บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เสนอข้อเสนอแนะเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และความเป็นกึ่งอิสระของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปที่เป็นของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ของกลุ่มคนน้อย และต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยไม่ดำเนินการเหมือนสภาทางการเมือง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมต้อง ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้เสนอชื่อ ท่านผู้รับรอง แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณา ให้ความไว้วางใจมาทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นรองประธาน คนที่หนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ตามข้อบังคับการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งสภานี้มีมติให้อนุโลมมาใช้ข้อบังคับ ข้อ ๑๑ บัญญัติเอาไว้ว่า รองประธานสภามีอำนาจและหน้าที่ช่วยประธานสภาในกิจการ อันเป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานสภา หรือปฏิบัติการตามที่ประธานสภามอบหมาย กระผมจะทำหน้าที่ช่วยท่านประธานในการดำเนินการประชุมและในกิจการอื่นของสภา ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับให้ดีที่สุด เพื่อให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้แสดงความคิดเห็น ได้ใช้ความรู้ความสามารถมาแก้ปัญหาให้บ้านเมืองให้ดีที่สุด ท่านประธานที่เคารพครับ สภาแห่งนี้มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญอยู่ ๒ ประการเท่านั้น ประการที่ ๑ คือทำหน้าที่ ศึกษาและเสนอแนะเรื่องต่าง ๆ ในการปฏิรูป ซึ่งมากกว่า ๑๑ ด้านแน่ แล้วเสนอไปยัง สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง และหน้าที่ที่ ๒ คือเสนอแนะไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งสภาแห่งนี้ จะแต่งตั้งสมาชิกหรือผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๐ คน ประกอบกับที่คณะรัฐมนตรีตั้งมา ๕ คน สภานิติบัญญัติแห่งชาติตั้งมา ๕ คน และคณะรักษาความสงบแห่งชาติตั้งมาอีก ๕ คน รวมประธาน ๑ คน เป็น ๓๖ คน รัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้ว่าให้สภานี้ให้ข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะประการหนึ่ง และจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจัดทำขึ้นอีกประการหนึ่ง ก็แปลว่าสภาแห่งนี้มีส่วนร่วมในการทำ รัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในอนาคต เป็นผู้ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ แต่ว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองนั้น รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีความเป็นกึ่งอิสระ ออกจากสภาแห่งนี้ ถ้าท่านประธานจะดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๗ วรรคสอง ก็จะเห็นได้ชัดว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแล้วจะต้องมารับฟังความเห็น ของสภาแห่งนี้ภายใน ๖๐ วัน คือประมาณกลางเดือนธันวาคม แล้วไปยกร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จใน ๑๒๐ วัน เสนอกลับมา ยังสภาแห่งนี้เพื่อมารับฟังความเห็นและรับข้อแก้ไขเพิ่มเติมไป ประมาณเดือนเมษายน ต้องเสนอกลับมาว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขตามที่สภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบประมาณ เดือนกรกฎาคม ในมาตรา ๓๗ วรรคสอง ตอนท้ายบอกว่า สภาปฏิรูปแห่งชาติจะแก้ไข เพิ่มเติมเนื้อความของร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้ เว้นแต่เป็นข้อผิดพลาดที่มิใช่สาระสำคัญ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นชอบด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมนั้น หรือเป็นกรณีที่ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ขึ้น
ท่านประธานครับ กราบขออภัยที่ต้องอ่านตรงนี้ เพื่อจะแสดงให้เห็นว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่คณะกรรมาธิการของสภาแห่งนี้ จะไม่เหมือนกับ คณะกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญที่สภาแห่งนี้จะตั้งขึ้นตามข้อบังคับ แต่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญนั้นจะมีอำนาจกึ่งอิสระ แต่เชื่อมโยง และต้องผ่าน ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญของสภานี้ ซึ่งช้าที่สุดต้องทำให้เสร็จภายใน วันที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๕๘
ท่านประธานครับ ความเชื่อมโยงระหว่างสภาแห่งนี้กับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นต้องเกิดมีขึ้น นอกจากการเลือกสมาชิก ๒๐ ท่านเข้าไปเป็น กรรมาธิการแล้ว สภาแห่งนี้ควรจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการติดตามและประสาน การร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นเสนอไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเวลาเดียวกันคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ควรจะมีคณะอนุกรรมาธิการ รับข้อเสนอแนะจากสภาปฏิรูปแห่งชาติทำงานร่วมกันคู่ขนานกันไปโดยตลอด
ท่านประธานครับ หน้าที่ตรงนี้ผมคิดว่าสำคัญ แล้วกระผมคิดว่า ถ้าผมสามารถทำหน้าที่ตรงนี้ให้สภาได้ ได้รับความไว้วางใจเข้าไปอยู่ในกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นข่าวอยู่แล้วยังไม่เป็นความจริงจนกว่าจะถึงวันที่ ๔ ซึ่งเป็นอนาคต นะครับ ผมจะทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติและกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญให้ดีที่สุด แต่แค่นั้นไม่พอครับ อย่างที่ท่านอาจารย์เทียนฉายได้พูดแล้วว่า วันนี้การปฏิรูปเป็นวาระของชาติที่คน ๖๗ ล้านคนตั้งความหวังเอาไว้ เราคงจะต้องนั่งทำกัน อยู่ในสภาไม่ได้ท่านผู้ใหญ่คนหนึ่ง ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน ท่านอุทัย พิมพ์ใจชน ท่านเคยพูดว่า เมื่อใดก็ตามที่เราถามว่าพวกเราจะเอาอย่างไร เมื่อนั้นเราจะอยู่ได้ไม่นาน แต่เมื่อใดก็ตามที่เราถามว่าพวกเขาคือประชาชนจะเอาอย่างไร เราจะอยู่ได้นานครับ เพราะฉะนั้นการประสานงานกับท่านสมาชิก ๒๕๐ ท่านภายใต้การนำของท่านประธาน จะต้องนำไปเชื่อมโยงกับประชาชน ให้การปฏิรูปครั้งนี้เป็นการปฏิรูปของคนทั้ง ๖๗ ล้านคน ไม่ใช่ของคนแค่ ๒๕๐ คน กับอีก ๓๖ คน ท้ายที่สุดท่านประธานที่เคารพครับ สภาแห่งนี้ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องประสานงานกับคณะรัฐมนตรีกับสภานิติบัญญัติ แห่งชาติกับ คสช. ก็ต้องทำหน้าที่นั้นด้วยให้ดีที่สุด ทั้งหมดนี้ต้องบริหารจัดการภายใต้การนำ ของท่านประธานให้ดีที่สุดภายในเวลาจำกัด ๓๑๙ วัน สภาแห่งนี้ต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเอง ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนเสนอท่านสมาชิกวันนี้ว่าเราไม่ใช่สภาการเมือง แล้วเราก็ไม่มีอำนาจอะไรทั้งสิ้นในทางนิติบัญญัตินอกจากให้ความเห็นชอบในรัฐธรรมนูญ กระผมอยากเห็นสภาแห่งนี้เป็นสภาซึ่งไม่ดำเนินการอย่างสภาทางการเมืองครับ เป็นสภาที่มีลักษณะเอกลักษณ์ของตัว และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าเราจะเป็น แบบอย่างที่ดีแล้วเราจะไม่ทำให้การปฏิรูปที่ประชาชนทั้งประเทศคาดหวังอยู่นี้ล้มเหลวครับ กราบขอบพระคุณครับ