สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ พลบุตร เปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยรายงานการรับมอบพระแก้วมรกต 3 องค์ และหารือเรื่องผลการดำเนินงาน 1 ปีของรัฐบาล รวมถึงการประชุมแม่น้ำ 5 สาย และแนะนำคณะกรรมาธิการที่จะนำเสนองบประมาณปฏิรูปด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระคือ

๑.๑ รับทราบการรับมอบพระแก้วมรกต ๓ องค์ องค์ละ ๑ ฤดู เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกา คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิก สปท. ได้เชิญ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและข้าราชการสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ไปกราบนมัสการท่านเจ้าคุณพระราชโมลี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนารามราชวรวิหาร เพื่อรับมอบ พระแก้วมรกตอีก ๓ องค์ องค์ละ ๑ ฤดู ทั้งนี้ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มอบพระพุทธรูปดังกล่าวให้นายอนุวัต ตันติวงศ์ ที่ปรึกษางานด้านระบบนิติบัญญัติ ในฐานะผู้แทนเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้รับมอบ และนํามาไว้ประจําห้องพระ อาคารรัฐสภา ๑ เพื่อเป็นศิริมงคลแก่รัฐสภาไทยสืบไป จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธาน และท่านรองประธาน คนที่สอง ร่วมงานแถลง ผลการดําเนินงาน ๑ ปีที่ทําเนียบรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งในเรื่องของการแถลง ผลการดําเนินงาน ๑ ปีนั้น มีความชัดเจนในเรื่องของการปฏิรูประยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการทํางานของ สปท. ผมขอถือโอกาสนี้ขยายความเพิ่มเติมว่าในช่วงระยะที่ ๑ หลังจากเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๘ นั้น เป็นช่วงการปฏิรูป เป็นช่วงของการสร้างความสงบเรียบร้อยโดยรัฐบาลและ คสช. รวมทั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อเข้าสู่ระยะที่ ๒ จึงเป็นช่วงของแม่น้ํา ๕ สาย เป็นช่วงของการเริ่มต้นการทําแผนแม่บท ในการปฏิรูปประเทศ ขณะที่รัฐบาลก็ขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยก่อกําเนิดแม่น้ํา ๕ สาย เป็นเสมือนฟันเฟืองสําคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้เดินไป ข้างหน้า ซึ่งประกอบไปด้วย คสช. ครม. สนช. สปท. และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ จากนั้นจึงได้มีการส่งมอบแผนปฏิรูปประเทศที่เรียกว่าบลูพรินต์ ฟอร์ เชนจ์ (Blueprint for change) ของ สปช. ให้กับทางท่านนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม พร้อมกับการรายงานประชาชน จากนั้นจึงเข้าสู่ยุคของการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดย สปท. ตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ระยะเวลาของการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศภายใต้ โรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ นั้นจะเหลือเวลาจากนี้ ๑ ปี ๖ เดือน ไปถึงเดือนกรกฎาคม ปี ๒๕๖๐ ก็จะมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในการที่จะบริหารประเทศ บริหารราชการแผ่นดิน ต่อไป สําหรับโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๓ นั้นก็จะนับจากวันเวลาดังกล่าวเป็นต้นไป โดยมีกรอบทิศทางชัดเจนคือยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งได้มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ โดยท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นจึงเป็นภารกิจของ สปท. นอกเหนือจากการปฏิรูปก่อน การเลือกตั้งมีเวลา ๑ ปี ๖ เดือนจากนี้ไป และการวางแผนปฏิรูปประเทศหลังจากการเลือกตั้งเป็น ๔ ช่วง คือ ๕ ปี ๕ ปี ๕ ปี ๕ ครบ ๒๐ ปี เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศของเราในการบรรลุสู่เป้าหมายการเป็น ประเทศพัฒนาแล้วภายใน ๒๐ ปี นั่นก็คือสิ่งที่เป็นการทํางานขับเคลื่อนเชื่อมโยงในลักษณะของ โรดแมป (Road map) ระยะที่ ๑ ระยะที่ ๒ ระยะที่ ๓ ของแม่น้ํา ๕ สาย ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลการดําเนินงาน และสร้างความชัดเจนว่าเราจะเดินหน้าประเทศอย่างไร เราจะ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างไร และบทบาทหน้าที่ของแม่น้ําแต่ละสาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วน สปท. ของเราจะมีภารกิจที่เป็นรูปธรรมชัดเจนภายใต้การทํางานร่วมกัน จึงได้มี การออกแบบกลไกการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศขึ้นมาใหม่บนพื้นฐานของความเป็นทีมเวิร์ก (Teamwork) ความเป็นเอกภาพของแม่น้ํา ๕ สาย ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้มีการออกแบบ กลไกการขับเคลื่อนในส่วนของฝ่ายบริหารว่าเมื่อมีมติคณะรัฐมนตรีหรือมีร่างกฎหมาย เพื่อการปฏิรูปใหม่ ๆ ก็มีคณะกรรมการ ๖ ฝ่าย โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานทั้ง ๖ คณะ มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานในแต่ละคณะ ทั้งนี้ เพื่อที่จะทําหน้าที่ในการขับเคลื่อน ให้การปฏิรูปประเทศที่ผ่านมติคณะรัฐมนตรีหรือมีร่างกฎหมายนั้นสามารถเกิดผลอย่างเป็น รูปธรรมในทางปฏิบัติ พร้อมกันนั้นก็มีกลไกในการประสานการทํางานของแม่น้ํา ๕ สาย

ระดับที่ ๑ ก็คือการประชุมรวมแม่น้ํา ๕ สายอย่างที่เกิดขึ้นครั้งแรกของ ปี ๒๕๕๘ เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคมที่ผ่านมา

ระดับที่ ๒ คือการประชุมของผู้นําแม่น้ํา ๕ สาย ซึ่งมีการประชุมที่ผ่านมา มากกว่าเดือนละ ๑ ครั้ง หลังสุดก็เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งไม่เกิดขึ้นมาก่อนนะครับในช่วงครึ่งแรก ของโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของผู้นําแม่น้ํา ๕ สาย ที่จะแปลงจากแผนปฏิรูปไปสู่ความเป็นรูปธรรมโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นสําคัญ

ระดับที่ ๓ ก็คือคณะกรรมการประสานงาน ซึ่งประกอบไปด้วยชุดแรก โดยคําสั่งท่านนายกรัฐมนตรี ได้แต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ประกอบไปด้วย คณะรัฐมนตรี สปท. และ สนช. ในส่วนของระดับองค์กรนอกจากที่ผมได้กล่าวถึงในส่วน คณะรัฐมนตรีที่มีคณะกรรมการ ๖ ฝ่าย ในการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดินแล้ว ในส่วนของ สปท. เองก็มีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเป็นฟันเฟืองกลไกในการประสานงานเพื่อให้โครงสร้างการทํางานของคณะกรรมาธิการ และคณะอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ขอแจ้งให้กับสมาชิก ได้รับทราบนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน

เรื่องแรก คือพิจารณาแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการสามัญประจํา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๑๑ คณะ ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑๓/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ขอเชิญ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเข้าประจําที่ครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

สําหรับกรรมาธิการที่จะนําเสนอแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ชุดดังกล่าวนั้น ประกอบไปด้วย ๔ ท่านนะครับ ท่านแรกคือ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านเป็นอดีต สปช. และเป็นอดีตวุฒิสมาชิกนะครับ ท่านที่ ๒ พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพอากาศ ท่านที่ ๓ นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสํานักงาน นโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านที่ ๔ นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่ เรียบร้อยก็ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการได้นําเสนอแผนการปฏิรูปเพื่อให้ได้เป็น แนวทางในการพิจารณาโดยใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมง ขอเชิญครับ