สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๔ · ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๘

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก ได้หารือเกี่ยวกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม โดยเน้นการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งและปลดปล่อยพลังของประชาชนในท้องถิ่นให้อยู่ดีมีสุข พร้อมเสนอแผนปฏิรูป 4 เสาหลัก ได้แก่ ที่ดิน แหล่งน้ำชุมชน การจัดการเศรษฐกิจชุมชน และสวัสดิการชุมชน เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการร่วมคิดร่วมสร้าง ปฏิรูปประเทศสู่ความยั่งยืน

พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พลตํารวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ เป็นโฆษกคณะกรรมาธิการสังคม ในส่วนที่ ผมจะนําเสนอต่อไปก็คือในส่วนของแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม เรื่องที่ ๑ คือเรื่องระบบเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง ในส่วนนี้กระบวนการ นําเสนออย่างที่ทราบคือเริ่มจากแผน ระบบ และกลไกในการปฏิรูป ๒. วิธีการปฏิรูป ๓. ก็คือ ระยะเวลา ๔. คือที่มาของงบประมาณ ๕. หน่วยที่รับผิดชอบ

อันดับแรก ขอนําเสนอสั้น ๆ ว่าการเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็งเราคงได้ยินมา นานแล้ว สังคมไทยเป็นสังคมที่น่าอยู่ ทั่วโลกเป็นที่ยอมรับ แล้วเราจะต้องทําให้สังคมเรา อยู่เย็นเป็นสุขภายใต้บริบทประเทศไทย ๗๗ จังหวัด ๗,๒๐๐ ตําบล ๗๕,๐๐๐ หมู่บ้าน และชุมชนทุกแห่งในผืนแผ่นดินไทยเราบรรพชนได้สร้างสมไว้นะครับ ในส่วนนี้เราเป็นที่ทราบว่า ชุมชนเป็นรากฐาน เป็นรากแก้ว ซึ่งทุกคนตระหนักว่าเป็นยุทธศาสตร์สําคัญในการพัฒนา ประเทศอย่างยั่งยืนนะครับ และเป็นรากฐานที่ทําให้ประเทศเราเข้มแข็ง เดิมสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. ได้กําหนดให้เรื่องระบบการสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งเป็น ๑ ใน ๓๗ วาระปฏิรูป แล้วเดิม เราก็เคยกําหนดอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๕๐-๒๕๕๔) เราเดินเรื่อยมานะครับ ในส่วนนี้ละครับ ชุมชนเข้มแข็งเรามีวาระสําคัญ มีคําสําคัญก็คือ เราเน้นในเรื่องของการปลดปล่อยหรือเสริมสร้างพลังของพี่น้องประชาชนในท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งเป็น องค์รวมของประชาชนให้อยู่ดีมีสุขนะครับ

อันที่ ๒ ก็คือเราเน้นเรื่องเปิดโอกาส ช่องทาง อย่างมากที่สุดให้ประชาชน สามารถจัดการชีวิตและชุมชนของตนเองให้มากขึ้น ส่วนที่รัฐหรือส่วนที่จะไปดูแลก็คือ ต้องอธิบายว่าเราจะนําพาสังคมเขาไปได้อย่างไร แต่ความยั่งยืนก็เป็นชุมชนและสังคมนั้น ๆ จะต้องดูแลตนเอง พร้อมทั้งกําหนดทิศทางตนเอง การตัดสินใจตนเอง วางแผนใช้ทรัพยากร ที่มีอยู่ตั้งแต่บรรพชนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวัง อีกส่วนหนึ่งคือส่วนของรัฐนั้นเราต้องเน้นย้ําให้ความสําคัญ ต่อการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนซึ่งนําไปสู่การร่วมคิดร่วมสร้าง ปฏิรูปประเทศสู่ความยั่งยืน การร่วมคิดร่วมสร้างนั้นอยู่บนพื้นฐานของหลักทุกหลัก หลักการ ปกครองที่สําคัญที่นํามาใช้มากคือหลักนิติธรรม ซึ่งหลักนิติธรรมนั้นเป็นที่ยอมรับว่าเราไม่ใช่ เพียงแต่ตราเป็นกฎหมายขึ้น แต่เราคงต้องดูว่าเมื่อตราแล้วสอดคล้องกับความเป็นจริงกับพี่น้อง ในสังคมไทยเราหรือไม่ แล้วเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชนและสังคม หรือชุมชน ของเราหรือไม่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่คาบเกี่ยวอธิบายถึงเรื่องชุมชนเข้มแข็งนะครับ แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้นยืนอยู่บนหลักการ ๔ ที่เราบอกแล้วเมื่อสักครู่นี้คือส่วนของหลักการเป็นแกนหลักคือ เหมือนต้นไม้ใหญ่ ๔ ต้น ก็คือเรื่องที่ ๑ ที่ท่านประธานกรรมาธิการของผมได้บอกแล้วคือ เรื่องที่ดินชุมชน ๒. คือเรื่องน้ํา ดิน สิ่งนี้เป็นพื้นฐานของชีวิตพี่น้องชาวไทยเรา อีกอันหนึ่งคือ ปากท้องคือเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก

แล้วอันสุดท้ายคือสวัสดิการที่ชุมชนเสริมท้ายด้วยความปลอดภัย อยู่ดีมีสุข แต่สังคมต้องปลอดภัย พี่น้องอุ่นใจ พี่น้องเชื่อมั่น สิ่งเหล่านี้ผสมผสานกันเป็น ๔ เสาหลัก ที่จะเดินขับเคลื่อนต่อไป โดยยืนอยู่บนหลักการของสิ่งที่เป็นบริบทของแนวคิด แนวคิดเราคง ตีความไปเป็นแนวคิดชัด ๆ ก็คงไม่ถึงขนาดนั้น เป็นแนวคิดที่ผนึกเป็น ๒ มิติ มิติแรก คือเรื่อง จิตวิญญาณ คือการฉุกคิดหรือทําให้พี่น้องประชาชนตระหนักคิดว่าของดีมีอยู่ในผืนแผ่นดิน เรามาก รักถิ่นฐานเรา ๒. คือเชิงบริบท ขอให้ตระหนักถึงสิ่งเกื้อหนุนจากสภาพแวดล้อม ที่เรามีอยู่ ผสมผสานกันเป็น ๔ หลักการ คือหลักการที่เราเทิดไว้เป็นที่นานาชาติทั่วโลกรู้ คือ ๑. ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปฐมบทนะครับ เป็นสิ่งที่ลึกและเป็นส่วนที่เราต้อง เดินอยู่ตลอดเวลา เป็นที่รู้จักของประชาคมโลกแล้ว ๒. คือสร้างจิตสํานึกสาธารณะ และ ๓. สร้างวินัย วินัยสําคัญครับ เรามีหน้าที่นอกจากวินัยนํามาซึ่งหน้าที่ เราเรียกร้องสิทธิ แต่ต้องหันกลับมาดูวินัย วินัยก็คือรู้จักหน้าที่ ทุกคนต้องรู้จักหน้าที่ ทุกชุมชนต้องรู้จักหน้าที่ ข้อนี้สําคัญ และ ๔. คือการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน สิ่งเหล่านี้จะเห็นว่าผสมผสานกันที่เรา พูดเป็นภาษาอังกฤษเรียกว่าหลักของสหวิทยาการ ก็คือนําผสมผสาน ที่ภาษาอังกฤษเราบอกว่า อินเทอร์ดิสซิพลินารีคอนเซปชวล (Interdisciplinary conceptual) ที่ผมพูดก็คือ หมายความว่าสิ่งเหล่านี้เป็นความคิด แล้วเวลาเราทําจริง ๆ เราจะโยงถึงเศรษฐกิจ โยงถึง สังคม โยงถึงสาธารณสุข โยงถึงการศึกษา เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าจบวันนี้หรือไม่ และเป็น สูตรสําเร็จหรือไม่ก็คงอธิบายถึงขนาดนั้นไม่ได้ แต่ทุกถิ่น ทุกท้องถิ่น ภูมิปัญญาหรือ ปราชญ์ชาวบ้าน คนดี ๆ เหล่านี้จะต้องออกมาตอบสังคมแล้วก็ช่วยกันเกื้อหนุนให้สังคมดีขึ้น เดินต่อไปได้ สิ่งเหล่านี้ที่นําเรียนแล้วสั้น ๆ ก็คือสู่แผนการปฏิรูป การกระทํานั้นเราก็ทํา ไปบ้างแล้วและเดินต่อ แผนปฏิรูปแบ่งเป็น ๔ เสาหลัก ก็คือ แผนปฏิรูปในเรื่องการที่ดิน ที่ดินก็แบ่งเป็นอย่างส่วนของ อันได้แก่ พ.ร.บ. โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดิน เป็นต้น และอันที่ ๒ คือแหล่งน้ําชุมชน แหล่งน้ําชุมชนเป็นหัวใจของพี่น้องชาวไทยเรานะครับ ตั้งแต่ บรรพชน น้ําคือหัวใจ น้ําคือชีวิต หล่อเลี้ยงตั้งแต่การดื่ม การกิน การบริโภค ทุกอย่าง วงจร ชีวิตเราจะอยู่กับน้ํา บัดนี้น้ําบางส่วนเราได้เหือดหายไป หรือบางที่เราถูกถมถูกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้เราอาจจะต้องหวนกลับมานะครับ อันที่ ๓ คือเรื่องการจัดการเรื่องเศรษฐกิจชุมชน ก็คือกลไกในการประสานชุมชนผ่านประชารัฐ อันที่ ๔ คือสวัสดิการชุมชน เชื่อมโยงรัฐ กับชุมชน ทั้ง ๒ ส่วนนี้ก็คือเราเน้นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นที่ยอมรับ ของนานาชาติแล้ว ผสมกับในส่วนที่การทํามาหากิน เศรษฐกิจชุมชนให้มีการปฏิรูป ทั้งกระบวนการจัดการผลิตตั้งแต่ระดับต้นน้ําไปถึงปลายน้ํา เพื่อลดต้นทุน เพิ่มมูลค่า สิ่งต่าง ๆ เราจะผลิตจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าในท้องถิ่นต่าง ๆ เหล่านี้กระจายไปสู่ระดับภูมิภาค กระจายไปสู่ระดับต่อไป และเราต้องคํานึงถึงคนดี ๆ ให้โอกาสคนดี ๆ ศูนย์เครือข่าย ปราชญ์ชาวบ้านที่มีอยู่ทั่วประเทศมีการเรียนรู้ร่วมกันลักษณะพี่จูงน้อง เพื่อนจูงเพื่อน นําไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง สิ่งเหล่านี้นะครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแผนเราจะเดินไปก็จะต้องมี การปฏิรูปเรียนรู้จากบทเรียนเดิม ๆ ที่ผมได้นําเสนอแล้ว ศึกษาไว้เยอะแล้ว โดยการปฏิบัติ ในเชิงประจักษ์ รับฟัง เรียนรู้สภาพปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบันเพื่อก้าวไปสู่อนาคต เรียนรู้ปัญหา เช่น การทําที่ดินก็มีปัญหาพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน หรือความเหลื่อมล้ําในเรื่อง การถือครองที่ดินต่าง ๆ เหล่านี้ หรือแม้แต่ในเรื่องของน้ําท่วม น้ําแล้ง เกิดซ้ําซาก อย่างเช่น สถานการณ์บางช่วงที่เราคาดคะเนว่าปี ๒๕๕๘ ปี ๒๕๕๙ ต่อเนื่องจะส่งผลกระทบรุนแรง ในเรื่องของภัยแล้ง หรือน้ําแล้ง ซึ่งจะต้องสร้างมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ ชลประทานลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยา ๒๒ จังหวัด คาดว่าจะมีประชาชนได้รับผลกระทบประมาณ ๓๓๐,๐๐๐ ครัวเรือน สิ่งเหล่านี้เราจะต้องเป็นโจทย์อยู่ข้างหน้า ซึ่งความต้องการของเรา ประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร หมู่บ้านที่ประปาหรือน้ําสะอาด หรือน้ําที่มาตรฐาน ไม่ถึง จําได้มีประมาณ ๔,๗๐๐ หมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้เราก็ต้องเข้าไปให้ถึงก็คือแหล่งน้ําชุมชน ซึ่งตรงนี้นะครับท่าน พลตํารวจเอก ดอกเตอร์ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านมีข้อมูลและท่านตั้งใจ เรื่องนี้มาก เดี๋ยวจะขออนุญาตท่านนําเสนอเรื่องนี้ในส่วนต่อไป ผมขอพูดต่อไปเลยคือในส่วน ปัญหาดังนี้ เมื่อปัญหาเสร็จแล้วต่อไปก็ถึงวิธีการปฏิรูป ก็คืออย่างที่ผมเรียนตั้งแต่ต้น คืออาจจะใช้หลักของกฎหมายนําแล้วก็หลักข้อเท็จจริงและความต้องการของพี่น้อง ประชาชนของชุมชนตามไป จากนั้นระยะเวลาเมื่อเสร็จในเรื่องวิธีการปฏิรูปแล้ว ต่อไปผมก็พูดเร็ว ๆ ว่าไปถึงระยะเวลาการปฏิรูปก็แบ่งเป็นช่วง ๆ ช่วงที่ ๑ เตรียมความพร้อม ๓ เดือน ช่วงต่อไปก็ขับเคลื่อน ๖ เดือน และช่วงต่อไประยะยาว ก็มีการติดตามเพื่อให้บังเกิดผลโดยความร่วมมือร่วมใจกันทุกองคาพยพ ทุกภาคส่วน ภาครัฐ ภาครัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานทุกหน่วยในชุมชนขับเคลื่อน จนกระทั่งคาบเกี่ยว กับแหล่งที่มาของงบประมาณนะครับ ในส่วนนี้จะขอกราบเรียน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านได้ศึกษาเรื่องแหล่งน้ําชุมชน ขอกราบเรียนเชิญท่านครับ