วลัยรัตน์ ศรีอรุณ หารือเรื่องความสำคัญของสื่อสิ่งพิมพ์ และเรียกร้องการปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ในการส่งเสริมการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของสังคม และเสนอแนวคิดปฏิรูปสื่อ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างพลเมืองที่มีปัญญาและผลักดันให้องค์กรสื่อเป็นโรงเรียนของสังคม
เชิญท่านประภาค่ะ ช่วยกรุณากระชับเวลาด้วยนะคะ ตอนนี้เลยมา ๑๓ นาที แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ ก็คงมีข้อมูลที่มีนักวิชาการอีกหลายท่านเห็นว่าสื่อสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์ยังคงมีความสําคัญ และความหมายต่อบริบทของสังคมต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่ง ตลอดจนในกรณี ที่ขึ้นศาล เอกสารที่ประกอบการขึ้นศาลดีที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์ ก็เรียนให้ทราบ ส่วนในช่วง ระยะเวลาของหนังสือพิมพ์จะมีบทบาทและอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติ และสาธารณมติ ของคนในสังคม เนื้อหาที่นําเสนออยู่ในหนังสือพิมพ์ก็ล้วนแต่เป็นข่าวสาร การแสดง ความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ ล้วนเป็นการที่เกี่ยวกับการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ แล้วก็วิถีวัฒนธรรมของสังคม ส่วนประวัติสังคมได้บันทึกไว้ว่าหนังสือพิมพ์เป็นที่มาของ เรื่องราวข่าวสารและความคิดเห็นใหม่ ๆ อันเป็นทัศนะที่มีผลนําไปสู่การอภิวัฒน์ หรือเปลี่ยนแปลงสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ด้วยบริบทและอิทธิพลของหนังสือพิมพ์ ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการทําด้านสื่อสิ่งพิมพ์หมายถึงรวมทั้งผู้ประกอบการกิจการ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสิ่งพิมพ์ ยังมีอิทธิพลต่อความคิด ทัศนคติ แล้วก็สาธารณมติของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยที่ สื่อสิ่งพิมพ์หรือหนังสือพิมพ์เป็นสื่อมวลชนที่เกิดขึ้นก่อนหรือเรียกได้ว่าเป็นสื่อเก่า โอลด์มีเดีย (Old media) ซึ่งปัจจุบันนวัตกรรมด้านการสื่อสารได้ก้าวหน้าพัฒนาเข้าสู่ยุคการหลอมรวม ส่งผลให้เกิดคํากล่าวที่ว่า วัน คอนเทนต์ มัลติเพิล แพลตฟอร์ม (One content multiple platform) หรือว่าเดอะ เซม คอนเทนต์ มัลติเพิล แพลตฟอร์ม (The same content multiple platform) ซึ่งหมายถึงเนื้อหาสาระที่ถูกผลิตขึ้น ๑ ชิ้นงาน สามารถเปลี่ยนแปลงรูป แล้วก็เผยแพร่ไปได้ในช่องทางอื่น ๆ หมายถึงการหลอมรวม นักข่าวหรือนักวิเคราะห์ ที่มาจากหนังสือพิมพ์ซึ่งเราจะเห็นตัวอย่างได้ว่านักข่าว นักวิเคราะห์พวกนี้จากหนังสือพิมพ์ จะถูกถ่ายเทไปทํางานด้านวิทยุ แล้วก็โทรทัศน์ หรือแม้กระทั่งสื่อดิจิทัล (Digital) ทีวี (TV) อินเทอร์เน็ต (Internet) แล้วก็สังคมออนไลน์ (Online) ดังที่เห็นกันในปัจจุบัน เพราะฉะนั้น การปฏิรูปสื่อมวลชนด้านการปฏิรูปกํากับดูแลด้านสื่อสิ่งพิมพ์จึงนับว่าเป็นรากฐาน หรือเป็นจุดเริ่มต้นที่สําคัญมากของการปฏิรูปสื่อสารมวลชน แล้วต่อไปในสื่อทุกแขนง ท่ามกลางการพัฒนาการหลอมรวมที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วก็ในอนาคตก็คิดว่าคง หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามนักข่าวคนหนึ่งลงภาคสนามก็เป็นส่วนหนึ่งที่จําเป็น
ต่อไปเราจะพูดถึงแอกชันแพลน (Action plan) ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เราได้ทําไปแล้ว คณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เห็นว่าการปฏิรูปสื่อที่ท่านเห็น ในอินพุต (Input) เฟส ๑ (Phase1) ที่เขาจะทําก็ตระหนักถึงการปฏิรูป มิได้สามารถดําเนินการ ให้แล้วเสร็จในระยะเวลาอันสั้นหรือจะทําได้อย่างรวดเร็วเพราะว่ามีปัญหาเกี่ยวกับบริบท ที่เกี่ยวกับหลายภาคส่วนของสังคม มีความจําเป็นที่จะต้องได้รับการสนับสนุนและการมี ส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน คณะกรรมาธิการชุด สปช. ที่ผ่านมาได้จัดทําเป็นแผนปฏิบัติ หรือแอกชันแพลน (Action plan) เพื่อให้การปฏิรูปสื่อสารมวลชนสามารถจับต้อง ได้อย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสําเร็จให้เร็วที่สุดเป็นระยะเวลา ๔ ระยะด้วยกัน
ระยะที่ ๑ ก็คือปีที่ ๑ ซึ่งเป็นขั้นตอนของการปรับแก้กฎหมาย การทํา ความเข้าใจกับองค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ประกอบการสื่อ รวมถึงการสร้าง ความตระหนักรู้แก่สังคมถึงการมีส่วนร่วมในการกํากับดูแลสื่อ
ระยะที่ ๒ ใช้เวลา ๓ ปี เป็นขั้นตอนของการจัดตั้งองค์กรหรือหน่วยงาน กํากับดูแลสื่อ การปรับโครงสร้างองค์กรกํากับดูแลภาครัฐ การจัดทํามาตรฐานวิชาชีพ การให้ ความรู้และการพัฒนาด้านศักยภาพประชาชนให้รู้เท่าทันสื่อ การสร้างระบบสารสนเทศ เพื่อรับเรื่องร้องเรียน
ส่วนระยะที่ ๓ ก็ใช้เวลา ๕ ปี คือเป็นผลผลิตที่จะได้จากระยะที่ ๒ ระยะแรก ที่ดําเนินการไป ซึ่งหมายความถึงกลไกการกํากับดูแลกันเองของสื่อจะเริ่มมีความชัดเจนขึ้น สังคมสามารถเก็บผลผลิตที่ได้รับมาเป็นประโยชน์ได้ ด้วยความร่วมมือของสถาบันการศึกษาที่เพิ่มความรู้ให้แก่ผู้ศึกษาและประชาชนให้เกิดจริยธรรม และการรู้เท่าทันสื่อ
และระยะสุดท้าย ระยะที่ ๔ ใช้เวลาประมาณ ๑ ปี
ขั้นตอนการประเมินผลการดําเนินงานในภาพรวมทั้งหมด จากแผนปฏิบัติการ ทั้ง ๔ สรุปได้ว่าการปฏิรูปสื่อสารมวลชนจะประสบความสําเร็จตามแผนปฏิรูปที่วางไว้นะคะ จําเป็นต้องใช้ระยะเวลาทั้งหมดประมาณ ๑๐ ปี แล้วในวันนี้ในฐานะผู้ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้กําหนดการดําเนินการเพื่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปสื่อสิ่งพิมพ์ จึงขอนําแผน การดําเนินงานดังกล่าวมาใช้ภายในกําหนดระยะเวลาที่สภาแห่งนี้กําหนดคือ ๑๒-๑๔ เดือน ด้วยการนําแผนระยะที่ ๑ มาประยุกต์ใช้ แนวทางการปฏิรูปสื่อมีความสอดคล้องกับนโยบาย อันเป็นเป้าหมายของรัฐบาลที่ได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ต่อไปก็คือเป้าหมายของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่ได้จัดทําขึ้น เป้าหมายอันนี้เรามีทั้งหมด ๓ ประการ คือ ๑. สื่อมวลชน จะต้องมีสิทธิเสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบที่ท่านเห็นในหน้า ๔ นี้ แล้ว ๒. จะต้อง มีมาตรการการป้องกันการครอบงําหรือการแทรกแซงสื่อเพื่อสนับสนุนเป้าหมายแรก ๓. จะต้อง มีระบบหรือกลไกกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ในขณะที่เป้าหมายนโยบายของรัฐบาล ต่อสื่อมวลชนที่เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ เมื่อนํามาศึกษาเพื่อจัดวางเป็นแผนการปฏิรูปสื่อแล้ว จะพบว่ามีความสอดคล้องกับเป้าหมายแผนการปฏิรูปสื่อทั้ง ๓ ข้อที่กล่าวมาแล้ว คือต้อง สนับสนุนให้สื่อมวลชนนําเสนอตามข้อเท็จจริง ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และส่งเสริมให้สื่อ มีความเข้มแข็ง น่าเชื่อถือ ให้เสรีภาพอย่างมีขอบเขต ซึ่งหมายถึงสื่อมวลชนจะต้องมีสิทธิ เสรีภาพที่ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบตามเป้าหมายการปฏิรูปประการที่ ๑ ส่วนนโยบาย และเป้าหมายประการที่ ๒ คือเพื่อให้สื่อเกิดการรวมกลุ่มเพื่อกํากับดูแลกันเองรวมถึงการมี ส่วนร่วมของภาครัฐและประชาชน ซึ่งหมายถึงการป้องกัน การครอบงําแทรกแซงสื่อ ตามเป้าหมายการปฏิรูปประการที่ ๒ สําหรับนโยบายและเป้าหมายประการที่ ๓ ตามที่ ท่านเห็นในสไลด์ (Slide) คือการที่สื่อนําเสนออย่างสร้างสรรค์ มีคุณภาพ มีจรรยาบรรณ ซึ่งก็หมายถึงการกํากับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายปฏิรูปที่ ๓ ก็จะสนับสนุน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดังกล่าวได้ ดังนั้นเพื่อนําเป้าหมายแผนการปฏิรูปของ สปช. มาประยุกต์ใช้ ร่วมกับเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาล จึงนํามาสู่ภารกิจที่ก่อให้เกิดภาระหน้าที่ แก่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งนี้จะต้องดําเนินการต่อไปนี้ค่ะ
๑. การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนให้การปฏิรูปเกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผล
๒. การสนับสนุนให้สื่อนําเสนออย่างสร้างสรรค์ ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น และใช้ เสรีภาพของสื่ออย่างมีขอบเขต
๓. การสนับสนุนให้สื่อมีคุณภาพ มีการกํากับดูแลด้านจริยธรรมที่ชัดเจนเพื่อให้ สื่อมีความน่าเชื่อถือ ส่งผลให้สื่อและผู้รับสื่อเกิดความเข้มแข็งในที่สุด
ต่อไปก็จะเป็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ หน้าต่อไป สไลด์ (Slide) ต่อไป ท่านจะเห็นระหว่างเป้าหมายแผนการปฏิรูปของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ นโยบายของรัฐบาล อันนํามาสู่ภาระหน้าที่ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสิ่งพิมพ์ใน ๓ ประการ คือ
๑. การพิจารณาทบทวนปัญหา อุปสรรค เพื่อนําไปสู่การแก้ไขพระราชบัญญัติ จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
๒. การพิจารณาทบทวนการจัดทําร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมสิทธิ เสรีภาพ จริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อสารมวลชน พ.ศ. .... ที่สภาปฏิรูปแห่งชาติได้กําหนด การยกร่างไว้แล้ว
๓. การส่งเสริม สนับสนุนการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนเพื่อสร้างสรรค์ให้มีคุณธรรม จริยธรรมอย่างเข้มแข็งแล้วก็น่าเชื่อถือ
เมื่อนําภารกิจทั้ง ๓ ข้อนี้ของสภาปฏิรูปแห่งชาติมาจัดเป็นแผนการปฏิบัติงาน แอกชันแพลน (Action plan) แล้วจะสามารถจัดกลุ่มได้เป็น ๒ กลุ่มดังนี้ ดังท่านจะเห็น สไลด์ (Slide) ต่อไป
กลุ่มแอกชันแพลน (Action plan) คือกลุ่มที่ ๑ คือการปรับแก้แล้วก็ การจัดทําร่างกฎหมาย ใช้เวลาในการปรับแก้และการจัดทํา ๒ ฉบับ ระยะเวลา ๔-๖ เดือน ตามลําดับ คือเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ถึงเดือนกันยายน ๒๕๕๙ นะคะ
กลุ่มที่ ๒ คือการทําความเข้าใจกับผู้มีส่วนร่วมและเกี่ยวข้อง และการสร้าง ความตระหนักรู้แก่สังคมในการร่วมกํากับดูแลสื่อ ใช้เวลาประมาณ ๑๒ เดือนนะคะ ตั้งแต่ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ค่ะ
ต่อไปคือวิธีการปฏิรูป ซึ่งในส่วนวิธีการปฏิรูปเราจะกําหนดแผนงานไว้ ๒ กลุ่ม คือการปรับแก้และการจัดทําร่างกฎหมาย กลุ่มที่ ๒ คือการทําความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง แล้วก็การสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม ร่วมกันกํากับดูแลสื่อนะคะ ด้านกลุ่มการแก้ไข และจัดทําร่างกฎหมายจึงได้ใช้วิธีการปฏิรูปที่เหมือนกันทั้ง ๒ ฉบับ คือการทบทวน ปัญหาการจัดทําร่างกฎหมายที่สอดคล้อง แล้วก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ จากนั้นจึงนําไป รับฟังความคิดเห็นและนําความคิดเห็นนั้นกลับมาเพื่อปรับปรุงร่างให้สอดคล้องกัน แล้วจึงนําเสนอสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณานําเสนอต่อหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องต่อไปนะคะ
ด้านกลุ่มการทําความเข้าใจและสร้างความตระหนักรู้นั้น มีความจําเป็นจะต้อง ผลักดันและขับเคลื่อนในรูปแบบของการจัดกิจกรรมและการส่งเสริมการมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถ พัฒนาเป็นรูปแบบต่าง ๆ ถึง ๙ กิจกรรม ดังที่แสดงไว้ในตารางทางขวามือของท่านนะคะ โดยที่หัวใจสําคัญของกิจกรรมก็คือการผลักดันให้องค์กรสื่อทุกองค์กรมีการจัดทํามาตรฐาน กระบวนการ กลไก สภาพบังคับ และช่องทางการรับเรื่องร้องเรียนที่มีประสิทธิภาพ ตามความเป็นจริงให้สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีมาตรการการจูงใจสําหรับองค์กรสื่อ ที่ให้ความร่วมมือด้วยการจัดการประเมินผลและมอบรางวัล เพื่อให้ประชาชนทราบและสนับสนุน สื่อน้ําดีเพื่อเพิ่มมากขึ้นต่อไป นอกจากนี้ยังต้องมีการผลักดันให้เกิดแนวคิดสื่อเป็นโรงเรียน ของสังคมด้วยการใช้สื่อ ทําให้ประชาชนเป็นผู้นําความเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง จุดประกาย ความเป็นนักสื่อสารให้แก่ประชาชนทุกคน คือทําให้ประชาชนฟังให้มาก อ่านให้มาก ดูมาก คิดมาก วิเคราะห์มาก ตั้งและตอบคําถามให้มาก สร้างสรรค์มาก และสามารถถ่ายทอดได้ อย่างถูกต้อง ซึ่งหมายถึงสื่อช่วยสร้างพลเมืองที่มีปัญญาให้เกิดขึ้น สื่อก็จะได้รับความเชื่อถือ และความไว้วางใจจากประชาชนในที่สุดนะคะ นี่คือที่สุดของการปฏิรูปซึ่งยอมรับว่า ต้องใช้ระยะเวลา แต่ก็เป็นความจําเป็นที่จะต้องเริ่มต้นปลูกฝัง และมีความจําเป็นจะต้องเริ่ม ผลักดันตั้งแต่วันนี้นะคะ
เรื่องสุดท้ายนะคะ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่รับผิดชอบ สไลด์ (Slide) ที่ท่านเห็น สุดท้าย ต้องยอมรับว่าการทําความเข้าใจและการสร้างความตระหนักรู้ เกิดจากการมี ส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบสื่อทุกแขนง สถาบันการศึกษา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สํานักงาน ป.ป.ช. สํานักงาน กสทช. กระทรวงไอซีที (ICT) กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงาน คณะกรรมการกฤษฎีกา สํานักงานอัยการสูงสุด ตัวแทนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเช่น กปส. นะคะ ทุกอันจะต้องมีความร่วมมือ ส่วนงบประมาณนั้นก็เป็นปัจจัยสําคัญที่ต้องได้รับ การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ต่อไป การปฏิรูปสื่อสิ่งพิมพ์ในระยะเวลา ๑๔ เดือนที่กําหนดจึงเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แม้จะเป็น ช่วงเวลาที่น้อยและยากลําบาก แต่ก็เป็นภารกิจที่จําเป็นจะต้องให้ความสําคัญและขับเคลื่อน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในที่สุด และจะต้องช่วยส่งผลไปสู่การปฏิรูปอื่น ๆ ในทุกแขนง อันเป็นเป้าหมายของการขับเคลื่อนทั้งหมดของคณะกรรมาธิการชุดนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ ท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ คณะนี้ใช้เวลาอภิปราย ๑ ชั่วโมง ๓๐ นาทีนะคะ เนื่องจากประกอบด้วยท่านผู้รู้และผู้มีความชํานาญในด้านสื่อสารมวลชนเป็นอย่างดีเลยค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายไหมคะ เนื่องจากการนําเสนอของท่านค่อนข้างจะชัดเจน สมบูรณ์ และเป็นรูปธรรมนะคะ แล้วก็มีความครบถ้วนมาก เชิญค่ะ