สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑ · ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยแสดงความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 31 วรรคสุดท้าย และมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญ และเสนอให้ใช้มาตรา 5 ประกอบการพิจารณา และขอให้สมาชิกสภาและประธานพิจารณาและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ขออนุญาตกราบเรียนข้อเท็จจริงแล้วก็เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ท่านประธานและสภาแห่งนี้ เพื่อไม่ให้เวลายืดเยื้อไปยาวนาน ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณ ท่านสมาชิก ขอประทานโทษที่เอ่ยนามคือ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ซึ่งมีความละเอียด รอบคอบเป็นอันมาก เพราะท่านมีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญมาหลายฉบับ และท่านก็มีความกังวลว่าถ้ากระทำการผิดขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็จะทำให้ มีปัญหาได้ เหมือนเมื่อครั้งทำรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วนำเสนอ ก็ถูกซักถามกันในที่ประชุม ว่าทำไมไม่เขียนคำปรารภ อย่างนี้เป็นต้น เป็นความปรารถนาดี แต่ท่านประธาน ที่เคารพครับ อย่างที่ท่านสมาชิกคือท่านคำนูณได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็ท่านเลขาธิการ ได้ชี้แจงไปแล้วว่า จริงอยู่ มาตรา ๓๑ วรรคสุดท้าย บอกว่าให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ เสนอความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน ๖๐ วันนับแต่ วันที่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก เขียนอย่างนั้นใช้ถ้อยคำว่า นับแต่วันที่ มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก แต่พอมาถ้อยคำในการตั้งกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๓๒ วรรคสอง บอกว่าให้ตั้งกรรมาธิการให้แล้วเสร็จ ทั้งโดย คสช. ทั้งโดยสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก พอใช้ถ้อยคำต่างกัน ท่านสมาชิก ๒ ท่าน ท่านก็กังวล เป็นความกังวลที่ผมคิดว่าต้องขอบคุณ ในความรอบคอบ แต่ว่ากระผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ท่านคำนูณและท่านเลขาธิการได้อภิปรายว่า เราจะต้องใช้มาตรา ๕ ประกอบ คือต้องดูประเพณีการปกครองประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วย แล้วก็ประเพณี ที่ท่านเลขาธิการได้ชี้แจงชัดแจ้งนั้นมันจะดูแต่เฉพาะในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งมีข้อความสั้น ไม่ได้ ต้องดูไปยังประเพณีปฏิบัติในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ที่ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ ก็เพราะว่าถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกเปิดดูในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ การแถลงนโยบายต่อสภาไม่มี ไม่มีเขียนไว้เลย แต่ถามว่าทำไมรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องมาแถลงนโยบายก่อนการบริหารราชการแผ่นดินต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คำตอบก็คือเพราะประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทำกันมาอย่างนั้นหลายสิบปีเต็มที ครั้นเมื่อมาดู ประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยย้อนหลังไปในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๑๒๘ บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทรงเปิดและทรงปิดประชุม ขีดเส้นใต้นะครับ พระมหากษัตริย์ทรงเรียกประชุมรัฐสภา ทำเป็นพระราชกฤษฎีกาครับ เพราะฉะนั้น เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่มีอำนาจเรียกประชุมครับ ประเพณีการปกครอง ประเทศไทยนั้น เมื่อเราไปดูย้อนหลังจะเห็นได้อย่างที่คุณคำนูณท่านอภิปราย เพราะฉะนั้น การเรียกประชุมกับการนัดประชุมเป็นคนละเรื่อง ท่านประธานครับ ขออนุญาตกลับมาดู รัฐธรรมนูญประกอบข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่เราใช้นี้นะครับ ในข้อ ๑๒ บอกว่าเลขาธิการมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้ ๑. นัดประชุมสภาและนัดประชุม คณะกรรมาธิการครั้งแรก ท่านประธานและท่านสมาชิกสังเกตให้ดีนะครับในข้อบังคับ สนช. ข้อ ๑๒ ใช้คำว่า นัดประชุม ไม่ได้ใช้คำว่า เรียกประชุม ท่านพลิกไปดูอีกทีหนึ่งนะครับ ในข้อ ๑๕ ข้อ ๑๕ บอกว่า การนัดประชุมต้องทำเป็นหนังสือ เว้นแต่เมื่อได้แจ้งนัด ในที่ประชุมสภาแล้ว จึงให้ทำหนังสือนัดเฉพาะสมาชิกที่ไม่ได้มาประชุม ถ้อยคำใช้อย่างนี้ แล้วผมก็หยิบจดหมายที่ท่านเลขาธิการ จเรพันธุ์เปรื่อง ทำมาถึงสมาชิกทุกท่าน ขออนุญาต ท่านประธานอ่านให้ฟังนะครับ ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๗ ด้วยได้มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ประกาศแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วนั้น ขอเรียนว่าจะมีการประชุม สภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๗ ในวันอังคารที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา ณ ตึกรัฐสภา ฉะนั้นจึงเรียนมาเพื่อทราบและขอเชิญท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไปประชุมตามกำหนดวันและเวลาดังกล่าวข้างต้น นี่แปลว่าท่านเลขาธิการนัดประชุม แล้วจดหมายนี่ท่านก็ไม่ได้บอกว่าท่านเรียกประชุม ท่านเชิญให้เรามาประชุมกัน โดยพร้อมเพรียง ท่านประธานครับ ที่สำคัญที่สุดก็คือตัวรัฐธรรมนูญเอง ท่านสมาชิก และท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าท่านอ่านมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๒ บอกว่า ให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วย กรรมาธิการจำนวนสามสิบหกคน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคล ดังต่อไปนี้ ขีดเส้นใต้ ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้ง (๑) ประธานกรรมาธิการตามที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ (๒) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จำนวนยี่สิบคน (๓) ผู้ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ ฝ่ายละห้าคน แล้วก็การแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก ผมได้กราบเรียนเหตุผลท่านประธานไปแล้วว่า ๑. โดยประเพณีการปกครองประเทศไทย ๒. โดยข้อบังคับและแม้กระทั่งโดยการตีความโดยตรรกะของมาตรา ๓๒ นี้เองจะต้องเข้าใจว่า คำว่า วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก กับวันที่มีการประชุม เป็นครั้งแรกตามมาตรา ๓๑ วรรคท้ายนั้นเป็นเรื่องเดียวกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่มีเหตุผลอันใดเลยที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๒ จะกำหนดให้วันที่ ๑๕ ซึ่งเป็นวันที่ ท่านเลขาธิการนัดประชุมไม่ใช่เรียกประชุมนะครับ ตามข้อบังคับท่านนัดประชุม แล้วท่านเชิญเรามาประชุม จะเป็นวันเริ่มต้นให้ สปช. แห่งนี้ตั้งคน ๒๐ คน ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีการประชุม ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประธานที่จะมาลงนามในการแต่งตั้ง กระผมจึงคิดว่าด้วยเหตุผล ๓ ประการนี้

ประกำรที่ ๑ คื อโ ดย ปร ะเพ ณีกำร ปก คร อ งป ระ เทศไ ทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประการที่ ๒ ถ้อยคำอันแสดงให้เห็นว่าท่านเลขาธิการมีอำนาจตามข้อ ๑๒ และข้อ ๑๕ ในการนัดประชุมเท่านั้น

ประการที่ ๓ โดยโครงสร้างของรัฐธรรมนูญฉบับนี้และการตีความให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีผลปฏิบัติได้ จึงต้องเข้าใจว่าวันที่มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งแรกในมาตรา ๓๑ วรรคสาม กับวันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งแรก ตามมาตรา ๓๒ วรรคสองนั้น เป็นเรื่องเดียวกันครับ

เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่าวันที่จะครบ ๑๕ วันนั้นเป็นไปตามที่ ท่านเลขาธิการได้นำเสนอคือวันที่ ๔ พฤศจิกายน และถ้าผมนึกไม่ผิดผมก็คิดว่าคณะรัฐมนตรี สนช. เขาก็คงเห็นทำนองเดียวกันละครับ ก็ขออนุญาตกราบเรียนเสนอท่านประธาน และท่านสมาชิกไว้เพื่อโปรดพิจารณาและบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ