ศิริชัย ไม้งาม หารือเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ โดยขอเสนอให้ดำเนินการเร่งด่วนในการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ตั้งจุดผ่อนผันถาวรทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการค้ามนุษย์และอาชญากรรม และเรียกร้องการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์แรงงานข้ามชาติ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. กระผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๕๒ ในฐานะ กรรมาธิการ ผมขออนุญาตในการนําเสนอเรื่องของการปฏิรูปการบริหารจัดการเคลื่อนย้าย แรงงานกรณีขึ้นทะเบียนแรงงาน ณ จุดผ่อนผันเป็นการถาวรเพื่อป้องกันแรงงานข้ามชาติ ผิดกฎหมาย ในเรื่องของแผนการปฏิรูปจากสถานการณ์ปัญหาแรงงานของชาติ ซึ่งเมื่อ ประมาณปี ๒๕๒๐ ประเทศไทยได้เปิดตัวในการเข้าไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม การขยายตัวทางเศรษฐกิจในเรื่องของภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการมีอัตราเจริญเติบโต ที่สูงขึ้นทําให้เริ่มที่จะขาดแรงงาน ทั้ง ๆ ที่ความต้องการในการจ้างงานนั้นเป็นคนไทยแต่ก็ไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงต้องอาศัย แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ชายแดนที่ติดกันเอื้อต่อ การไปมาหาสู่ในการข้ามแดนได้ จึงทําให้การเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามา ทํางานเป็นจํานวนมาก ปัจจุบันจากการคาดการณ์ว่ามีแรงงานข้ามชาติที่มาทํางานในประเทศ ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ทั้ง ๆ ที่มีการทําให้ถูกกฎหมายนั้นเพียงแค่ ๔๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้น แต่แรงงานที่ผิดกฎหมายและผ่านการพิสูจน์จากการผ่อนผัน มาจดทะเบียนประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ คน แต่ขณะที่แรงงานทําผิดกฎหมายที่ยังไม่แสดง ตัวนั้นมีจํานวนถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งทําให้รัฐบาลในชุดปัจจุบันมีนโยบายอย่างชัดเจน ในการที่จะจัดการกับแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะต้องนําแรงงาน ทั้งหมดมาจดทะเบียนและนําไปสู่กระบวนการให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการจดทะเบียน ไม่ได้รับความร่วมมือจากแรงงานข้ามชาติและนายจ้างเท่าที่ควร ซึ่งข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนนั้น ก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในหลายด้าน ผลกระทบที่เกิดขึ้นในด้านสังคม ปัญหาการค้ามนุษย์ ปัญหาอาชญากรรม การแพร่ระบาด และค้ายาเสพติด เรื่องของการแย่งงาน และที่สําคัญคือคนไทยรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยเมื่อคนงาน ข้ามชาติมาอยู่ ในเรื่องของสาธารณสุข เรื่องของโรคติดต่อ เรื่องของพาหะนําโรค ปัญหาขยะ ที่เพิ่มขึ้นและน้ําเสียที่เกิดความสกปรกและไปกระทบกับชุมชน เรื่องความมั่นคง ปัญหา อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหาอาชญากรตามแนวชายแดน และมีขบวนการปลอมแปลง สัญชาติ ขบวนการในการนําคนงานเข้ามาสู่ประเทศโดยผ่านนายหน้าบริษัทจัดหางาน ที่เข้าประเทศโดยผิดกฎหมาย ในวิธีการปฏิรูป ในการจัดทําในเรื่องเกี่ยวกับการปฏิรูป ซึ่งมีความเห็นว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีศูนย์วัน สต็อป เซอร์วิส (One stop service) ในการขึ้นทะเบียนแรงงาน ณ จุดผ่านแดนถาวรทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงกับพื้นที่ มากที่สุด เพราะปัจจุบันการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาตินั้นจะมาขึ้นเฉพาะในกรุงเทพฯ หรือศาลากลางจังหวัดเท่านั้นซึ่งไม่เพียงพอ ทั้ง ๆ ที่เรามีจุดผ่านแดนรอบประเทศประมาณ ๓๐ กว่าจุด และจําเป็นที่จะต้องผ่อนผันประมาณ ๘๘ แห่งที่จะเกิดขึ้น ดังนั้นปัญหาแรงงาน ข้ามชาตินั้นถ้าเราได้ดําเนินการในพื้นที่โดยตรงจะทําให้การลักลอบค้าแรงงานข้ามชาติ โดยผ่านนายหน้าก็สามารถที่จะหยุดได้ เรื่องของผลสัมฤทธิ์ที่จะได้รับจากการปฏิรูป ในเรื่องของแรงงานข้ามชาติ สามารถทํางานได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องหลบซ่อนในเรื่องของ ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียนอกระบบ และลดปัญหาแรงงานที่ทําให้เกิดแรงงานทาส แรงงาน ข้ามชาตินั้นสามารถที่จะปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง เป็นธรรม และไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ในส่วนของภาครัฐก็สามารถควบคุมและดูแลได้โดยง่ายเมื่อเกิดอาชญากรรมต่าง ๆ ปัญหาเรื่องของความมั่นคง สังคม และสิ่งแวดล้อมจะลดลง สําหรับผลของประเทศก็คือ ได้รับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีที่เพิ่มมากขึ้นในเรื่องของการเตรียมความพร้อม สู่ประชาคมอาเซียน และที่สําคัญคือสามารถตอบคําถามจากสังคมโลกที่มีการตรวจสอบ ประเทศไทยเกี่ยวกับเรื่องการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมาย
ในเรื่องที่ ๓ ของแผนการปฏิรูป แรงงานที่ไม่สามารถจะพิสูจน์สัญชาติได้ จําเป็นที่จะต้องให้ทํางานอยู่ในพื้นที่เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นในเขตเศรษฐกิจที่มีการควบคุม ตามแนวชายแดนไม่สามารถที่จะให้ผ่านหลบหนีเข้ามาทํางานภายในประเทศได้ ซึ่งในเรื่อง ของแนวทางแก้ไข ในเรื่องของแรงงานข้ามชาตินั้น เราจําเป็นที่จะต้องคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจะได้เป็น ข้อตกลงร่วมกันว่าแรงงานในประเทศเพื่อนบ้านนั้นจําเป็นต้องออกบัตรประชาชนของตัวเอง เพื่อเป็นการพิสูจน์สัญชาติและมีการรับรองอย่างถูกต้อง ให้มีการผ่าน ตม. ของแต่ละประเทศ เมื่อนํามายื่นกับ ตม. ไทย ณ จุดผ่านแดน อันนี้คือการตรวจสอบเบื้องต้นโดยที่ ตม. ไทยนั้น จะเก็บบัตรประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านและออกบัตรใหม่ให้เป็นบัตรรับรองโดยแยกสี ของแต่ละประเทศ ซึ่งในเรื่องนี้เมื่อนายจ้างได้นําแรงงานข้ามชาติที่ได้รับบัตร จําเป็น ที่จะต้องไปจดทะเบียนในอําเภอ ท้องถิ่น ที่แรงงานข้ามชาติไปอยู่ภายใน ๗ วัน ซึ่งในเรื่องนี้ ก็จะทําให้สามารถทราบได้ว่าแรงงานข้ามชาตินั้นทํางานที่ไหน และอยู่อย่างไร อันนี้ถ้ามี การกระทําผิดกฎหมายก็สามารถตรวจสอบได้ทันที เมื่อแรงงานข้ามชาติมีความประสงค์ ที่อยากจะกลับประเทศหรือไม่อยากจะทํางาน ก็สามารถที่จะกลับได้ทันทีโดยที่จะต้องมี การแจ้งให้กับท้องถิ่นได้ทราบภายใน ๑ วัน และที่สําคัญคือเมื่อถึงชายแดนเราเก็บบัตรเขาไว้ เราก็ต้องคืนบัตร และบัตรที่เราออกให้นั้นควรที่จะทําลายทันที ในเรื่องของการคัดกรอง สุภาพสตรีที่เป็นแรงงานข้ามชาติ เมื่อมีการตั้งครรภ์และจําเป็นที่จะต้องคลอด ต้องส่งกลับไปคลอดประเทศของตัวเอง และนายจ้างเมื่อรับคนงานมาทํางานตั้งแต่ ๑๐ คน ขึ้นไป จําเป็นที่จะต้องจัดหาที่พักให้กับคนงานในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสม กําหนด ระยะเวลาในการปฏิรูปแบ่งเป็น ๓ ระยะ ระยะที่ ๑ มีระยะเวลา ๑ เดือนในเรื่องของ การศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสถิติแรงงาน ระยะที่ ๒ เป็นระยะเวลา ๒ เดือนที่จะประสาน ความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการออกกฎ ระเบียบ คําสั่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ระยะที่ ๓ มีระยะเวลา ๓ เดือนในการติดตามเรื่องแผนงาน ติดตามและประเมิน ปรับปรุง แก้ไขแผน แหล่งที่มาของงบประมาณ ซึ่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยจําเป็นที่จะต้อง ใช้งบประมาณที่รัฐได้จัดอยู่แล้วในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สําหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีทั้งด้านความมั่นคง เรื่องของการพัฒนาสังคม สาธารณสุข ต่างประเทศ และสํานักงาน ตํารวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลย้ํามาโดยตลอดว่ารัฐบาลไทย จะยึดมั่นในเรื่องของมนุษยธรรม หลักสากลของกฎหมายแรงงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งรัฐบาล ได้ประกาศเอาจริงเอาจังกับการต่อต้านเรื่องของการค้ามนุษย์ ต้องการปราบปราม โดยใช้กฎหมาย แต่เราต้องยอมรับว่าเราถูกจับตาจากสังคมโลกในเรื่องของการค้ามนุษย์ ซึ่งประเทศไทยได้ถูกจัดลําดับไปอยู่ที่เทียร์ ๓ (Tier3) จากการรายงานสถานการณ์ การค้ามนุษย์เมื่อปี ค.ศ. ๒๐๑๕ ซึ่งในเรื่องนี้นายกรัฐมนตรีก็ได้ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการ ในการแก้ไขการค้ามนุษย์ แรงงานข้ามชาติ และเรือประมงที่ผิดกฎหมาย เราเองคงทราบข่าว ว่าอียู (EU) ได้ให้ใบเหลืองกับประเทศไทยในการทําประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ซึ่งเรื่องนี้ถ้าเกิดประเทศไทยไม่แก้ไขก็จะทําให้ส่งผลกระทบกับ อาหารทะเลที่จะส่งไปขายในอียู (EU) เป็นรายได้ถึง ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพิ่งเป็นข่าวไม่กี่วันครับ ส.ส. ของพรรครีพับลิกันและกลุ่มเคลื่อนไหว ด้านสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องต่อประชาชนชาวอเมริกันให้คว่ําบาตรไม่ซื้อกุ้ง และอาหารทะเลจากประเทศไทยจากการเสนอข่าวของเอพี (AP) ว่ามีการใช้แรงงานทาส ในกิจการอาหารทะเลไทย ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นประเทศไทยเราเองมีความตั้งใจที่จะแก้ไข และเราอยากจะเคารพในเรื่องของสิทธิมนุษยชน เราถึงเห็นว่าความร่วมมือนั้นเป็นสิ่งที่ สําคัญที่จําเป็นจะต้องเกิดบูรณาการทั้งจากภาครัฐ จากภาคประชาชน จากนายจ้าง จากผู้ประกอบการ จากองค์กรเครือข่ายต่าง ๆ ที่ทํางานเกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ ที่จะแก้ไขปัญหาในการละเมิดสิทธิและภาวะกดดันจากนานาประเทศ อันจะนํามาซึ่งชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก และสุดท้ายก็คือผลประโยชน์ของ ประเทศชาติอย่างมหาศาล กระผมในนามของคณะกรรมาธิการต้องขอขอบคุณ พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร และ สปช. ชุดที่ผ่านมาที่ได้ให้ข้อมูล ได้ให้แนวทางในการทํางาน และหวังว่าข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของทุกฝ่ายจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ขอขอบคุณครับ