เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องการจัดทำจดหมายเหตุและเจตนารมณ์ในการปฏิรูป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการวางแผนและขอบเขตในการปฏิรูป และเสนอแนะเกี่ยวกับการจัดทำจดหมายเหตุและเจตนารมณ์ โดยอ้างอิงประสบการณ์จากการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2550 และเสนอแนะเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันระหว่างคณะกรรมาธิการ เพื่อการประชาสัมพันธ์ที่ดีและตอบกลับอย่างมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ ผมมี ๒ ประเด็นใหญ่ ประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการจัดทำจดหมายเหตุ และเจตนารมณ์ อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องการมีส่วนร่วม
ผมขออนุญาตหยิบเรื่องการมีส่วนร่วมเสียก่อน เพราะว่าอาจารย์อรพินท์ เพิ่งพูดเมื่อสักครู่นี้ซึ่งมันตรงกัน ท่านประธานครับ มีผู้สงสัยว่าจะทำงานกันอย่างไรระหว่าง กรรมาธิการการมีส่วนร่วมกับผู้ที่ออกไปรับฟัง ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ประสบการณ์ที่เคยร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ผมเองเคยเป็นประธานกรรมาธิการการมีส่วนร่วม แล้วก็เรียนสั้น ๆ นิดเดียวว่ากรรมาธิการการมีส่วนร่วมนั้นมีหน้าที่ในการวางแผน ในการออกแบบกำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และเมื่อมีกรรมาธิการที่ดูแลพื้นที่เขาก็ไป ดำเนินการ แต่ก่อนที่จะไปดำเนินการเรามาซักซ้อมกันทั้งประเทศ พร้อมกับมีคู่มือให้ มีการจดบันทึกข้อมูล และเมื่อเสร็จแล้วจะต้องส่งทางอีเมล (e-mail) กลับมาทันทีในวันนั้น อย่างไร กรรมาธิการก็จะมีคนคอยรับ แล้วก็ถอดสิ่งที่ประชาชนเขามีความเห็นเป็น โคด (Code) เพื่อที่จะรัน (Run) คอมพิวเตอร์แล้วสามารถจะสรุปให้ได้ว่าในเรื่องนั้น ๆ มีคน ที่เห็นอย่างไรกี่เปอร์เซ็นต์ เห็นอย่างไรกี่คน แล้วก็มีโดยเป็นเนื้อหาว่ามีคำพูดว่าอย่างไร จะได้ ตีความคำพูดได้ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นงานมันต้องรอให้กรรมาธิการเขาไปออกแบบก่อน อันนี้ผมเล่าให้ฟังว่าใจเย็น ๆ ครับในพื้นที่
ทีนี้เรียนประการที่ ๒ ในพื้นที่ที่เคยทำ เราเคยทำ ๗๗ ทีม คือสมัยนั้นมี ๗๖ ทีมก็ ๗๖ จังหวัดแล้วก็ทำกันไป บางจังหวัดมาดีมาก แต่บางจังหวัดมาทำโคดไม่ได้เลย ลงคอมพิวเตอร์ไม่ได้ตีความไม่ออก มันก็มีปัญหาหนักมาก และเราก็เคยตั้งงบประมาณ แต่ละจังหวัด ตอนนั้นจังหวัดละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ปรากฏว่าบางจังหวัดดีมาก ๆ แต่บางจังหวัดก็ใช้เงินมีปัญหามาก ๆ เอาไปตัดเสื้อทีม เลือกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อย่างนี้ เป็นต้น ก็สร้างความปวดหัวกันพอสมควร เพราะฉะนั้นต้องคิดนะครับว่าจะทำอย่างไร ให้จังหวัดที่อยู่ด้วยกันทำงานร่วมกันเป็นทีมจะดีขึ้นไหม อันนี้ก็เป็นข้อสมมุติฐานของผม ผมพูดสั้น ๆ แค่นั้นนะครับ เพราะฉะนั้นที่อาจารย์อรพินท์บอกว่าต้องสื่อสารกลับ ผมคิดว่า ต้องดูความแตกต่างระหว่างปี ๒๕๕๐ กับตอนนี้ ตอนนั้นพวกเราร่างรัฐธรรมนูญเป็น สภาร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญแปลว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า อย่างไร เราสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ แต่ครั้งนี้พวกเราแก้ไขเพิ่มเติม ได้แต่เสนอแนะการแก้ไข เพิ่มเติม แต่จะมาพิจารณาในสภานี้ไม่ได้ สภานี้ไม่มีสิทธิในการที่จะโหวตว่าจะให้ข้อความ ในรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นอันนี้มีความแตกต่าง เมื่อมีความแตกต่างผมเห็นด้วย กับอาจารย์อรพินท์ว่าต้องสื่อสารกลับ เมื่อสื่อสารกลับจะทำอย่างไรให้เขารู้ว่านี่คือบทบาท หน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องแยกให้ชัดเจน เขาจะไม่เข้าใจ เพราะว่า ๒ ครั้งนี้มันต่างกัน
ประการถัดไป ถ้าท่านดูนะครับที่ปรากฏในเอกสาร ถ้าจะใส่เสียให้ชัดในเรื่อง กรรมาธิการการมีส่วนร่วม ใส่เสียให้ชัดว่า ให้มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวม สังเคราะห์ข้อมูล ที่ได้จากพื้นที่ ในนี้ไม่มี ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วใครจะเป็นคนทำ ทำแล้วส่งไปที่ไหน อย่างไร ช่วยกรุณาเติมตรงนี้ พร้อมทั้งบอกว่าให้สื่อสารกลับด้วย จะกลับอย่างไร จะกลับแค่ไหน ผมว่าอันนั้นยุ่งพอสมควร แต่ว่าต้องทำนะครับ ผมก็เห็นด้วย คราวนี้ประเด็นนี้นะครับ ท่านประธาน จากประสบการณ์นะครับ ประสบการณ์มันทำให้ลองถูกลองผิดมาแล้วก็ ไม่อยากจะเก็บไว้ คณะกรรมาธิการวิสามัญประชาสัมพันธ์เพื่อการปฏิรูปกับ คณะกรรมาธิการวิสามัญการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต้องทำงาน ร่วมกัน ประธานกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ในยุคปี ๒๕๕๐ ก็นั่งอยู่ใน สปช. นี่แหละครับ ต้องทำงานร่วมกัน เพราะเวลาที่ออกไปฟังความเห็น นั่นแหละครับ คือการประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุด ประชาสัมพันธ์ที่ดีคือเนื้อ ไม่ใช่โฆษณาเป็นสปอต (Spot) โฆษณา เพราะฉะนั้นทำอย่างไรที่จะร่วมกันกำหนด ร่วมกันทำประชาสัมพันธ์ให้เขารู้ และคิดถึงเรื่องของการตอบกลับด้วยอย่างที่อาจารย์อรพินท์พูด ผมว่าอันนั้นก็จะเป็น ประโยชน์นะครับ รายการประจำสมัยนั้นก็ได้ทำร่วมกันที่ทำรายการเป็นประจำทางช่อง ๑๑ และช่อง ๙ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ มันเป็นเรื่องของกึ่งประชาสัมพันธ์แล้วก็กึ่งในการฟังความเห็น ไปด้วย ผมก็เห็นด้วยนะครับที่เมื่อกี้มีผู้เสนอตรงนี้
ทีนี้มาถึงเรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ คือ ๒.๕ หน้า ๔ คณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำจดหมายเหตุและเจตนารมณ์ในการปฏิรูปของสภา ผมอยากจะเล่าให้ฟังอย่างนี้สักนิดเดียว ว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ ในการร่างรัฐธรรมนูญ ผมเอง เป็นคนเสนอให้มีคณะกรรมาธิการบันทึกเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเหตุว่า ชอบเถียงกันว่าถ้อยคำนี้มันตีความอย่างไร มันมีเจตนารมณ์อย่างไร สภาก็เห็นด้วย ก็ตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อที่จะจดบันทึกและหาเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ครั้งนี้ มันเป็นการจดบันทึกและลงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปซึ่งต่างกันนะครับ ของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเขาก็มีคณะอนุกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการไปดูเรื่องเจตนารมณ์ ในการปฏิรูปอยู่แล้ว คำถามคือ อำนาจหน้าที่เราควรจะทำแค่ไหน อย่างไร ถ้าคิดว่ายังเป็น ประโยชน์ ผมก็คิดว่าก็ทำได้ แต่ของเรามันเป็นเรื่องของการปฏิรูป มันเป็นเรื่องที่เราจะต้อง ส่งรายงานอยู่แล้ว ส่งรายงานให้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ส่งรายงานให้กับ คสช. ส่งรายงานให้กับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อไปดำเนินการ เราไม่มีอำนาจอะไร เพราะฉะนั้นเรื่องของเจตนารมณ์ที่เราบันทึก จะใช้ประโยชน์มากเท่ากับเรื่องของกฎหมาย คงไม่ใช่ อย่าไปคาดหมายสูงอย่างนั้น เพราะตอนรัฐธรรมนูญมันมีการอ้างอิงกันว่า เจตนารมณ์คืออะไรของกฎหมายจึงกลับมาดู แต่ของเรามันเป็นเรื่องของหลักการ วิธีการ ในการปฏิรูป เพราะฉะนั้นกรรมาธิการชุดนี้ต้องวางตรงนี้ให้ดีว่าถ้าอยากจะทำต่อจะทำกัน อย่างไร เพราะฉะนั้นผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับท่านประธานครับ ครั้งนี้งานของเราก็เยอะ เพราะเราไปแถมเรื่องการปฏิรูปทั้งประเทศ มันเรื่องใหญ่โตมโหฬาร อันนี้ไม่สำคัญเท่ากับ เมื่อปี ๒๕๕๐ เพราะว่ามันเป็นการร่างรัฐธรรมนูญ คำถามก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ มีจุดอ่อน ผมต้องขออนุญาตพูดความจริง ผมเป็นคนเสนอเองแต่ผมก็ผิดหวัง เพราะเมื่อมีกรรมาธิการ บันทึกและดูเจตนารมณ์ทั้งหมด แต่พอสภาร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็จวนเจียนหมดเวลาที่สภา จะต้องไปแล้ว ไปลงประชามติรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เสร็จแล้วเราก็ลาโรงเลิกไปหมดเลย ตกลงเจตนารมณ์ที่ปรากฏอยู่ในบันทึกไม่ได้มีการรับรองจากสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นจุดอ่อน ที่พอเวลาขึ้นศาลรัฐธรรมนูญไปทำอะไรก็ตาม เพราะเขาอ้างอิงว่าเจตนารมณ์เขาว่าอย่างนี้ เขาถามว่านั่นมันเจตนารมณ์ของใครร่าง จบ ท่านประธานครับ นี่คืออย่าหาว่าผมเอา ของเก่ามา แต่ของเก่ามันต้องพูดความจริงครับ เพราะฉะนั้นครั้งนี้จะทำไปด้วยวัตถุประสงค์ อะไร ขอบเขตแค่ไหน งานเราก็เยอะ ถ้าอยากจะทำต้องทำให้เสร็จก่อน แล้วเรามารับรองกัน ในที่นี้มันถึงจะเป็นประโยชน์ ผมก็ขอกราบเรียนแค่นี้ละครับ ขอบพระคุณครับ