สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ แสดงความเห็นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่ต้องการความสุข ความหวัง และเกียรติ และยังหารือเรื่องผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตต่ำในชนบท โดยเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ให้การสนับสนุนและดูแลเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมชื่นชมก่อนนะครับว่าเอกสารทั้งหมดเรียบเรียงได้ดีมากเลย แล้วก็ทําเรื่องใหญ่ ๆ ไม่ใช่ของสังคมไทยนะครับ ของโลกเลยนะครับ เอามาไว้อยู่ในเอกสารฉบับนี้ แต่ผมอยาก กราบเรียนว่าปราชญ์โบราณท่านกล่าวไว้ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์มีอารมณ์ มีโลภ โกรธ หลง เป็นเรื่องธรรมดา แล้วผมอยากกราบเรียนว่าธรรมชาติของมนุษย์นี่นะครับ ท่านประธาน เขาต้องการอะไรอย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ
ประการที่ ๑ คือเขาต้องการอยู่อย่างมีความสุข ไม่ว่าเขาจะเป็นขอทาน เป็นผู้สูงอายุ เป็นเด็ก เขาก็ต้องการอยู่อย่างมีความสุขตามอัตภาพ
ประการที่ ๒ เขาต้องการอะไรครับ ต้องการอยู่อย่างมีความหวังว่าพรุ่งนี้ ต้องดีกว่าวันนี้ ถามว่าพรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้ได้ไหม เป็นหน้าที่ของผู้บริหาร ถ้าพูดถึงเล็กลงไป ก็คือเป็นเรื่องของพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง
ประการที่ ๓ คือเขาต้องการอยู่อย่างมีเกียรติ ไม่ว่าเขาจะมีอาชีพอะไร พิการ หรือไม่พิการก็ตามแต่เขาต้องการอยู่ในโลกใบนี้มีเกียรติเท่า ๆ กันกับเรา คือเขาเป็นเพื่อน มนุษย์ร่วมกัน
ผมได้อ่านเอกสารท่านแล้วทุกหน้า แต่ผมติดใจในหน้าที่ ๒๓-๒๖ เรื่องของ ผู้สูงอายุ ถามว่าทําไมผมติดใจเรื่องผู้สูงอายุ เพราะบัดนี้ผมกําลังเกือบจะ ๗๐ ปีแต่ยังไม่ ๗๐ ปีดี ผมก็อยู่ในวัยที่สูงอายุ แล้วก็คุณพ่อชัยที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ ผมนี้อายุนิดเดียว ๘๘ ปีเท่านั้น ก็สูงอายุ ผมจึงจะกราบเรียนว่าไม่ต้องพูดถึงปี ๒๕๖๔ ว่าเราจะมี ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้ ท่านเดินไปที่ไหนก็ตามผู้สูงอายุโดยเฉพาะในต่างจังหวัดมีมากเหลือเกิน คําถามว่าเราจะดูแล ผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิต ๓ ประการที่ผมกล่าวอย่างไร ถามว่าถ้าเราไม่ดูแลให้เขาดี ๓ ประการนี้เขาก็จะเป็นภาระ ท่านก็เขียนอยู่ในนี้แล้วก็คือว่าเขาก็จะเจ็บป่วย ไม่มีอาชีพ ไม่มีคนดูแล และป่วยในที่สุดก็ติดเตียง ท่านประธานอาจจะไม่ทราบว่าคําว่าติดเตียง มันเป็นภาษาของกระทรวงสาธารณสุขก็คือป่วย ลุกไม่ได้ ทําอะไรไม่ได้ อยู่กับเตียง เมื่อตั้ง กระทรวงแรงงานปี ๒๕๓๖ ผมเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ทั้งกระทรวงมาจากกรมประชาสงเคราะห์ กรมประชาสงเคราะห์ ย้ายจากกระทรวงมหาดไทยมาอยู่กระทรวงแรงงาน ผมได้ไปดูมาเยอะมากเลย สถานสงเคราะห์นี่นะครับ ต้องใช้คําว่าไม่น่าเชื่อ น่าสงสาร และน่าทะนุถนอมผู้สูงอายุ เพราะว่าในอดีตเขาก็ทํางานหนัก ซึ่งปัจจุบันนี้เราต้องดูแลท่าน สิ่งที่ผมจะกล่าวก็คือว่า ณ วันนี้เรามีสถานสงเคราะห์เพียงพอหรือยัง ผมเชื่อว่ายังไม่พอ ท่านปลัดกระทรวงนั่งอยู่ ข้างบนนั่นก็คงจะทราบว่าไม่พอ เรามีงบประมาณดูแลให้มีคุณภาพชีวิตสมควรหรือไม่นั้น ผมไม่ทราบ แต่อย่างน้อย ๓ ประการผมคิดว่ากระทรวง พม. ดูแลอยู่แล้ว ในระดับไหน ผมก็ไม่ทราบ แต่นี่ถามว่าแล้วในต่างจังหวัดที่ไม่อยู่ในสถานสงเคราะห์มีไหม ผมว่ามีมากกว่า ๑๐๐ เท่า ๑,๐๐๐ เท่า ท่านลองไปดูในชนบทเถอะครับ ไม่ว่ากรุงเทพมหานคร หรือใกล้เคียงนะครับ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นี่นะครับจะมีแต่ผู้สูงอายุกับเด็กที่อยู่ในบ้าน เพราะผมไปมาหมดทุกจังหวัด แล้วคนหนุ่มสาว ไปไหนครับ ก็เข้ามาทํางานในเมืองใหญ่ ๆ ในโรงงาน คําถามว่าผู้สูงอายุก็ไม่มีคนดูแล เด็กเล็ก ๆ ก็ให้ผู้สูงอายุดูแล ผู้สูงอายุคุณภาพชีวิตก็ต่ํา ต่ําแล้วผลเลี้ยงเด็ก เด็กก็มีคุณภาพ ต่ําไปอีก ท่านประธานครับ เราน่าจะดูเรื่องนี้นะครับ แต่ทีนี้สิ่งที่ผมวิตกมากที่สุดสําหรับ ผู้สูงอายุก็คือการเจ็บป่วย ผู้ใหญ่นี่เขาคิดเพลงไว้เพลงหนึ่งซึ่งผมเคยร้องไว้เด็ก ๆ เดี๋ยวนี้ ก็ไม่ค่อยได้ร้องแล้ว คือกีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน ถามว่าใครดูแล ผู้สูงอายุในเรื่องของคุณภาพชีวิตในเรื่องของการออกกําลังกาย ไม่มี ผมยืนยัน ไม่มี หรือมี ก็น้อยมาก อาจจะบอกว่าไม่มีสถานที่ งบประมาณไม่พอ ปัญหาจะตามมาก็คือว่าหลังจาก ที่ไม่ได้ออกกําลังกาย เขาต้องเจ็บป่วย กินก็ไม่ดี อยู่ก็ไม่ดี ถูกไหมครับ ออกกําลังกายก็ไม่ได้ ออกกําลังกายเขาก็ต้องเจ็บป่วย พอเจ็บป่วยแล้วเป็นภาระของใครครับ ลูกเต้าทํางานอยู่ใน กรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ ๆ ก็ไม่ได้ไปดูแลคุณพ่อคุณแม่ ปู่ยาตายาย ก็เป็นภาระของสังคม ป่วยมาก ๆ ก็ต้องไปอยู่ที่โรงพยาบาล เป็นภาระของใครครับ กระทรวงสาธารณสุข ถึงเวลา หรือยังที่สังคมไทยโดยเฉพาะท่านกรรมาธิการฝากท่านไปนะครับว่าลุกขึ้นมาดูเรื่องคุณภาพ ชีวิตของผู้สูงอายุในเรื่องของสุขภาพ ให้เขามีที่ออกกําลังกาย ให้เขามีที่พักผ่อนหย่อนใจ พอสมควรแก่ภูมิภาค ถ้าพรุ่งนี้เช้าท่านประธานไปกับผมหรือท่านกรรมาธิการก็ได้ไปที่ สวนลุมพินี เราจะเห็นว่ามีผู้สูงอายุไปออกกําลังกายตอนเช้า ๆ ตั้งแต่ตีห้า หรือ ๖ โมงเช้านี่ เยอะมาก ไปแล้วดูแล้วหน้าตาแจ่มใส เพราะเขาได้ออกกําลังกาย ได้มาทํากิจกรรมร่วมกัน อันนี้ก็คืออะไร ผู้สูงอายุเหล่านั้นเข้าตําราที่ว่า ปราชญ์โบราณบอกคือเป็นสัตว์สังคม ถามว่า เราต้องดูแลไหมครับ คิดว่าต้องดูแลนะครับ ถ้าเราไม่ดูแลวันนี้วันหนึ่งอาจจะเหมือน ชาวต่างประเทศที่ใช้เงินมาให้คนไทยดูแลในต่างจังหวัด ผู้สูงอายุที่มีเงินมากกว่าก็ไปอยู่แถว จังหวัดเพชรบูรณ์ ไปอยู่ภาคเหนืออะไรต่ออะไรเป็นนิคม เรียกว่านิคมผู้สูงอายุ มีเงินก็จ่ายไป แต่ถามว่าเราอยากจะให้ผู้สูงอายุไทยเร่ร่อนพเนจรไปอยู่ต่างประเทศไหมครับ ผมคนหนึ่งละ ไม่อยากเห็นว่าเราทอดทิ้งผู้สูงอายุ เพราะผู้สูงอายุนั้นก็คือปู่ย่าตายาย พ่อแม่ของเรา ใช่หรือไม่ครับ ถ้าท่านไม่ปฏิเสธว่าใช่ฝากท่านกรรมาธิการไปดูแลเรื่องนี้ด้วย แล้วผมไม่ได้ เอามาจากการพูดเลิศเลออะไรนะครับ ผมดูเลยว่าท่านเขียนไว้ในหน้า ๒๖ ของ คณะกรรมาธิการว่าสร้างนําซ่อม ผมจับตรงนี้มาเลย ผมอ่านแล้วผมก็มีความรู้สึกว่าต้องพูด เสียหน่อย ถ้าไม่พูดแล้วท่านอาจจะมองข้ามไป แล้วก็ขอบคุณท่านกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง คุณศิริชัยที่พูดเรื่องการนําแรงงานเข้าสู่ประเทศ เขาเรียกว่าการเคลื่อนย้ายแรงงานอย่างมีระบบ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานไทยไปต่างประเทศ หรือแรงงานต่างประเทศเข้ามาเมืองไทยอย่างเป็นระบบ อันนี้ผมก็คิดว่าเราต้องรีบทํานะครับ แล้วก็เรื่องพัฒนาฝีมือ คือจริง ๆ แล้วผมอยากจะพูดว่า ผมพูดได้เยอะเพราะว่าผมอยู่กระทรวงแรงงานมาชั่วชีวิต ก่อนนั้นอยู่กระทรวงมหาดไทย ก็ทําเรื่องนี้มาเยอะ เรื่องพัฒนาฝีมือแรงงาน เคยเป็นรองอธิบดีกรมการจัดหางานก็ทําเรื่องนี้ ดูแลเรื่องสหภาพเมื่อตอนสมัยเป็นอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก็ดูแลเรื่องนี้ ขออนุญาตกราบฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าอย่าทอดทิ้ง ผู้สูงอายุในเรื่องของการออกกําลังกาย และแถมอีกนิดก็คือเด็กที่อยู่ในชนบท หรือในชุมชนต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ให้เขาได้มีที่เล่น ที่ออกกําลังกายสมควรแก่วัยของเขา ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกที่กรุณาฟังผมครับ ขอบพระคุณครับ