สมพงษ์ สระกวี หารือเรื่องการจัดการที่ดินและป่าไม้ โดยเน้นย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ของสภาแห่งนี้ แต่เป็นปัญหาของทั้งประเทศ และการแก้ไขปัญหานี้ต้องอยู่กับเหตุและผล โดยไม่เพียงแต่จะช่วยลดปัญหาความขัดแย้งเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ประเทศและประชาชนมีประโยชน์จากการปลูกป่าและใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหาเรื่องจัดการที่ดิน และป่าไม้ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่ไม่เพียงในสภาแห่งนี้ที่ให้ความสนใจนะครับ ประชาชน ทั้งประเทศในวันนี้ต่างก็เผชิญกับปัญหาเรื่องที่ดินและเรื่องป่าไม้ที่เป็นปัญหาความขัดแย้ง เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันหรือแต่ละช่วงรัฐบาล อยู่ที่ว่าจะจัดการปัญหานี้กันอย่างไร ดังนั้น เมื่อสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้หยิบยกปัญหาเรื่องจัดการที่ดินและป่าไม้ ขึ้นมาเป็นปัญหาหนึ่งที่สําคัญ ผมก็คิดว่าคงจะถูกใจพี่น้องประชาชนซึ่งรอฟังว่าเราจะมี แนวคิดในการจะปฏิรูปหรือขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องนี้กันอย่างไร ซึ่งท่านประธานก็ลุก ออกไปเสียแล้ว ผมชอบคําพูดของท่านอยู่เรื่องเชนจ์ อิน แอกชัน (Change in action) เป็นหยังบ่ ว่าจะเชนจ์ อิน แอกชัน (Change in action) กันอย่างไรในเรื่องที่ดินและป่าไม้นี้ เพราะว่าเป็นปัญหาของทั้งคนจนและคนรวย นี่เป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นในประเทศนี้ ท่านประธานครับ เราคงจะไม่ลืมภาพสะเทือนใจที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับกองกําลังทหารไปตัดโค่น สวนยางพาราอายุ ๕-๖ ปีในระยะที่เริ่มต้นที่จะกรีดได้แล้วในยุทธการยึดคืนผืนป่า แต่ภาพสะเทือนใจไม่ได้อยู่ที่การตัดต้นไม้ซึ่งอยู่ในนโยบายที่เราจะปลูก แต่ว่าในยุทธการ ยึดคืนผืนป่าจําเป็นต้องตัดนั้น อยู่ที่ชาวบ้านได้ก้มลงกราบท่ามกลางที่เต็มไปด้วยน้ําตา เหมือนกับร้องขอชีวิตสวนยางของเขาไว้นะครับ ท่านประธานครับ ภาพสะเทือนใจนั้น สะท้อนถึงปัญหาอะไร ถ้าไม่ใช่ปัญหาการจัดการเรื่องที่ดินและป่าไม้ของประเทศนี้ จริงอยู่ครับชาวบ้านได้บุกรุกหรือใช้ที่อันไม่ใช่เป็นที่ของตนคือที่ของรัฐ เป็นที่เขตป่าสงวนบ้าง เป็นที่เขตป่าวนอุทยานบ้าง แล้วไปใช้ประโยชน์ของตัวโดยการไปปลูกสวนยาง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ยังมีภาพที่สะเทือนใจ อันนี้ไม่ใช่ภาพสะเทือนใจแล้วเป็นภาพสะใจ ซ้อนเข้ามาอีกภาพหนึ่ง นั่นก็คือภาพยุทธการยึดคืนผืนป่าเช่นเดียวกัน ก็คือการรื้อโรงแรม รีสอร์ต (Resort) สวย ๆ ในเขตป่าซึ่งอ้างว่านายทุนบุกรุกป่าเพื่อประโยชน์แห่งตน เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับซึ่งทั้ง ๒ ภาพนี้ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกัน ส่วนหนึ่งชาวบ้าน เดือดร้อนไปปลูกป่าในที่ของรัฐ อีกอันหนึ่งนายทุนไปทําเพื่อประโยชน์ส่วนตนในที่ของรัฐ แต่ทั้ง ๒ อันนี้นั้นนะครับท่านประธาน เป็นปัญหาเดียวกันว่าข้อเท็จจริงในการจัดการ ปัญหาเรื่องนี้นั้น ในพื้นที่ที่ไปถูกจัดการเหล่านั้นล้วนแต่เป็นการไปปลูกป่าให้เกิดขึ้น ในแผ่นดินนี้ เราคงเห็นว่าป่าเสื่อมโทรมประเภทภูเขาหัวโล้นมากมาย แต่ถ้าไปปลูกป่า ไม้ยืนต้นอย่างเช่นสวนยาง ท่านก็เห็นด้วยสายตาว่าเป็นการปลูกป่าทางอ้อม ทางหนึ่ง หรือแม้กระทั่งเป็นการตั้งรีสอร์ต (Resort) แล้วก็พยายามจะปลูกป่าให้เขียวชอุ่มขึ้น เพื่อให้รีสอร์ต (Resort) เป็นที่น่าอยู่สวยงาม เมื่อปัญหาข้อเท็จจริงอยู่อย่างนี้การจัดการ ปัญหาการยึดคืนผืนป่าโดยการโค่นสวนยาง โดยการทุบทําลายรีสอร์ต (Resort) โรงแรม ที่สวยงามนั้นท่านคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องอยู่หรือครับ ท่านประธานครับ นี่เป็นเรื่องที่ ท้าทายรอการปฏิรูป จริง ๆ ผมก็จะสรุปปัญหานี้ลงอยู่ที่ว่าถ้าเราแก้ปัญหานี้ด้วยเหตุด้วยผล และด้วยข้อเท็จจริงนั้นก็เปลี่ยนสภาพที่ดินที่เป็นของรัฐเหล่านี้ให้มีคุณค่าขึ้นในที่ดิน และสอดคล้องด้วยประโยชน์ด้วยการปลูกป่า ก็เปลี่ยนพื้นที่เหล่านี้จากพื้นที่รัฐ จากกรมป่าไม้ จากกรมวนอุทยาน จากกรมอะไรก็ตามมาอยู่ในกรมธนารักษ์เสียก็ได้ ไปปลูกยาง ก็เพิ่มราคาค่าเช่าในฐานะที่เป็นสวนเกษตรทางเศรษฐกิจ ไปทํารีสอร์ต (Resort) ก็เปลี่ยน คุณจะมาเป็นนายทุนบุกรุกป่าของฟรีไม่ได้ แล้วก็ต้องเสียค่าเช่าที่แพงขึ้น เหมือนกับที่ ที่จังหวัดภูเก็ตนี่นะครับ ที่ ส.ป.ก. แต่ไปสร้างโรงแรมหรูขึ้น ก็เปลี่ยนจากที่ ส.ป.ก. ไปเป็น ที่ดินของกรมธนารักษ์ให้เช่าแพงขึ้น ประเทศก็ได้ประโยชน์ สังคมก็ได้ประโยชน์ ประชาชน ที่อยู่ในพื้นที่รัฐที่ผิดกฎหมายอยู่ก็ได้ประโยชน์ แต่ไม่ใช่ดุ่ย ๆ จะยุทธการยึดคืนผืนป่า แต่ประการเดียวซึ่งมันฉลาดมากไปหรือเปล่า น้อยไปหรือเปล่าครับ ท่านประธานครับ ฉะนั้นผมจึงคิดว่าการปฏิรูปที่ดินนั้นต้องอยู่กับเหตุกับผลแล้วละครับ การปลูกป่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือถูกกฎหมายจะได้ลดปัญหาโลกร้อนที่ท่านได้พูดถึง และประชาชน ก็ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดิน รัฐก็ไม่ละเลย ได้ค่าเช่าที่ดินที่สมเหตุสมผลแพงขึ้น หรือจะขึ้นราคาทุกปี ๆ ให้สอดคล้องกับสภาพการใช้ที่ดินเรื่องการโค่นป่าให้สะเทือนใจ หรือการทําลายรีสอร์ต (Resort) โรงแรมให้สะใจก็จะได้หมดไป ก็จะเป็นประโยชน์กับสังคม กับประเทศชาติโดยรวม อันนี้น่าจะเป็นแนวทางการปฏิรูปที่เป็นเชนจ์ อิน แอกชัน (Change in action) ของท่านประธานอลงกรณ์ ขอบพระคุณครับ