก้ไม่ทัน นอกจากนั้นก็มีปัจจัยคุกคามสุขภาพที่เป็นสภาพแวดล้อม ที่เรารู้จักกันดีคืออย่างเช่นว่าภัยธรรมชาติที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นน้ําท่วม ฝนแล้ง ภาวะภัยแล้ง ที่เราเจออยู่ปัจจุบัน ก็ทําให้เกิดโรคต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น จากภัยพิบัติที่คนทํา เช่น การก่อวินาศกรรม ต่าง ๆ หรือแม้แต่มลภาวะซึ่งคณะอนุกรรมาธิการชุดที่ ๓ จะกล่าวถึง ก็เป็นผลต่อสุขภาพ ของประชากรเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นปัญหาอีกประการหนึ่งที่เราค้นพบก็คือว่าทรัพยากร ด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร คือเจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และเจ้าหน้าที่อื่น ๆ ที่ให้การสนับสนุนมีความขาดแคลนนะครับ เวชภัณฑ์ที่มีอยู่ก็มี ความไม่เพียงพอ แล้วประเทศเราก็ยังผลิตไม่ได้เลยจากวัตถุดิบฐานรากนะครับ อาคารสถานที่ ก็ยังมีไม่เพียงพอ ด้วยเหตุต่าง ๆ เหล่านี้คือความไม่เพียงพอของทรัพยากรด้านสาธารณสุข ตลอดจนการกระจายที่ไม่เหมาะสม ก็คือว่าเนื่องจากไม่เพียงพอแล้วยังไปกระจุกอยู่กับบางที่ ทําให้บางที่เกิดการขาดแคลน บางที่มีเกินความจําเป็น เป็นต้นนะครับ อีกประการหนึ่ง ที่จะนํามากล่าวก็คือหน่วยงานบริการสุขภาพ ขณะนี้มีอยู่หลายสังกัด ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ของระบบบริการสุขภาพเป็นความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงภาครัฐนะครับ อีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ หมายถึงมหาวิทยาลัย ของรัฐ และอีกประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ในกระทรวงกลาโหมบ้าง กระทรวงมหาดไทยบ้าง นอกจากนั้นแล้วอีกประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบบริการสาธารณสุขอยู่ในระบบเอกชน นอกจากนั้นแล้วการกระจายของหน่วยงานด้านบริการสุขภาพนี้มีความซับซ้อนกัน เนื่องจาก ต่างคนต่างเกิด ต่างกรรมต่างวาระกัน ทําให้เอกภาพของการให้บริการต่อประชาชน มีไม่เท่าที่ควรนะครับ แล้วก็ประสิทธิภาพที่เกิดขึ้นที่ประชาชนจะได้รับบริการมีไม่เท่าที่ควร อีกประการหนึ่งที่เราค้นพบปัญหาของระบบสาธารณสุขก็คือการเข้าถึงบริการสุขภาพ ซึ่งเกิดความเหลื่อมล้ํา เพราะว่าเรามีกองทุนบริการสุขภาพถึง ๓ กองทุนด้วยกัน กองทุน ประกันสังคมให้บริการประชากรประมาณ ๑๐ ล้านคนเศษนะครับ กองทุนของสวัสดิการ รักษาพยาบาลของกรมบัญชีกลางให้กับข้าราชการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน บวกกับครอบครัว ก็ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนเศษ อีกประมาณ ๕๐ ล้านคนอยู่ภายใต้กองทุนประกัน สปสช. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม ๓๐ บาท ซึ่งแต่ละกองทุน มีสิทธิประโยชน์และการเข้าถึงต่างกันทําให้ประชาชนได้รับบริการที่ต่างกัน เกิดความเหลื่อมล้ํา ในสังคมนะครับ ปัญหาเรื่องความแออัด ประชาชนก็ยังเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เป็นจํานวนมากอย่างที่เราทราบกันดีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัย หรือโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลประจําจังหวัด เราจะต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ อีกประการหนึ่ง ก็คือความไม่เป็นธรรมของการเข้ารับบริการ เกิดความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมกับประชาชน ผู้เข้ารับบริการ

ขอภาพถัดไปนะครับ วิธีการปฏิรูปเพื่อให้มีระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ เราต้องการระบบบริการสุขภาพที่มีมาตรฐานทางด้านการแพทย์ครอบคลุมและเชื่อมโยง ทุกระดับ บริการสุขภาพที่มีความเป็นธรรมโดยยึดผู้รับบริการเป็นศูนย์กลางและบริการสุขภาพ ที่มีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่เหมาะสม หลักการ ก็คือมีการใช้พื้นที่เป็นฐาน และมีประชาชนเป็นศูนย์กลางโดยมีการเชื่อมโยงสู่ระบบการบริการระดับสูงตามลําดับ ขึ้นไปนะครับ แนวทางการปฏิรูป ใช้แนวคิดเขตสุขภาพเพื่อบูรณาการการบริหารทรัพยากร ร่วมกัน นั่นคือใช้เขตสุขภาพที่กระทรวงสาธารณสุขกําหนดไว้อยู่แล้วจํานวน ๑๒ เขตทั่วประเทศ รวม กทม. ด้วยก็เป็น ๑๓ เขต ใน ๑ เขตจะมีจังหวัดประมาณ ๓-๕ จังหวัด ประชากร ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน เดิมทีที่ใช้ประเทศเป็นเขตก็จะแบ่งเป็น ๑๓ เขต แต่ละเขตก็สามารถบูรณาการทรัพยากร ทั้งคน ทั้งของ และอาคารสถานที่เพื่อจะทําให้เกิด การบริการกับประชาชนได้ดียิ่งขึ้น โดยการตั้งคณะกรรมการสุขภาพเขต แล้วก็มีคณะกรรมการ การแพทย์ฉุกเฉินเพื่อจะให้การบูรณาการการแพทย์ในระดับเขตต่าง ๆ เหล่านั้น ส่วนในระดับจังหวัดและอําเภอก็จะมีคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อที่จะดูแลในเรื่องของ การส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค นอกจากนั้นจะมีการปรับบทบาทหน่วยบริการสุขภาพ โดยกําหนดภารกิจให้ชัดเจนเป็นหมวดเป็นหมู่ เช่น โรงพยาบาลระดับอําเภอ หรือโรงพยาบาลระดับต้น โรงพยาบาลระดับชุมชน ก็จะเป็นไพรมารี แคร์ คลัสเตอร์ (Primary care cluster) ทําให้คนไข้เข้ารับการรักษาพยาบาลในระดับที่เป็นระดับปฐมภูมิ ระดับต้น หรือการรักษาพยาบาลที่ต่อเนื่องไม่ต้องการการรักษาพยาบาลระดับสูง เป็นการกระจายคนไข้ที่จะเข้าสู่โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ลงไประดับล่างได้ แต่ต้องมีการเชื่อมโยงและการเชื่อมต่อทําให้มีการส่งต่ออย่างไร้รอยต่อ ระหว่างโรงพยาบาลระดับต้นไปสู่โรงพยาบาลระดับสูง ได้แก่ โรงพยาบาลระดับเซคันดารี (Secondary) เทอร์เชียรี (Tertiary) หรือเอ็กเซลเลนซ์เซนเตอร์ (Excellence center) ต่อไปนะครับ กําหนดระยะเวลาในการปฏิรูป ระยะแรกใช้เวลา ๓ เดือน ตั้งแต่ ๑ มกราคม ถึง ๓๑ มีนาคม ถ้าเป็นไปได้จะมีการตั้งคณะกรรมการร่วมกันระหว่าง ๓ ฝ่าย ระหว่างกระทรวงสาธารณสุข สปท. และ สนช. เพื่อร่วมคิดพิจารณาถึงความเป็นไปได้ และกําหนดโครงสร้างความสัมพันธ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในการตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับเขต พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง และให้หน่วยพยาบาลต่าง ๆ ทบทวนบทบาทที่จะต้อง เปลี่ยนแปลงไปหลังจากที่มีกฎหมายบังคับใช้ ส่วนระยะดําเนินการระยะที่ ๒ ตั้งแต่ เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ ก็จะนําร่อง ขอเรียนให้ทราบว่าขณะนี้มีบางโรงพยาบาล ของกระทรวงสาธารณสุขได้ดําเนินการในเรื่องนี้ไปแล้วแต่ยังไม่เป็นรูปธรรม ถ้ามีการอนุมัติ ในหลักการแล้วก็ผ่านกฎหมาย โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้สามารถดําเนินการได้เลยทันทีนะครับ ส่วนระยะที่ ๓ เป็นการนําแผนปฏิรูปสู่ประชาชนตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไป เขตสุขภาพต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น คณะกรรมการต่าง ๆ ก็จะเกิดขึ้น แล้วก็สรุปรายงานข้อเสนอแนะ ต่อรัฐบาลชุดใหม่ต่อไป งบประมาณที่จะต้องใช้เป็นงบประมาณปกติของกระทรวงสาธารณสุข อยู่แล้ว และกองทุนสุขภาพต่าง ๆ ทั้ง ๓ กองทุนที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นนะครับ หน่วยงานที่รับผิดชอบก็ได้แก่กระทรวงสาธารณสุข สปท. และ สนช.

ขออนุญาตไปสู่อันที่ ๒ การอภิบาลระบบสุขภาพ ปัญหาที่เราพบก็คือว่า หน่วยงานด้านสุขภาพที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นแล้วว่ามีกระจายอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของ ระบบราชการมากมาย และระบบการเงินสุขภาพก็ยังมีการแยกอยู่ในส่วนต่าง ๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุขส่วนหนึ่ง แล้ว สปสช. ก็รับเงินอีกส่วนหนึ่ง ยังมีกองทุนต่าง ๆ ระบบ การบริหารจัดการทั้งเงินและงบประมาณต่าง ๆ แยก ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ เมื่อมีการแยกส่วนและมีหลายสังกัดดังกล่าวแล้วทําให้นโยบายและยุทธศาสตร์ขาดเอกภาพ ขาดการประสานงาน และขาดการกํากับติดตาม ทําให้ต่างคนต่างไป ไปสู่จุดเดียวกัน แต่ไปโดยวิธีการที่ต่างกันและในระยะเวลาที่ต่างกัน ไม่สอดประสานกัน แล้วผลที่ตามมา ที่ผมเรียนให้ทราบตั้งแต่ระบบแรกแล้วก็คือทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นเงิน เป็นคน เป็นของ มีความขาดแคลนและมีการกระจายตัวที่ไม่เหมาะสม การใช้งบประมาณของทั้ง ๓ ภาค ก็เกิดการขาดประสิทธิภาพ มีการแตกแยก ซ้ําซ้อน และมีขัดแย้งกันตามที่เป็นข่าว ตั้งแต่ต้นปีที่เราทราบกันดีตามหน้าหนังสือพิมพ์นะครับ วิธีการปฏิรูป คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาว่าเราน่าจะมีหน่วยงานกลางระดับชาติอันหนึ่งขึ้นมา ที่จะกําหนดนโยบายสุขภาพ ยุทธศาสตร์ บทบาท หน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ ให้มีเอกภาพและเกิดประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถที่จะตรวจสอบและประมวลผลให้เป็นไป ตามกฎหมายและธรรมาภิบาลได้นะครับ ผมยินดีที่เมื่อวานนี้ก็ได้ยินคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็พูดถึงว่าน่าจะมีคณะกรรมการ นโยบายแห่งชาติขึ้นมาที่จะรวมหน่วยงานต่าง ๆ รวมด้านนโยบายนะครับ ในการกําหนด นโยบายเช่นคณะกรรมการกีฬาหรือคณะกรรมการท่องเที่ยวนะครับ แนวทางการปฏิรูป เรียนให้ทราบแล้วว่าเราอยากจะจัดตั้งคณะกรรมการกําหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติขึ้นมา เพื่อกําหนดนโยบาย เป้าหมาย ทิศทางในระบบสุขภาพ กําหนดบทบาท หน้าที่ ของหน่วยงานต่าง ๆ ในระบบสุขภาพ กําหนดนโยบายการผลิต พัฒนาและบริหารกําลังคน ในระบบสุขภาพ กําหนดนโยบายยุทธศาสตร์เกี่ยวกับยา ตลอดจนสมุนไพรและแพทย์แผนไทย นอกจากนี้อยากจะให้มีระบบสารสนเทศและฐานข้อมูลระบบสุขภาพของประเทศขึ้นมา และยังมีการตรวจสอบประเมินผลระบบสุขภาพด้วยนะครับ แนวทางการปฏิรูปอีกข้อหนึ่ง คือการจะปรับบทบาทของกระทรวงสาธารณสุขเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) และให้ โรงพยาบาลต่าง ๆ ออกเป็นโพรไวเดอร์ (Provider) มีการกระจายอํานาจออกไปสู่ เขตสุขภาพที่เราพูดไปแล้วในระบบบริการสุขภาพนะครับ ระยะเวลาเตรียมการก็สอดคล้องกับ ระบบที่นําเรียนไปแล้วในเบื้องต้น คือช่วงแรกอยู่ระยะเตรียมการ ๑ มกราคม ถึง ๓๑ มีนาคม แล้วเริ่มดําเนินการ สําหรับหน่วยที่สามารถดําเนินการได้เลยโดยการคู่ขนานหรือถ่ายโอน จะเกิดขึ้นตั้งเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน แล้วเดือนตุลาคม ๒๕๕๙ เป็นต้นไปก็สามารถ ตั้งกรรมการชุดต่าง ๆ ได้เมื่อกฎหมายมีผลใช้บังคับ ที่มาของงบประมาณและหน่วยดําเนินการ ก็ใช้งบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขและกองทุนสุขภาพอื่น ๆ เช่นเดียวกันนะครับ

ส่วนระบบที่ ๓ คือการเงิน การคลัง และการประกันสุขภาพ ปัญหาก็คือว่า ในปัจจุบันนี้สังคมสูงวัยมากขึ้น เทคโนโลยีด้านการแพทย์สูงขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น ทําให้ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ และที่สําคัญคือมากกว่าการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของประเทศ ทําให้เป็นภาระทางด้านการเงิน การคลังของประเทศเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งงบประมาณที่ใช้ลงไปยังมีปัญหาด้านประสิทธิภาพ คุณภาพ และความคุ้มค่า ดังที่ เรียนให้ทราบแล้วตั้งแต่แรกนะครับ กองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ ก็อย่างที่เรียนให้ทราบ เช่นกันครับว่ามีการกระจายไปในหลาย ๆ ส่วนนะครับ ทั้ง สปสช. ทั้งกรมบัญชีกลาง ทั้ง สปส. และยังมีกองทุน พ.ร.บ. บุคคลที่ ๓ ของการเกิดประสบภัยจากรถอีกนะครับ และอย่างอื่นอีกเยอะแยะ ทําให้การบริหารจัดการแตกแยก ซ้ําซ้อน และไม่เกิดประสิทธิภาพ ที่สําคัญคือขาดระบบฐานข้อมูลและสารสนเทศในการบริหารจัดการระบบสุขภาพที่จะ รวบรวมข้อมูลทั้งหมดให้กับส่วนกลางได้รับทราบและกําหนดนโยบาย และการเบิกจ่าย ก็ใช้ระบบต่าง ๆ กันไปทําให้บุคลากรที่จะต้องทําหน้าที่ในการเบิกจ่ายเป็นภาระงานมากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนของระบบการเงิน จึงได้เสนอแนวทางการปฏิรูปไว้ว่า

๑. สร้างหลักประกันความมั่นคงและลดความเหลื่อมล้ําด้านสุขภาพ แก่ประชาชน โดยการจัดตั้งกองทุนสุขภาพแห่งชาติ ขอภาพถัดไปอีก ๒ ภาพครับ กําหนด สิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานแก่บุคคลต่าง ๆ และอาจจะมีการสมทบมากขึ้นไปตามสิทธิประโยชน์ ของแต่ละกองทุนนะครับ ประชาชนและท้องถิ่นควรจะมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพด้วยนะครับ แล้วก็ส่งเสริมประสิทธิภาพความคุ้มค่างบประมาณภาครัฐ ตลอดจน จัดให้มีระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านสุขภาพของประเทศนะครับ

๒. การสร้างความยั่งยืนของระบบการเงิน การคลังด้านสุขภาพ มีข้อเสนอแนะ ในการจัดให้มีการประกันสุขภาพส่วนบุคคล มีการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว นักท่องเที่ยว หรือนักศึกษาที่มาจากต่างประเทศ เป็นต้นนะครับ เพิ่มภาษีอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นภัย ต่อสุขภาพ สนับสนุนการแพทย์แผนไทย ส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจสุขภาพภาคเอกชน ระยะเวลาเตรียมการก็สอดคล้องกับ ๒ แผนแรก ก็คือในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม เป็นช่วงเตรียมการนะครับ เดือนเมษายนถึงเดือนกันยายนเป็นช่วงพิจารณาแก้ไขกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เดือนตุลาคมเป็นต้นไปน่าจะอิมพลีเมนต์ (Implement) ระบบนี้เข้าสู่สังคมได้นะครับ ที่มาของงบประมาณก็เช่นเดียวกันครับคือใช้งบประมาณปกติ ของกระทรวงสาธารณสุขและกองทุนสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานรับผิดชอบ ก็เช่นเดียวกันครับ คือกระทรวงสาธารณสุข สปท. สนช. และคณะกรรมการนโยบายสุขภาพ แห่งชาติ หากตั้งได้ตามข้อ ๒ นะครับ

ขออนุญาตสรุปตรงนี้นะครับ ประเด็นการปฏิรูปที่นําเสนอมาแล้วจะทําให้ รัฐและประชาชนได้รับอะไรบ้าง จากการปฏิรูประบบสุขภาพในระบบปกติจะทําให้ คุณภาพการรักษาพยาบาลดีขึ้น ลดความแออัดโรงพยาบาลขนาดใหญ่ การส่งต่อระหว่างสถานพยาบาลต่าง ๆ สะดวกขึ้น การสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคจากคณะกรรมการระดับจังหวัดและระดับอําเภอ ทําให้ประชาชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดีขึ้น มีการควบคุมป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในแต่ละท้องที่ซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกันไป การบริการ การแพทย์ฉุกเฉิน เมื่อมีการปฏิรูปแล้วจะทําให้ผู้ป่วยฉุกเฉินได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที ครบวงจร และไม่เป็นภาระค่าใช้จ่าย ยุทธศาสตร์เรื่องยาและการแพทย์แผนไทยจะทําให้ การเพิ่มทางเลือกด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอีกด้วย

การปฏิรูประบบอภิบาลสุขภาพ เมื่อมีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ แล้วจะทําให้เอกภาพและนโยบายทางยุทธศาสตร์ด้านสุขภาพของประเทศเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน มีประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรได้ดียิ่งขึ้น มีการพัฒนาคุณภาพ และการเข้าถึงคุณภาพ เข้าถึงบริการสุขภาพได้ดีขึ้น สํานักงานมาตรฐานและจัดการข้อมูล สารสนเทศระบบสุขภาพแห่งชาติจะทําให้ประเทศมีฐานข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อกําหนด นโยบายยุทธศาสตร์ ควบคุมคุณภาพมาตรฐาน และสามารถตรวจสอบประเมินผลบริการ ด้านสุขภาพแห่งชาติได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเบิกจ่ายค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพทําให้ประสิทธิภาพในการควบคุมการเบิกจ่ายได้ดีขึ้น

ข้อสุดท้ายนะครับ การปฏิรูปการเงิน การคลังด้านสุขภาพ โดยการตั้งกองทุน สุขภาพ กําหนดสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน การมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของประชาชน ท้องถิ่น และภาษีเครื่องดื่มที่เป็นภัยต่อสุขภาพจะทําให้มีหลักประกันสุขภาพสําหรับ ประชาชน ความมั่นคงทางด้านการเงิน การคลัง ลดความเหลื่อมล้ําระหว่างกองทุน และมีประสิทธิภาพการใช้งบประมาณมากยิ่งขึ้น ในโอกาสนี้ผมขอให้ท่านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ กรุณาเพิ่มเติมสิ่งที่เป็นประโยชน์ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ในแง่ของคณะกรรมการแห่งชาติกําหนดนโยบาย เชิญครับ