สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

กษิต ภิรมย์ พูดถึงการปฏิรูปประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ยังด้อยโอกาส นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม การแรงงานต่างด้าว และการให้สิทธิพลเมืองแก่กลุ่มด้อยโอกาส รวมถึงการแก้ไขเอกสารเกี่ยวกับแรงงานต่างชาติ และเรียกร้องให้มีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเพื่อนบ้านในประชาคมอาเซียน

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับ ท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าในการทํางานปฏิรูปประเทศไทยของเรานั้น นอกเหนือ จากการปฏิรูปด้านการเมืองแล้วก็การส่งเสริมธรรมาภิบาล แล้วก็ปราบปรามคอร์รัปชัน คณะกรรมาธิการที่เหลือทั้งหมดนี้ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคมเป็นคณะกรรมาธิการที่สําคัญที่สุดนะครับ อันนี้ผมอยากจะเน้นประเด็นนี้ เพราะว่าเป็นคณะกรรมาธิการที่จะเกี่ยวกับการที่จะลดความเหลื่อมล้ําในสังคม แล้วก็เป็นการที่จะดําเนินการในเรื่องของการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เพื่อความมั่นคงในชีวิตของคนไทยที่ยังด้อยโอกาสทุกท่านให้ชีวิตนั้นดีขึ้น ผมคิดว่าเป็น คณะกรรมาธิการที่สําคัญยิ่ง แล้วก็ขอแสดงความชื่นชมกับผลงานที่ผ่านมา แล้วก็ขออวยพร ให้ประสบความสําเร็จอย่างยิ่ง คราวนี้ว่าด้วยเรื่องของการเหลื่อมล้ํานั้นก็คงมี ๒ ประเด็น ที่เมื่อสักครู่ท่านชิดชัยได้กรุณากล่าวไปนิดหนึ่งคือคําว่า ด้อยโอกาส ผมคิดว่าคงจะ แบ่งออกมาเป็น ๒ ส่วน คือพื้นที่ที่ด้อยโอกาส กับอันที่ ๒ คือกลุ่มชนที่ด้อยโอกาสนะครับ แล้วอันนี้ผมคิดว่าจะต้องมีตัวเลขมีสถิติรวมทั้งใช้กิจการดาวเทียมของกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีในการที่จะสํารวจให้ได้ว่าพื้นที่ที่ด้อยโอกาสที่ขาดปัจจัยพื้นฐาน แล้วก็ กลุ่มคนที่ขาดมีอะไร อย่างไรบ้าง อันนั้นเป็นอันที่ ๑

ส่วนอันที่ ๒ ผมก็คิดว่าอันนี้เรากําลังจะบอกว่าเราควรจะต้องทําอย่างไร ในขณะเดียวกันผมอยากจะขอเสนอให้มีการประสานงาน โดยเฉพาะระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ แล้วก็ทางท้องถิ่น เพราะว่ามีงบผู้ว่าราชการจังหวัด งบ อบจ. งบเทศบาล แล้วก็ยังมี อสม. อม. อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าต้องวิ่งไปด้วยกันให้ได้ แล้วถ้าเผื่อเราจะปฏิรูปเราก็ต้องโอนอํานาจไปให้ประชาชน ให้ชุมชน ให้ภาคประชาสังคม แล้วก็การปกครองท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ แล้วก็ใน ๔ ประเด็นของที่ดินก็ดี ของน้ํา ของเศรษฐกิจนะครับ ผมคิดว่าเรื่องน้ําคงจะเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุด สําคัญในแง่ที่ว่าประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสานนั้นปริมาณฝนที่ตกลงมาไม่ได้น้อยไปกว่าที่ไหนในโลกเลย อยู่ในระดับต้น ๆ ของโลก แต่ประเด็นปัญหาคือ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ของฝนที่ตกลงมามันหายไปที่อ่าวไทย เพราะว่าเราไม่สามารถที่จะกักน้ําได้ แล้วก็ในประเด็นปัญหาที่จะสร้างเขื่อนขึ้นมาใหม่ ๆ ในประเทศไทยก็คงจะมีการต่อต้านอย่างใหญ่หลวง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถจะต่อต้านได้ ก็คือการสร้างบ่อน้ํา ภาษาอังกฤษใช้คําว่าเรเซอร์วอร์ (Reservoir) ผมก็อยากจะให้เป้าหมาย อันสําคัญก็คือการสร้างเรเซอร์วอร์ (Reservoir) กักน้ําในช่วงที่ฝนตกให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ นี่ขอเสนอตรงนี้ไว้ ส่วนผู้สูงอายุนั้นผมอยากจะให้แบ่งเป็น ๒ ส่วนด้วยกัน สูงอายุที่ช่วยตัวเองไม่ได้มีกี่เปอร์เซ็นต์ กี่แสนกี่หมื่นคน แต่ที่สูงอายุเพราะว่าเกษียณอายุ ไปจนถึง ๗๐ ปี ทั้งท่านทั้งผมนี่ก็อยู่บริเวณ ๗๐ ปีกันทั้งนั้นเราก็ยังทํางานได้ แล้วก็น่าที่จะขยาย อายุการทํางานหรือไม่นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ กับอันที่ ๒ ก็คือว่าการหางานใหม่ ให้ทําได้ไหม จะได้ไม่บอกว่าเป็นผู้สูงอายุ แต่เป็นผู้เกษียณอายุแต่ว่ายังทํางานได้ อันนี้ ผมคิดว่าตัวเลขอันนี้ใหญ่ แล้วผมก็เคยเสนอไว้ว่าอดีตอธิบดี อดีตนายตํารวจ ทหารต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังไปเป็นที่ปรึกษาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผมก็เสนอว่าให้อดีตข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทั้งหมดที่เกษียณมานั้นไปเป็น ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ อบจ. ได้ไหม ในเรื่องการต่างประเทศทั้งหมด นี่ก็เป็น ตัวอย่างของการใช้คนให้เป็นประโยชน์ ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ กลุ่มด้อยโอกาส อยากจะเน้นเรื่องชนกลุ่มน้อย มันต้องมีแผนเฉพาะ อันที่ ๒ ผมอยากจะให้สิทธิ พลเมืองอย่างน้อย ๓ กลุ่มด้วยกัน คือชาวเขาที่คั่งค้างอยู่ คนไทย พม่า นับถือศาสนาอิสลาม ที่ค้างอยู่จังหวัดระนอง แล้วก็โดยเฉพาะคนลาวที่อพยพหนีลัทธิคอมมิวนิสต์มา เมื่อ ๒๐-๓๐ กว่าปีที่แล้วเขาควรจะได้สิทธิพลเมือง เหมือนคนที่หนีสงครามกลางเมืองของ ประเทศเวียดนามตั้งแต่สมัยเดียนเบียนฟู บัดนี้เป็นนายพล เป็นนายตํารวจ เป็นอธิบดี กันเยอะแยะ เป็นสิ่งที่ดีงามของสังคมไทยในการที่อ้าแขนรับแล้วให้เขาได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง เพราะฉะนั้นชนกลุ่มน้อยเหล่านี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วผมคิดว่าเราต้องทํางานกับสถานทูต พม่า ลาว เขมร และเวียดนามให้มากที่สุด ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่จะส่งหญิงพม่า มีครรภ์กลับไปที่ประเทศเขา มันเป็นสิทธิพลเมืองด้านพื้นฐานสิทธิมนุษยชน แต่เราต้อง รายงานกับสถานทูตพม่าว่าผู้หญิงพม่าท้องคลอดออกมาแล้วเขาต้องขึ้นทะเบียนเป็นพลเมืองพม่า เราก็เพิ่งมีการประชุมระดับนายกรัฐมนตรี ครม. กับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ว่าประเด็นปัญหา ที่ควรจะได้คุยกันมันไม่ค่อยได้คุยกัน ผมคิดว่าเราต้องเอาเรื่องยาก ๆ เหล่านี้คุยกับ ประเทศเพื่อนบ้านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ส่วนประเด็นแรงงานต่างด้าว กฎเกณฑ์ ของกระทรวงแรงงานมันสลับซับซ้อน แล้วมันก็หัวมังกุท้ายมังกร เพราะว่าคนจะเข้าเมือง ต้องเป็นเรื่องของ ตม. ก่อน กับกระทรวงมหาดไทย แต่นี่เราโยนภาระเรื่องแรงงานต่างด้าว ไปให้กระทรวงแรงงาน ผมก็เพียรพยายามมาหมดแล้วว่าให้โยนงานกลับไปที่กระทรวงมหาดไทย กับ ตม. เสียก่อน เป็นจุดเริ่มต้น

ส่วนอันที่ ๒ กระทรวงแรงงานก็ต้องประสานกับทางภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตร ภาคบริการทั้งหลายว่าจะต้องใช้คนต่างด้าวกี่คนในกิจการงานที่คนไทยไม่ทําแล้ว มันเป็นเรื่องของอะไรครับ อุปสงค์ อุปทาน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นมันต้องทวน ระบบทั้งหมดเลย แล้วกระทรวงแรงงานก็ไม่ได้มีอํานาจทางการเมืองใด ๆ ในความเป็นจริง ถ้าเผื่อไม่ได้รับความร่วมมือจากทางฝ่ายความมั่นคงและ ตม. เป็นสําคัญ

ส่วนประเด็นสุดท้าย เพราะเวลามันเกินมาแล้ว พวกเราคงไปดูงานที่ฮ่องกง กันเยอะที่นั่งอยู่ในห้องนี้ วัน ๆ หนึ่งมีแรงงานจีนเข้ามาทํางานที่มาเก๊า และโดยเฉพาะ ที่ฮ่องกงเป็นแสน ๆ คน แรงงานทุกคนไปเช้าเย็นกลับ ถือบัตรอันเดียวเท่านั้นเองครับ แล้วเขาก็เดินมาที่ ตม. ของฮ่องกงแล้วก็รูดบัตร มันไม่เห็นมีอะไรสลับซับซ้อนเลยครับ เราก็ทําเสียที่ ตม. เราก็ได้รู้หมดแล้วก็ตรวจสอบได้ ไม่ต้องมีหนังสือเดินทาง ไม่ต้องมา ตรวจสอบอะไร เพราะทั้งหมดขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนั้นเป็นช่องทาง หากิน แล้วก็เป็นเรื่องของการค้ามนุษย์ แล้วมันก็เกิดแล้วเกิดอีกนะครับ มันควรจะยุติได้แล้ว ในยุคสมัย สนช. แล้วก็ความร่วมมือร่วมใจของทุกหมู่เหล่า

ส่วนประเด็นสุดท้าย ประเทศพม่ามีการเลือกตั้งทั่วไป เป็นสังคม ประชาธิปไตย แต่ทําไมเรายังมีค่ายผู้อพยพชาวพม่าอีกตั้ง ๙ ค่าย ๑๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วทําไมเราไม่กล้าหาญชาญชัยพูดกับรัฐบาลพม่า เอากลับไปให้หมดได้หรือยัง แล้วถ้าเผื่อ ไม่อย่างนั้นก็เปลี่ยนทั้ง ๑๕๐,๐๐๐ คน ให้มาเป็นแรงงาน มาเข้าระบบเสีย รวมทั้งโรฮีนจาด้วย ทั้งที่เขาก็ลี้ภัยมา ทุกคนหนีร้อนมาพึ่งเย็นที่ประเทศไทย แต่ไม่อยากจะให้มีทัศนคติว่า เข้ามาแย่งงานคนไทย เพราะว่างานส่วนใหญ่คนไทยไม่ทํา แล้วคนไทยก็เป็นงานที่มีฝีมือ สูงกว่าแรงงานจากต่างด้าว

ส่วนประเด็นสุดท้าย ในประโยคแรก ๆ ของเอกสารที่แจกมาบอกว่าแรงงาน ต่างชาติเข้ามาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ผมอยากจะให้ตัดวลีนี้ออกไปครับ นั่นเป็นเชลยศึก แล้วก็เป็นทาส เราต้องมีความรู้สึกอ่อนไหวต่อความรู้สึกของเพื่อนบ้าน ซึ่งตอนนี้ก็จะอยู่ใน ประชาคมอาเซียน แต่ยังบอกว่าเมื่อปีมะโว้นี้พวกเอ็งเป็นอะไรครับ เป็นเชลยศึก ได้รับการกวาดต้อนมาจากประเทศพม่าบ้าง สปป. ลาวบ้าง เขมรบ้าง แล้วก็โดยเฉพาะ จากประเทศมาเลเซีย คงจะไม่น่ารักนะครับอันนี้ ผมไม่อยากจะให้มีความรู้สึกเช่นนั้น ขอขอบคุณครับท่านประธาน