ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ การปลูกฝังจิตสำนึก การป้องกัน และการปราบปราม โดยมีแผนงานและหลักการสำคัญในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบ และปฏิรูปกฎหมายเพื่อปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. หมายเลข ๙๗ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ผมขออนุญาตนําเสนอแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งแผนดังกล่าวนี้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาโดยยึดนโยบายของคณะรัฐมนตรี ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. ประกอบกับความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทางด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เป็นแนวทางในการดําเนินการจัดทําแผนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อที่จะนําเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากปัจจุบันทุกท่านคงทราบว่าการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่สําคัญของประเทศชาติเรา ทุกคนไม่ปฏิเสธนะครับ ที่ทําความเสียหายให้แก่ ประเทศชาติเราอย่างมากทีเดียวในทุก ๆ ด้านหมด ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม คุณธรรมจริยธรรม ค่านิยม ตลอดจนชื่อเสียง เกียรติภูมิของประเทศชาติก็เสียหมด เพราะฉะนั้นก็มีความจําเป็นอย่างมากทีเดียวที่ทุกภาคส่วน ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชนพลเมืองจะต้องให้ ความสนใจและร่วมมือกันต่อต้านและป้องกันการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง แล้วผมคิดว่าต้องต่อเนื่องด้วยนะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ก็ได้ร่วมกันพิจารณา หาวิธีการ มาตรการ ตลอดจนแนวทางในการแก้ไข และได้นําเสนอแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบนี่นะครับ โดยแบ่งออกเป็น ที่สําคัญ ๓ ด้านด้วยกัน ๓ ด้านนี่เรายึดอย่างที่ผมเรียนตอนต้น เรายึดข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของ สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นหลัก ๓ ด้านนี้ได้แก่ อันที่ ๑ คือด้านการปลูกฝังจิตสํานึก ถึงแม้ว่า จะดูว่าเป็นนามธรรม แต่ก็สําคัญนะครับ เพราะเรื่องการทุจริตอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจ ผมว่า อย่างนั้นนะครับ อันนั้นจิตใจไปแล้ว อันที่ ๒ ยิ่งสําคัญกว่าการปราบเสียอีกนะครับ นั่นคือ เรื่องของการป้องกันนี่ละ การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบก็ง่าย ๆ อย่างนี้ อันที่ ๓ ก็แน่นอนที่สุดเมื่อไม่ฟังกันก็คงไปถึงเรื่องสุดท้ายก็คือเรื่องการปราบการทุจริตและประพฤติ มิชอบ ในการคํานึงถึง ๓ ด้านดังกล่าวนี้นะครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญของเราจึงได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมาธิการที่จะมาช่วยงาน คณะอนุกรรมาธิการเพื่อการศึกษารายละเอียดของด้าน ดังกล่าวนี้ของเรามีอยู่แค่ ๒ คณะเท่านั้นนะครับ คณะที่ ๑ คือคณะอนุกรรมาธิการศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไกในการปลูกฝังจิตสํานึกและการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ เราควบ ๒ ด้านที่ว่านี้มาเป็นคณะอนุกรรมาธิการด้านเดียวนะครับ ด้านที่ ๒ ก็คือ คณะอนุกรรมาธิการศึกษา เสนอแนะมาตรการและกลไกในการปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ก็เป็น ๒ คณะด้วยกัน ซึ่งใน ๒ คณะได้เสนอแผนงานในแต่ละด้านดังนี้ ผมจะไม่ลงลึก เดี๋ยวจะให้ทางด้านคณะอนุกรรมาธิการได้เสนอนะครับ อันที่ ๑ คือแผนงาน ทางด้านการปลูกฝังจิตสํานึก แผนแรกที่ผมเรียนนะครับ จะประกอบไปด้วยแผนงานหลัก ๓ แผนงานที่จะต้องดําเนินการ
แผนงานอันที่ ๑ ก็คือแผนงานการยกระดับการรับรู้และตระหนักในปัญหา การทุจริตคอร์รัปชันของประชาชนทั่วไป อันนี้จริง ๆ ประชาชนก็ทราบนะครับ แต่ว่า เราต้องให้ประชาชนทราบถึงการทุจริตคอร์รัปชันที่สลับซับซ้อนมากมาย เรื่องของพฤติกรรม การทุจริตคอร์รัปชัน และในเรื่องนี้เราก็ต้องมีการจัดการความรู้ในรูปแบบของการศึกษา ด้วยนะครับ เพื่อสร้างความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย สร้างจิตสํานึกที่ตัวบุคคล และกําหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะดําเนินการให้ชัดเจน อันนี้ก็จะเป็นไฮไลต์ (Highlight) ของแผนนี้นะครับ
สําหรับแผนที่ ๒ คือแผนการส่งเสริมให้ประชาชนมีความกล้าหาญ ประชาชน ต้องมีความกล้าในการที่จะตรวจสอบการคอร์รัปชัน อย่างมีพลัง ถ้าประชาชนไม่เข้ามา มีส่วนเกี่ยวข้องตรงนี้ก็ไม่ได้ครับ ก็ล้มเหลวนะครับ เพราะฉะนั้นประชาชนต้องเข้ามาได้แก่ การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดที่เรียกว่าไมนด์เซต (Mindset) เราพูดกันเยอะ ไมนด์เซต (Mindset) ของประชาชน ค่านิยมต้องทํา และกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความกล้าหาญ ในการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หรือการแจ้งเบาะแสการคอร์รัปชัน กล้าอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องให้ภูมิคุ้มกันเขาเราต้องมีระบบการคุ้มครองเขาที่เรียกว่าระบบการคุ้มครองพยานต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพและประชาชนยอมรับได้ ตลอดจนสิ่งนี้ก็พูดกันเยอะคือต้องมีการนําระบบ การลงโทษทางสังคมที่เรียกว่าโซเชียลแซงก์ชัน (Social sanction) พูดกันเยอะนะครับ ไม่ยอมรับต่าง ๆ อันนี้ต้องนํามาใช้ อันนี้ก็จะเป็นเรื่องแผนงานที่เราจะต้องดูแลกันนะครับ
ส่วนแผนงานปลูกจิตสํานึกแผนงานที่ ๓ อันนี้ก็แน่นอนก็คือแผนงานส่งเสริม คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ แผนงานอันนี้ก็คือแผนงานการสร้างคนให้มีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณ จนสามารถจะมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมและหยุดยั้งปัญหา การทุจริตตลอดจนการสร้างต้องมีการสร้างแบบอย่างของความซื่อสัตย์สุจริตและการทํางาน ที่โปร่งใสทั้งระดับบุคคลและองค์กร แผนงานนี้ก็เป็นแผนงานทางด้านการสร้างคุณธรรม จริยธรรมต่าง ๆ อันนี้ก็เป็น ๓ แผนงานหลัก ๆ ในด้านของการปลูกจิตสํานึก
ส่วนแผนงานที่ ๒ ก็คือแผนงานด้านการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ การป้องกันก็จะประกอบด้วยแผนงานที่จะต้องดําเนินการ อันนี้มี ๖ แผนงานด้วยกัน การป้องกันที่จะนําไปสู่การปราบปรามที่มีผลต่อไป
แผนงานที่ ๑ ในเรื่องการป้องกันคือแผนงานเสริมสร้างระบบบริหารงานที่มี ธรรมาภิบาลในภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชน ธรรมาภิบาล กูดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) ที่เราพูดกันนะครับ และทางภาคเอกชนได้แก่การนําหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารงาน ภาครัฐ หลักธรรมาภิบาล ๖ หลักที่พวกเราทราบกันมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐ แล้วก็นํา หลักบรรษัทภิบาลอันนี้ก็จะเป็นอีกหลักหนึ่งคอร์ปอเรตกัฟเวอร์แนนซ์ (Corporate governance) มาใช้ในการบริหารงานภาคเอกชน และต้องหมั่นตรวจสอบให้มีการใช้ในทุกกระบวนงาน อย่างต่อเนื่องอันนี้ก็เป็นแผนงานทางด้านการป้องกันแผนงานที่ ๑
แผนงานที่ ๒ ในเรื่องการป้องกันก็คือแผนงานบริหารงานภาครัฐที่เปิดเผย ข้อมูล อันนี้ก็พูดกันเยอะนะครับ เปิดเผยข้อมูลหรือที่เรียกว่าโอเพน กัฟเวิร์นเมนต์ ดาต้า (Open Government Data) ได้แก่ความโปร่งใสในเรื่องการเปิดเผยข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะทําให้การบริหารงานภาครัฐโปร่งใสและป้องกันไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ก็ต้องเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบถูกไหมครับ เช่น ข้อมูลสําคัญที่สุดก็คือ ข้อมูลทางด้านการจัดซื้อจัดจ้างก็ต้องเปิดเผย ตลอดจนข้อมูลในการใช้งบประมาณของ หน่วยต่าง ๆ ใช้งบประมาณกันอย่างไรเปิดเผย ที่จริงเป็นกฎหมายด้วยซ้ําไปแต่ว่าก็ยังไม่ได้ ทํากันเท่าไร
แผนงานที่ ๓ ได้แก่แผนงานการทบทวน อันนี้สําคัญนะครับ ความเหมาะสม ของกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการป้องกันการทุจริต ก็มีกฎหมายหลายอย่างที่ไม่เอื้อ เพราะฉะนั้น ก็ศึกษากฎหมายและมาตรการในการใช้ดุลยพินิจ เรื่องการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ สําคัญนะครับ การใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการพิจารณาอนุมัติ อนุญาตต่าง ๆ อันนี้ ต้องน้อยที่สุด การใช้ดุลยพินิจต่าง ๆ ก็นําไปสู่การใช้ดุลยพินิจที่ไม่ถูกต้องใช่ไหมครับ ผมจําได้ว่า ที่คณะกรรมาธิการต่าง ๆ เขาก็พูดกันนะครับ และปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อมิให้มี ช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปรับปรุงกฎหมายต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อ ก็ว่าไปนะครับ
ส่วนแผนงานที่ ๔ จะเป็นแผนงานการกําหนดความสัมพันธ์ของอํานาจ ระหว่างฝ่ายบริหารและข้าราชการประจําในการบริหารงานบุคคลและการจัดซื้อจัดจ้าง เรื่องการบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องใหญ่ ทําให้เกิดการทุจริตในการแต่งตั้ง โยกย้ายต่าง ๆ มากมาย ซึ่งอันนี้ก็จะไปคาบเกี่ยวกับเรื่องกรรมาธิการทางด้านการปฏิรูประบบราชการ อันนี้เราก็ศึกษาเหมือนกัน โดยการศึกษาระบบการแต่งตั้งและย้ายข้าราชการต้องมีกระบวนการ กลั่นกรองโดยให้ความเห็นชอบโดยองค์คณะ ต้องเป็นองค์คณะบุคคลแทนที่บุคคลคนเดียว ที่มีอํานาจเด็ดขาดและผลักดันให้ร่างกฎหมายเรื่องของกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ อันนี้ ผมจะพูดทีหลัง เป็นกฎหมายซึ่งได้เข้าไปในระบบแล้วให้มีการประกาศใช้ออกมาด่วน อันนี้ ก็เป็นแผนงานที่ ๔
ส่วนแผนงานที่ ๕ อันนี้ก็สําคัญ คือแผนงานยกระดับดัชนีวัดความโปร่งใส ทางด้านคอร์รัปชัน ทุกปีทางสถาบันที่เรียกว่าองค์กรต่าง ๆ ที่ท่านทราบเขาก็จะประกาศ ดัชนีความโปร่งใสต่าง ๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เรียกว่าทีไอ (TI) ทรานส์พาเรนซีอินเตอร์เนชันนัล (Transparency International) ทุกปีเขาจะประกาศเรตติง (Rating) ของประเทศ ที่มีความโปร่งใสอะไรต่าง ๆ ซึ่งของเราก็ไม่ดีทั้งคะแนนและระดับต่าง ๆ เราได้ ลําดับที่ ๘๕ ในจํานวน ๑๗๕ ประเทศ และคะแนนเราได้ ๓๘ คะแนน คะแนนเต็มก็ ๑๐๐ คะแนน คะแนนก็น้อยนะครับ เพราะฉะนั้นต้องมีการทําการประเมินเลยเพื่อให้ทราบว่า วิธีการให้คะแนนของเขา เขาให้คะแนนในระดับต่าง ๆ อย่างไรเราจะได้แก้ไขได้ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นไม่ถูกต้อง โดยที่ก็ยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงทางด้านนี้ น่าจะมี หน่วยงานกลางที่รับผิดชอบและสามารถออกมาตรการบังคับให้มีการปรับปรุงกระบวนการต่าง ๆ โดยสอดคล้องกับเรื่องมาตรฐานของดัชนีความโปร่งใสต่าง ๆ จริง ๆ เราก็ไม่ค่อย ให้ความสําคัญต่าง ๆ ว่าการทุจริตของเราต้องสําคัญ แต่ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสากล ที่เขาประกาศออกมาเราก็ต้องให้ความสําคัญเหมือนกัน
ส่วนแผนงานที่ ๖ แผนงานสุดท้ายในเรื่องงานป้องกัน ก็คือแผนงานปฏิรูป กลไกการป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ อันนี้ก็เป็นภาพรวม ๆ ได้แก่ กําหนดกลไก ที่จะนําไปสู่การป้องกันการทุจริตอย่างเหมาะสม สามารถจัดการกับปัญหาการทุจริต และวิธีการทุจริตที่เปลี่ยนแปลงได้ต้องให้ทัน ให้มีกลไกที่มีสมรรถนะในการบริหารเชิงยุทธ์ ไม่ใช่ว่าออลรูทีน (All routine) ต้องเป็นเชิงยุทธ์ อย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่อง แผนงาน ๖ แผนงานในเรื่องของงานป้องกัน
ส่วนแผนงานที่ ๓ ปลูกจิตสํานึกแล้ว ป้องกันแล้ว แผนงานที่ ๓ ก็คืองานปราบ แล้วทีนี้ ถ้าผิดไม่ยอมกันก็ต้องปราบนะครับ แผนงานทางด้านการปราบปรามการทุจริต ได้แก่แผนงานปฏิรูปกลไกในระบบการยุติธรรมทั้งหมดเลย ต้องมาดูทั้งหมดเลย ตั้งแต่ เกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ เช่น กระบวนการไต่สวน สืบสวน กระบวนการฟ้องคดี และกระบวนการดําเนินคดีในชั้นศาล ตั้งแต่องค์กรอิสระต่าง ๆ อัยการว่าอย่างไร ทางศาล ท่านอย่างไร ทั้งหมดเลย ให้เกิดความที่เรียกว่าความรวดเร็ว อันนี้ก็พูดกันเยอะว่าคดีมันช้า คดีมันนาน ป.ป.ช. ก็โดนต่อว่าเยอะเลย ก็ต้องดูนะครับ ให้เกิดความรวดเร็ว คุ้มค่า และบังคับใช้ได้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพเพื่อจัดการกับปัญหาการทุจริตและประพฤติ มิชอบนะครับ อันนี้ก็เป็นแผนงานต่าง ๆ ๓ แผนงานที่ผมได้เรียนแล้วนะครับ เป็นกรอบกว้าง ๆ ซึ่งใน รายละเอียดของแผนปฏิรูปผมจะขออนุญาตท่านประธานให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร ได้นําเสนอ แผนงานการปฏิรูปด้านการปลูกฝังจิตสํานึกที่ผมว่าไปแล้วนั้น แล้วก็ท่านวสันต์ ภัยหลีกลี้ นําเสนอแผนงานปฏิรูปด้านการป้องกันการทุจริต และคุณศิริรัตน์ วสุวัต ได้นําเสนอแผนงาน ปฏิรูปด้านการปราบปรามต่อไปนะครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ