สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

อนุสิษฐ คุณากร เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชันและระบบอุปถัมภ์ โดยเน้นการสร้างจิตสำนึก การฝึกอบรมบุคลากร และการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและต่อต้านการทุจริต นอกจากนี้ยังเสนอการสร้างระบบการแจ้งเบาะแส การผลักดันให้ภาคประชาชนมีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลและร้องเรียน และการสร้างโซเชียลแซงก์ชันในกลุ่มภาคสังคมและภาคประชาสังคม

นายอนุสิษฐ คุณากร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกทุกท่านครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สมาชิกหมายเลข ๑๘๓ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญได้นําเรียนโดยในภาพกว้างแล้ว ผมคงไม่ลงใน ปรากฏการณ์หรือสภาพโดยทั่วไปนะครับ ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดของแผนการปฏิรูป ในเรื่องของการปลูกจิตสํานึกในด้านการต่อต้านการทุจริตนะครับ ซึ่งแผนแรกนั้นเราเสนอ แผนการยกระดับการรับรู้และการตระหนักในปัญหาการคอร์รัปชัน ซึ่งประเด็นปัญหา ที่สําคัญที่สุดก็คือการขาดความรู้และความเข้าใจของประชาชนในปรากฏการณ์ ของการทุจริตและการประพฤติมิชอบในสังคมไทย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า การคอร์รัปชัน นั้นเป็นเรื่องไกลตัว ตัวเองไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงไม่อยากเข้าไปเกี่ยวข้อง อาจจะด้วยความหวาดกลัวจนในท้ายที่สุดทําให้สังคมไทยเองเสมือนว่าเราอยู่กับการทุจริต และประพฤติมิชอบเป็นประจําวัน ซึ่งผมเชื่อว่าทุก ๆ ท่านก็เห็นภาพเหล่านี้ดี ฉะนั้นในประเด็นปัญหาประการต่อมาก็คือช่องทางการรับรู้ที่เกี่ยวกับพฤติกรรม ของการคอร์รัปชัน มีความจําเป็นจะต้องสร้างช่องทางเหล่านี้ ประเด็นปัญหาเหล่านี้ เกิดด้วยสาเหตุของการไม่รับรู้ การสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ จึงเป็นความสําคัญ ประชาชนไม่ได้ ตระหนักถึงภัยของการทุจริตว่ามีความรุนแรงและร้ายแรงแค่ไหนต่อสังคมไทย ต่ออนาคตของประเทศ การฝังรากลึกของระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง ระบบเครือญาติ ในทุก ๆ กลุ่มของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มข้าราชการ กลุ่มนักการเมืองกลุ่มอาชีพ ทั้งภาครัฐและเอกชน และในกลุ่มประชาชนโดยทั่วไป ก็มีประเด็นในเรื่องของ ปัญหาต่าง ๆ ที่ฝังรากลึก รวมทั้งในท้ายที่สุดครับ ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมดูเหมือน ขณะนี้สังคมไทยเราต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไม่ได้ใส่ใจถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจาก การทุจริตและประพฤติมิชอบ ฉะนั้นแนวทางประการแรกที่เราต้องการจะปลูกต้นไม้ใหม่ ให้กับสังคมไทยนั้นสิ่งที่สําคัญที่สุดและแนวทางของการแก้ไขปัญหาเรามุ่งเน้นในเรื่องของ การจัดการศึกษาเป็นประการแรก โดยสร้างการศึกษาให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ว่า ความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีสิทธิ มีหน้าที่ มีความรับผิดชอบใดต่อชาติบ้านเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ การกําหนดให้มีหลักสูตร เพื่อการเรียนรู้คนไทยไม่โกง เป็นประเด็นสําคัญที่คณะของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีการศึกษา และกําหนดทิศทางเหล่านี้ไว้นะครับ โดยมุ่งเน้น ๓ แนวทางและ ๗ กลุ่มเป้าหมาย ในรายละเอียด ผมคงไม่พูดถึงนะครับ เพราะว่าได้นําเสนออยู่ในเอกสารต่อท่านกรรมาธิการไว้เรียบร้อยแล้ว แนวทางประการที่ ๓ ในเรื่องของการปลูกจิตสํานึกครับ ประเด็นในเรื่องของการฝึกอบรม บุคลากรที่จะมีส่วนในเรื่องของการถ่ายทอด ในเรื่องของการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับ การเรียนรู้ในเรื่องของการทุจริต การประพฤติมิชอบ การคอร์รัปชันนะครับ รวมทั้งกิจกรรม ของการเสริมคุณธรรม ความซื่อตรง ความสุจริต ความมีวินัยต่าง ๆ ให้กับกลุ่มเป้าหมายนะครับ

ประการที่ ๔ แนวทางที่สําคัญ คือการฝึกอบรมวิทยากรกระบวนการ วิทยากรกระบวนการนั้นหมายถึงว่ากลุ่มบุคลากรที่ได้แปลความหมายในเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชันไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จะให้ความรู้หรือว่าเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีความสําคัญ ต่อสังคม ยกตัวอย่างเช่น อสม. ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มของลูกเสือชาวบ้าน ตัวอย่างเช่น กลุ่มของประชาคมต่าง ๆ ที่มีความห่วงใยต่อการดูแลในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้ก็เป็นประการแรกในเรื่องของการปลูกฝังจิตสํานึกในเรื่องของการต่อต้านการทุจริตครับ

ในแผนที่ ๒ เป็นเรื่องของการส่งเสริมให้ประชาชนมีความกล้าหาญ ในการตรวจสอบการคอร์รัปชันอย่างมีพลัง ประเด็นปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ท่านประธาน กรรมาธิการวิสามัญได้เรียนแล้วว่าการต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันนั้นปัจจุบัน ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของภาครัฐ แต่ในขณะเดียวกันตัวเลขของการทุจริตจากภาครัฐ การทุจริตเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น การฝากความหวังไว้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นจึงเป็นเรื่องที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการแก้ไขปัญหา การทุจริตอย่างแน่นอน ฉะนั้นทําอย่างไรที่จะทําให้ภาระและหน้าที่เหล่านี้ถูกสะท้อนไปยัง ภาคประชาชนและประชาสังคม ประเด็นของการแก้ไขปัญหาที่สําคัญครับ ก็คือการสร้าง ความรู้สึกการเป็นเจ้าของในทรัพย์สมบัติ ในผลประโยชน์ของชาติ ในผลประโยชน์สาธารณะต่าง ๆ การปล่อยให้การบริหารการจัดการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นมีการดําเนินการโครงการขนาดใหญ่ แล้วปล่อยให้รัฐดําเนินการแต่เพียงผู้เดียวนั้นเป็นประเด็นที่เป็นปัญหามาอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้ต่าง ๆ ต่อกระบวนการดําเนินการของโครงการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน จําเป็นที่จะต้องถูกผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและเป็นระบบครับ ในประการนี้ผมขออนุญาต เรียนเพิ่มเติมว่าในส่วนของกรรมาธิการวิสามัญเราได้พยายามผลักดันให้ภาคประชาชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการต่อต้านการทุจริต โดยอย่างน้อยเรามุ่งหวังว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นจะถูกกําหนดไว้ว่าให้ประชาชนมีหน้าที่ในการดูแล ในการปกป้อง ในการต่อต้านการทุจริต ถ้าเมื่อถูกกําหนดแล้วกระบวนการและกลไกต่าง ๆ ก็จะถูกพัฒนา ต่อยอดไปให้บทบาทและภารกิจของประชาชนนั้นมีส่วนหนึ่งของการเข้ามาช่วยดูแลในเรื่อง ของการแก้ไขปัญหาในการทุจริตและประพฤติมิชอบ แนวทางการแก้ไขที่สําคัญในเรื่องนี้ ก็คือการสร้างระบบการแจ้งเบาะแส หรือที่เรียกว่าการแจ้งเตือนหรือการร้องเรียนที่ประชาชน เข้าถึงได้โดยง่าย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้เรามีเวทีของภาคประชาชนอยู่ในทั้งส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์ดํารงธรรม ยกตัวอย่างเช่น ศูนย์อนุมัติ อนุญาตที่เกิดขึ้น ภายใต้ พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกของรัฐบาลในปี ๒๕๕๘ มีการออกพระราชกฤษฎีกา กระจายอํานาจไปยังส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น จากส่วนกลางไปยังส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เรามีเครื่องมือค่อนข้างครบ แต่ในแท้ที่จริงแล้วในการปฏิบัตินั้นยังมีปัญหา และอุปสรรคอยู่มาก ภาคประชาชนมีโอกาสที่จะได้ใช้เครื่องมือเหล่านี้ค่อนข้างจํากัด ในปัจจุบันนี้เองเราใช้อํานาจของ คสช. ในการที่จะผลักดันให้ศูนย์บริการประชาชน หรือศูนย์ดํารงธรรมต่าง ๆ เหล่านี้สามารถขับเคลื่อนไปได้ แต่หลังจากนี้ครับ หลังจากรัฐบาล ชุดนี้ไปแล้ว สิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นตามมานั้นจําเป็นที่จะต้องสร้างกลไกและเครื่องมือที่สําคัญ ให้กับประชาชนเข้ามามีโอกาสมามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ ในการดูแล ในการร้องเรียน หรือว่าในการที่จะเรียกร้องสิทธิของตัวเองที่ถูกละเมิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ การทุจริตและประพฤติมิชอบนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เป็นแนวทางประการที่ ๒

ประการที่ ๓ ครับ ในเรื่องของการสร้างวิทยากรกระบวนการ มีการยกร่าง หรือแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีเรื่องของ การคุ้มครองพยานอย่างที่ท่านประธานได้กล่าวไว้แล้ว แล้วก็มาตรการทางสังคมว่าเราจะทํา อย่างไรในเรื่องของการบอยคอต (Boycott) หรือในเรื่องของการสร้างโซเชียลแซงก์ชัน (Social sanction) ในกลุ่มภาคสังคมและภาคประชาสังคม อันนี้ก็เป็นประเด็นประการที่ ๒ ที่เรามุ่งเน้นที่โซเชียลแซงก์ชัน (Social sanction) ในกลุ่มภาคสังคมและภาคประชาสังคม อันนี้ก็เป็นประเด็นประการที่ ๒ ที่เรามุ่งเน้นจะส่งเสริมให้ประชาชนมีความกล้าหาญ ในการตรวจสอบการคอร์รัปชันอย่างมีพลัง

และประการสุดท้าย แผนในเรื่องของการปลูกฝังเรื่องการเสริมสร้าง คุณธรรมจริยธรรมครับ ประเด็นปัญหาผมคงไม่กล่าวถึงนะครับ แต่แนวทางที่สรุปไว้ใน ๕ ประการในเรื่องของการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในเรื่องของการลงโทษ ที่มีความรุนแรง สร้างความหวาดกลัว จัดระบบของการสร้างหรือการรักษาวินัย ทั้งภาคราชการ ภาคธุรกิจเอกชน การให้รางวัลบุคคลหรือองค์กรที่ได้รับการคัดเลือกว่ามีความซื่อตรง ซื่อสัตย์ อันนี้ก็เป็นแรงจูงใจในการที่จะผลักดันให้ในเรื่องของคุณธรรมจริยธรรม การจัดทําสื่อ เพื่อแสดงออกถึงการสร้างคุณธรรมจริยธรรม การปลูกฝังค่านิยมผ่านกระบวนทัศน์ และแนวคิดต่าง ๆ โดยใช้เครื่องมือและกลไกภาครัฐ รวมทั้งกลไกของภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ ผมใช้คําว่า อย่างเป็นระบบ เนื่องด้วยในระยะเวลาที่ผ่านมาเรามีเครื่องมือและกลไกของ ภาครัฐมากมายครับ แต่ผมคิดว่ากลไกและเครื่องมือเหล่านั้นกลับไปสนับสนุนในเรื่องของการ บางครั้งต้องถือว่าต้องพูดกันตรง ๆ ก็คือในเรื่องของการปกป้อง การไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ถ้ากลไกของรัฐเหล่านี้สามารถทํางานได้อย่างสุจริต อย่างซื่อสัตย์ อย่างยุติธรรมแล้ว ผมเชื่อว่าประเทศชาติสามารถที่จะเดินไปได้อย่างราบรื่น แล้วก็มีความโปร่งใส สามารถที่จะถูกตรวจสอบได้ในทุก ๆ เวที ทุก ๆ โอกาส ในส่วนของผม มีเรื่องรายละเอียดที่จะรายงานเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ