สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ หารือเรื่องความสำคัญของชุมชนเข้มแข็งและเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชุมชน โดยเฉพาะปัญหาน้ำ โดยเน้นย้ำถึงความล้มเหลวในการพัฒนาโครงการชุมชนเข้มแข็ง และความสำคัญของข้อมูลในการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ำของประเทศไทย

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพรักทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขอนําเสนอสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าเรื่องชุมชนเข้มแข็งผมถือว่าเป็นฐานของสังคม ที่จริงแล้วรัฐบาลก็ได้พยายาม อย่างต่อเนื่องที่พยายามจะทําชุมชนเข้มแข็ง โดยประสบการณ์ส่วนตัวโดยอาชีพเป็นตํารวจ ก็มองว่าจะแก้ไขปัญหาอาชญากรรมได้ก็ต้องมีงานชุมชนมวลชนที่เข้มแข็ง จะแก้ปัญหายาเสพติดในชุมชนได้ก็ต้องมีชุมชนมวลชนที่เข้มแข็ง ทางด้านฝ่าย กระทรวงกลาโหมในการสร้างความมั่นคงก็มีการสร้างชุมชนเข้มแข็งตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันประเทศ เพราะฉะนั้นทุกคนคงจะเห็นร่วมกันว่าชุมชนเข้มแข็งมีส่วนสําคัญ ถ้าเผื่อชุมชนโดยเฉพาะชุมชนผมขอแยกเป็น ๒ ประการก่อนเพื่อความเข้าใจ ชุมชนในเมือง ก็มีปัญหาอย่างหนึ่ง ชุมชนในลักษณะชนบทซึ่งตอนนี้ก็พัฒนามาเยอะแล้วก็มีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเผื่อชุมชนในชนบทมีความล้มเหลว อย่างมีเรื่องภัยแล้ง มีเรื่องการทํามาหากิน เขาก็จะ อพยพเข้ามาในกรุงเทพฯ ส่วนหนึ่งก็ช่วยตัวเองได้ ส่วนหนึ่งก็มาเป็นปัญหาให้กับในสังคมเมือง ผมเชื่อมั่นว่าทุกคนรักถิ่น รักชุมชน อยากจะอยู่ โดยประสบการณ์ส่วนตัวเป็นคนเกิด ในชนบท มีความผูกพันกับชนบทมาก ตลอดชีวิตผมแวะเวียนไปเยี่ยมชุมชนที่ผมเกิด ซึ่งหลาย ๆ ท่านอาจจะไม่ทราบว่าผมเรียนโรงเรียนประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดที่ห้วยขยุง เวลาจะสอบ ป. ๔ ต้องเดินไปสอบที่ตําบลห่างประมาณสัก ๖ กิโลเมตร เราไปเดิน ๓-๔ วัน แล้วไม่มีผู้ปกครองเดินตามนะครับ กลุ่มนักเรียนของเราก็เดินตามทางเกวียนไปได้ ผมมอง ย้อนหลังไปชุมชนนั้นมีความน่ารัก มีความน่าอยู่มาก แต่ผมพูดอย่างนี้มิได้หมายความว่า ผมอยากจะกลับไปอยู่อย่างนั้นเพราะมันเป็นไปไม่ได้ เพราะมันได้พัฒนามาแล้ว เป็นชุมชน ที่เอื้ออาทรต่อกันรู้จักกันหมด เพราะฉะนั้นหลาย ๆ คณะกรรมาธิการที่พูดมาเมื่อเช้านี้ดีใจนะครับ ที่พวกเราทํางานต่อจาก สปช. ในด้านสังคมมีประเด็นที่ให้เราพูดจํากัดไม่อย่างนั้นเราก็จํากัด อยู่เพียง ๓-๔ หัวข้อที่เราได้ทํากันมา ที่จริงแล้วเราก็อยากจะพูดในหลาย ๆ ประเด็น อย่างเรื่องการเมืองประชาธิปไตยโดยตรงก็อยู่ที่ชุมชน การซื้อสิทธิขายเสียงก็เป็นปัญหาเกิด ในชุมชน ถ้าเราทําชุมชนให้เข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ลดลง ในเรื่อง การจัดการชุมชนเหมือนกันตอนนี้ประชาชนในชุมชนไม่สามารถจะจัดการตัวเองได้ในเรื่อง การกระจายอํานาจ ก็อยู่ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการ ชุดที่ ๒ ในเรื่องเศรษฐกิจ ก็เหมือนกัน เศรษฐกิจฐานราก เกษตรแผนใหม่ เกษตรของเราก็อยู่ในเรื่องเศรษฐกิจ ท่านเชื่อไหมว่าผมไปสอบถามข้อมูลจากนักธุรกิจที่ทําคูโบต้าว่าชาวนาที่อยู่ในภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดอํานาจเจริญ จังหวัดยโสธร จังหวัดศรีสะเกษ ที่เขาเป็น เอเจนต์ (Agent) อยู่นั้น ผมถามว่าตอนนี้ชาวนาดีขึ้นขนาดไหนเขาใช้อย่างนี้ แสดงว่านิดเดียว สอดคล้องกับประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจที่พูดว่าแกป (Gap) มันห่างคนจนยังมีอยู่ พอมาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมก็พูดถึงเรื่องภัยแล้ง เรื่องขาดน้ํา เรื่องขยะชุมชน เรื่องสาธารณสุขชุมชน เรื่องการศึกษาเหมือนกันก็พูดถึงการศึกษาในชุมชนพวกเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่ ประกอบกันแล้วจะทําให้ชุมชนเข้มแข็ง แต่สิ่งที่ผมพยายามเน้นมากที่สุดและผมเห็นว่า เป็นปัญหาสําคัญมีอยู่ ๒ เรื่อง ก็คือเรื่องน้ํา และเรื่องน้ําจะสร้างไปสู่เรื่องจิตวิญญาณของคน ในชุมชนที่จะสร้างความรักสามัคคีกันขึ้นมา ยืนบนขาตัวเองได้ ไม่ถูกปลุกปั่น ไม่ถูกอะไร ในทางที่ไม่ถูกต้อง เขาเป็นตัวของตัวเอง ณ วันนี้ทําไมผมพูดถึงเรื่องน้ํา นิคมอุตสาหกรรม ทุกอุตสาหกรรมรัฐจัดแหล่งน้ําดิบให้เพื่อซัพพลาย (Supply) เพื่อส่งน้ําให้เพียงพอ โรงงาน อุตสาหกรรมที่ไปตั้งไม่ว่าจะเป็นโรงงานน้ําตาลเขาจะคํานวณได้ว่า ปีหนึ่ง ๆ เขาใช้น้ําเท่าไร อย่างน้อยก็ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ คิวต่อโรงงาน ผมชอบคําที่ท่านกษิตพูดว่าทําไมเราไม่ลงไปสํารวจว่าชุมชนแต่ละชุมชนขาดอะไร เราจะเติม อะไรให้เขา ผมก็พูดในคณะกรรมาธิการ เรามีคอมพิวเตอร์สามารถจะทําสถิติ เรามีภาพถ่าย ทางดาวเทียมพร้อมที่จะดูแหล่งน้ําธรรมชาติตลอดว่ามีความจุขนาดไหน เราสามารถทํา ทะเบียน สามารถทํารหัสขึ้นได้ เราสามารถที่จะรู้ว่าชุมชนนี้มีกี่หลังคาเรือน ในปีหนึ่งต้องใช้ น้ําเท่าไร น้ําอุปโภคบริโภค น้ําเพื่อการเกษตรเท่าไร ปริมาณน้ําฝนในประเทศไทยเราตกแต่ละปี พอครับ เหลือเฟือ จากตัวเลขของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บอกว่าไหลลงทะเลประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านคิว ทําไมผมถึงหยิบเรื่องนี้มาเป็นเรื่องใหญ่ ก็เพราะว่าเป็นเรื่องน้ํานะครับ เพราะน้ําจะนํามาไปสู่ทุกอย่างนะครับ อย่างสถิติน้ําฝนชัดเจนครับ น้ําฝนตกปีละประมาณ ๗๓๖,๐๐๐ ล้านคิว แล้วก็ซึมลงดินเป็นน้ําบาดาลประมาณ ๑๐๒,๘๐๐ ล้านคิว แต่เรามีอ่างมีแหล่งเก็บน้ําตามธรรมชาติทั้งหมดมีเขื่อนมีอะไรทั่วประเทศเลย เก็บได้ปีละ ประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านคิว น้ําที่เราใช้ทุกกิจกรรมในประเทศปีหนึ่งประมาณ ๑๕๑,๗๕๐ ล้านคิว เพราะฉะนั้นน้ําที่ไหลทิ้งไปประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านคิวเป็นน้ําที่ น่าเสียดายนะครับ ปีไหนมีน้ําท่วมเราไม่รู้เลยว่ารัฐบาลต้องมีใช้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมบํารุงถนน ซ่อมบํารุงสาธารณูปโภคต่าง ๆ เยอะแยะ ไปเยียวยาประชาชนเยอะแยะ เมื่อแล้ง อย่างตอนนี้ปีนี้ชัดเจน เมื่อสักครู่เจ้าหน้าที่สภาก็บอกว่าท่านครับ บ้านผมอยู่คลองพระยาบันลือ น้ําไม่มีเลย ปัญหานี้ทิ้งมานานนะครับ ถ้าเผื่อชุมชนไหน ชนบทไหนที่อยู่ในเขตชลประทาน ก็ดีไป แต่ถ้าเผื่ออยู่นอกเขตชลประทานก็ต้องสุ่มเสี่ยงกับเรื่องดินฟ้าอากาศเอง ผมถึงอยาก เห็นว่าหน้าที่ของรัฐต้องจัดการเรื่องน้ําให้กับประชาชน อย่างน้อยก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ํา อย่างน้อยก็ให้เขาสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ อย่างฝ่ายเศรษฐกิจคิดเรื่องเกษตร แผนใหม่ ลองดูสิถ้าเผื่อไม่มีน้ําทําได้ไหมครับ ทําไม่ได้นะครับ ทําไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นน้ําไปจะนําไปสู่ทุกสิ่งทุกอย่าง การที่จะทําให้สําเร็จนั้นผมทราบในปัญหาใหญ่ ๆ ของชาติ แน่นอนชัดเจนครับ โพลิติคัลคอมมิตเมนต์ (Political commitment) ต้องมี ปัจจุบันนี้มี ผมถึงมั่นใจว่าตัวนี้น่าจะเป็นโครงการที่ภาคประชารัฐสามารถที่จะร่วมกันทําได้ แทนที่เราจะปล่อยให้ประชาชนของเราที่อยู่ในชุมชนขาดน้ําหรือน้ําท่วม เพราะฉะนั้นผมคง ไม่อยากจะลงลึกคาดว่าจะได้อะไร เพราะฉะนั้นในการทํางานกันนี้ผมเชื่อว่าแน่นอนครับ เรื่องปัญหาแหล่งน้ํากระจัดกระจายอยู่ในทุกกระทรวง ทบวง กรม ก็มีปัญหาในเรื่องการบูรณาการ นั่นเอง จนเคยคิดกันว่าจะตั้งกระทรวงน้ํา ผมว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะปัจจุบันนี้ ผมเชื่อมั่นว่า ภายใต้ภาวะผู้นํา ภายใต้การเป็นเอกภาพ สามารถที่จะตั้งคณะกรรมการในระดับชาติ ในระดับจังหวัด ในระดับอําเภอ ลงไปลุยได้ครับ ผมทราบจากคณะของคุณหมอ เรื่องสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมบอกว่ามีแล้งอยู่จริง ๆ ประมาณ ๑,๖๐๐ กว่าแห่ง เพราะฉะนั้นผมมองว่าในคณะทํางานเราเราจะลงไปสํารวจดูว่ามีจริง ๆ เท่าไร แล้วเราอยาก รู้ว่าในแต่ละชุมชนต้องการเท่าไร แล้วเขาอยู่ได้อย่างไร เพราะว่าตอนนี้สถิติข้อมูลชัดเจนว่า ปีหนึ่งฝนตกชุกเท่าไร ปริมาณเท่าไร พวกนี้เราสามารถคํานวณทางวิทยาศาสตร์ได้ เพราะฉะนั้นแหล่งน้ําที่มีอยู่ตื้นเขินอย่างไร จุเท่าไร เราสามารถไปสํารวจได้ ทําเป็นพิกัดได้ หรือแม้กระทั่งว่าแหล่งน้ําที่มีใหม่เราจะสร้างที่ไหนในชุมชนเพื่อขุดใหม่ ผมยกตัวอย่าง ง่าย ๆ นะครับ หมู่บ้านที่ผมอยู่เล็ก ๆ เรามีอยู่ ๓ สระน้ํา สระวัดปัจจุบันนี้ถมไปแล้ว สระยายธูปเป็นสระที่อยู่กลางหมู่บ้านซึ่งพวกผมว่ายน้ําเป็นก็เพราะสระนี้ ตอนนี้ก็เป็น บ่อขยะไปแล้ว เหลือแต่สระโรงสี เพราะฉะนั้นต้องลองดูว่าบ้านเรานี่ยิ่งเจริญ ๆ ปรากฏว่า แหล่งน้ําในชุมชนลดน้อยลง ถึงเป็นปัญหาครับ แล้วรัฐเองก็พยายาม หน้าแล้งก็เอาน้ํา ใส่รถไปแจกจ่ายชาวบ้าน เป็นภาพประจําปีที่เกิดขึ้นเป็นมหกรรมกัน สิ่งเหล่านี้ใน พ.ศ. นี้ เทคโนโลยีขนาดนี้ผมว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเราภูมิใจกันนักกันหนาว่าเรามี ความอุดมสมบูรณ์กัน เพราะฉะนั้นผมถึงอยากจะเห็นสิ่งเหล่านี้ในการดําเนินการนั้น อย่างที่ผมพูด ต้องตั้งคณะกรรมการบูรณาการในระดับชาติในเรื่องกําหนดแผนและนโยบาย ที่ชัดเจน แผนปฏิบัติ พอลงไปถึงจังหวัดก็เป็นอํานวยการปฏิบัติโดยระดับผู้ว่าราชการจังหวัด ในระดับอําเภอก็คือกํากับการ ปฏิบัติการ ตัวนี้ชัดเจนนะครับ เพราะฉะนั้นผมเชื่อมั่นว่า โครงการนี้สามารถทําได้ภายใน ๒ ปี ปี ๒๕๕๙-๒๕๖๐ น่าจะเสร็จ ถ้าเผื่อไม่เสร็จ ก็สามารถจะต่อได้อีก ๑ ปีในช่วงหลังต่อไปนะครับ

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมพยายามจะพูดก็คือในเรื่องชุมชนเข้มแข็งนี้เราเคยพยายาม ที่จะทําเป็นเกรดเอ (Grade A) คือช่วยตัวเองได้ เกรดบี (Grade B) เกือบจะช่วยตัวเองได้ เกรดซี (Grade C) คือตก แต่ปรากฏว่าข้อมูลนี้ไม่สําเร็จ ผมยอมรับว่าทําไม่สําเร็จ ซึ่งตัวนี้ ถ้าเรามีข้อมูลเป็นเรื่องเป็นราวผมว่าปัญหาเรื่องแหล่งน้ําสําหรับประเทศไทยซึ่งเรามี น้ําต้นทุนเหลือเฟือสามารถที่จะทําได้อย่างแน่นอนนะครับ ผมก็ขอนําเสนอเพียงแค่นี้ ขอขอบพระคุณครับ