สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

อลงกรณ์ เสนอพระราชบัญญัติองค์การอิสระ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และผลักดันให้รัฐธรรมนูญมีมาตราที่ช่วยเหลือประชาชน โดยมองว่าหน่วยงานภาครัฐมีความพยายามในการดูแล แต่ยังไม่ดีขึ้น เนื่องจากขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงาน และขาดแผนหรือยุทธศาสตร์ในการบูรณาการงานร่วมกัน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เชิญท่าน พลเอก ภูดิศ ทัตติยโชติ นะครับ จเรทหารทั่วไปครับ ตั้งเป็นสภา ตั้งเป็นสมาคมอะไรต่าง ๆ ชัดเจน จึงมีความได้เปรียบกว่าภาคประชาชนเป็นอันมาก เพราะฉะนั้นเห็นด้วยกับท่านอย่างยิ่งนะครับ ข้อเสนอของท่านที่ท่านเสนอเรื่องเพื่อเพิ่มอํานาจ ของประชาชนในการปกป้องคุ้มครองตัวเองโดยการสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติองค์การอิสระ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าท่านสนใจเรื่องนี้แล้วท่านได้ติดตามมาท่านก็จะพบว่าตัวพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ได้มีการเสนอบรรจุเข้าในร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ก็ไม่สําเร็จ ถึงแม้จะบรรจุ ในรัฐธรรมนูญแล้ว ปี ๒๕๕๐ ก็ยังไม่เกิดเป็นมรรคเป็นผล จนปีนี้ปี ๒๕๕๘ แล้ว ๑๘ ปี ด้วยกันแล้ว พระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่ช่วยเหลือประชาชน ปกป้อง ประชาชน ให้ประชาชนได้มีปากมีเสียงนั้นก็ยังไม่ผ่านความเห็นชอบ หรือยังไม่ปรากฏ ออกมาเป็นร่างสักทีหนึ่ง แท้งระหว่างทางทุกครั้งเป็นต้นไปนะครับ ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าท่านมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมอยากจะเรียนให้ท่านได้ทราบว่า ในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหาหลาย ๆ ประการนะครับ เป็นปัญหาซึ่งสามารถจะแก้ไขได้ ก็อยากจะฝากท่านไว้ว่าอยากให้ท่านดูในเรื่องมาตราที่เกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของ ตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ฝ่ายหนึ่งที่เห็นด้วยและอยากผลักดันให้พระราชบัญญัติ ฉบับนี้เกิดขึ้น ก็จะบอกว่าบทบาท อํานาจ หน้าที่ ขององค์การนี้มีส่วนที่จะช่วยเหลือ สนับสนุน เกื้อกูลการทํางานภาครัฐ ให้งานคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีความสมบูรณ์ แล้วก็มี ประสิทธิภาพ มีประสิทธิผลอย่างจริงจัง แต่ขณะเดียวกันฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็มักจะ เป็นภาคราชการซึ่งยังยึดติดกับเรื่องเดิม ๆ อยู่ ก็มักจะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่องค์การนี้ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็จะมาก้าวก่าย องค์การนี้มาทับซ้อนกับอํานาจหน้าที่ของภาครัฐ สิ่งเหล่านี้ ก็คือปัญหาในตัวพระราชบัญญัติฉบับนี้ซึ่งท่านจะต้องเผชิญ ถ้าท่านมีความมุ่งมั่นจะผลักดัน ท่านจะต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ ซึ่งฝากท่านไว้ช่วยดําเนินการแก้ไขและทําความเข้าใจ ด้วยว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นไม่ได้ไปก้าวก่าย แต่จริง ๆ แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นการส่งเสริม สนับสนุนภาครัฐเสียด้วยซ้ําไป

ประการที่ ๒ ก็คือเรื่องพระราชบัญญัติฉบับนี้มีปัญหาในเรื่องของรายละเอียด ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงบประมาณ ซึ่งมีความขัดแย้งกันว่าบางส่วนก็อยากจะให้เป็นเงิน ที่เพียงพอต่อการดําเนินงาน เช่น กําหนดไว้ว่า ๑ บาทต่อหัว ๓ บาทต่อหัว ๕ บาทต่อหัว หรือบางส่วนก็บอกว่าอาจจะมากไปไหม หรือว่างบประมาณภาครัฐสนับสนุนตาม ความจําเป็น งบประมาณรายจ่ายประจําปีก็เป็นปี ๆ ไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าว แล้วก็เจรจากันต่อไปนะครับ แต่ทั้งสิ้นนี้ที่ผมพูดถึงปัญหาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่ได้มี ความหมายว่าจะต้องเป็นอุปสรรคในการทํางาน ที่พูดก็เพื่อให้ท่านได้คอนเซนเทรต (Concentrate) หรือให้ความสนใจกับประเด็นเหล่านี้เพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ให้สําเร็จให้ได้ เพื่อเพิ่มอํานาจประชาชนในการปกป้องคุ้มครองตัวเองนะครับ

เรื่องที่ ๒ ที่ท่านเสนอมาก็เป็นเรื่องดี ก็คือว่าท่านพูดถึงเรื่องหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาครัฐที่ทํางานในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคนั้นมีถึง ๑๐ กระทรวง ๒๐ หน่วยงานด้วยกัน แต่สถานการณ์คุ้มครองผู้บริโภคก็ไม่ได้ดีขึ้นเลย อาจจะดีขึ้นบ้าง อาจจะสะดวกสบายขึ้นบ้างแต่ก็ยังไม่หมดไป ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ นั้นก็ทําให้ประชาชนนั้นไม่ทันต่อสถานการณ์ เหมือนท่านชูชาติก็พูด โฆษณาอะไรสารพัดโฆษณานะครับ สารพัดยาต่าง ๆ ก็ผุดขึ้นมาตามทีวี (TV) ดาวเทียม หรืออื่น ๆ สื่อต่าง ๆ เป็นจํานวนมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่หน่วยงานภาครัฐก็พยายามติดตาม แต่ก็ยังตามไม่ทันนะครับ ผมเห็นว่าข้อเสนอของท่านในการแก้ไขเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องที่เกี่ยวกับหน่วยงานภาครัฐนั้นเป็นเรื่องที่ดี ๆ ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ต้องทํา ไม่ผิดหรอกครับ แต่มีเรื่องหนึ่งที่อยากจะให้ท่านเพิ่มเติมถ้าท่านสามารถทําได้ แล้วก็ฝาก ท่านไว้คือว่าตลอดระยะเวลายาวนานตั้งแต่มีการคุ้มครองผู้บริโภคมา มีพระราชบัญญัติ ที่เกี่ยวข้องกับจัดตั้งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ฉบับ พ.ศ. ๒๕๒๒ แล้วก็มีการแก้ไข เพิ่มเติมในปี ๒๕๔๑ นั้น มีการจัดตั้งสํานักงานคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นมาเพื่อดูแล เป็นหน่วยงานกลางหลายปีมาแล้ว แต่งานคุ้มครองผู้บริโภคภาครัฐก็ยังคืบหน้าไปไม่ได้ เท่าที่ควรเพราะมีข้อจํากัดในเรื่องของอัตรากําลัง กําลังพล งบประมาณต่าง ๆ นั้น สิ่งหนึ่ง ที่ผมมองว่าเรื่องข้อเสนอของท่านนี้ในเรื่องของการดูแลเรื่องหน่วยงานปรับปรุงภาครัฐนั้น ที่ยังขาด ที่ยังมองไม่เห็นก็คือว่าหน่วยงานภาครัฐตลอดระยะเวลาที่ทํามาเป็นเวลาหลายปีนั้น ๑๐ กระทรวง ๒๐ หน่วยงานนั้นยังไม่เคยมีแผน หรือจะเรียกว่าแผน จะเรียกว่ายุทธศาสตร์ อะไรก็แล้วแต่ที่บูรณาการงานร่วมกันไม่มีเลย จนปัจจุบันนี้ไม่มี มีแต่ความพยายามที่จะทํา แต่ก็ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าต่างหน่วยต่างก็ทํา ต่างหน่วยก็มีกฎหมาย ของตัวเองก็ถือไว้แล้วก็ทํากันไป มันขาดการประสาน คงมีการประสานละ ไม่มีคงไม่ได้ ผมเป็นข้าราชการผมรู้ว่ามันต้องมีการประสาน แต่การประสานนั้นมันไม่แน่นแฟ้น มันขาดการยึดโยง ไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะ เสนอท่านว่าถ้าทําได้ก็เสนอให้มีแผน หรือท่านจะทําแผนตัวนี้เสียเองเสนอให้หน่วยงาน ภาครัฐรับไปแก้ไขปรับปรุงอะไรก็สุดแล้วแต่ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ฝากไว้

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่ท่านเสนอเพิ่มเติมมาเป็นเรื่องกฎหมาย ดีทั้งสิ้นนะครับ ขอเอาใจช่วยท่านผลักดันในเรื่องนี้ต่อไป ทําเถอะครับ พี่น้องประชาชน ๖๐ กว่าล้านคน ทั่วประเทศยังมีความจําเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยท่านในการผลักดันเรื่องงานคุ้มครองผู้บริโภค ต่อไปครับ ผมมีข้อสังเกตเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

ท่านสุดท้ายท่านที่ ๑๐ คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ นะครับ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคมครับ