เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง หารือเรื่องการขึ้นทะเบียนทรัพยากรธรรมชาติของอันดามันเป็นมรดกโลก และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการอนุรักษ์ทรัพยากร โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดมาตรการเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการจดทะเบียนมรดกโลก การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การอนุรักษ์อุทยานแห่งชาติ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามรายงานเพื่อให้ประเทศไทยได้รับการประเมินและปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานระหว่างประเทศ
เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ท่านประธานครับ ผมต้องขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุเรื่องนี้ในช่วงส่งท้ายปีเก่า เพราะว่าเราได้เห็นภาพอันสวยงามทำให้เรารำลึกถึงทรัพยากรของโลก ทรัพยากรของ ประเทศไทย แล้วก็ต้องขอบคุณความมุ่งมั่นของกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องนี้ ท่านประธานครับ มันเป็นความจริงว่าพื้นที่ของไทยในเขตอันดามันนั้นสวยงาม มีทรัพยากรสมบูรณ์ เป็นเพชรเม็ดงาม จริง ๆ แล้วมันเป็นมรดกของโลกอยู่แล้ว เพราะว่า มันเป็นสมบัติของมนุษยชาติที่เราได้ช่วยดูแลให้กับโลก เพราะฉะนั้นการที่เราจะได้ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ผมคิดว่าก็จะยิ่งดี แต่ในความเป็นจริงแล้วมันเป็นมรดกของโลก อยู่แล้วในความเห็นของผม ผมจะถามกรรมาธิการว่าเท่าที่ผมอ่านเอกสาร แล้วก็ฟังท่านมา โดยตลอด ผมเข้าใจอย่างนี้ถูกไหม คือส่วนดีที่เราจะได้จดทะเบียนมรดกโลก ไม่ใช่เพียงแต่ เรื่องของชื่อเสียงของประเทศ เหมือนกับที่หลายคนนึกถึงแต่แรกก็คือ ถ้าเราได้เป็นมรดกโลก คือเราได้ชื่อเสียง ไม่ใช่แค่นั้น ไม่ใช่เพียงแค่เราดึงดูดการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นการช่วย ดึงเอาองค์กรระหว่างประเทศมาช่วยตรวจสอบ มาช่วยผูกมัดรัฐบาลไทยในอนาคตให้ ตั้งใจอนุรักษ์ทรัพยากร ใช่ ไม่ใช่ ผมมองว่าตรงนี้สำคัญที่สุดคือตอนสุดท้ายผมมองว่า เรากำลังดึงองค์การระหว่างประเทศเข้ามาผูกมัดความตั้งใจของเราและรัฐบาลต่อ ๆ ไป ในอนาคต จึงต้องรีบทำเสียในช่วงตอนนี้ใช่ไหมครับ และจะทำให้ได้มาตรฐานที่เรากับองค์กร ระหว่างประเทศจะได้ช่วยกันกำหนด เขามีมาตรฐานที่เขากำหนดแล้วอย่างที่ท่านอธิบาย เราก็จะต้องเสนอมาตรฐานของเราขึ้นไปว่า มาตรฐานที่เราอยากจะทำแต่ละเรื่อง คืออะไร อย่างไรใช่ไหมครับ คราวนี้ถ้าใช่ ผมสมมุติก่อนว่าใช่ แล้วผมเชื่อว่าใช่ แต่ผมตั้งคำถามในฐานะที่อยู่นอกวงการ ปัญหาปัจจุบันที่เราต้องกำหนดอยู่ในแผนนี่ท่านคิด อยู่ในใจในเรื่องพวกนี้ด้วยหรือเปล่า คือ
ประการที่ ๑ ผมคิดว่าปัจจุบันนี้เราไม่ค่อยจำกัดจำนวนเรือ ไม่ค่อยจำกัด จำนวนนักท่องเที่ยว ไม่ค่อยจำกัดมาตรฐานของเรือและมาตรฐานของนักท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมีแผนพวกนี้ด้วยหรือเปล่า
ประการที่ ๒ ปัจจุบันนี้เราไม่ค่อยจำกัดโซนนิ่งว่าพื้นที่ไหนทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้ แม้อุทยานแห่งชาติจะมีจำกัดอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าก็ยังไม่ค่อยสัมฤทธิ์ผลนัก ใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้จดทะเบียนมรดกโลก เราจะได้มีความเข้มข้น เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้มากขึ้น
ประการที่ ๓ ปัจจุบันนี้เราไม่ค่อยได้จำกัดไทม์ โซน (Time zone) ใช่ไหมครับ ว่าในช่วงเวลาไหนจะเปิด ช่วงเวลาไหนจะปิด แต่ว่ามันเป็นความโชคดีของอันดามันใช่ไหม ที่ธรรมชาติมันช่วยปิดตัวมันเองในช่วงปลายเมษายนจนถึงต้นตุลาคมเพราะว่าเป็นฤดูมรสุม ถามว่าเราจะบริหารจัดการตรงนี้กันด้วยใช่ไหมครับ
ประการที่ ๔ ผมได้ยินท่านพูดแล้วว่าเราต้องฟื้นฟูการปลูกปะการัง ปะการังเทียม ผมก็เลยตั้งคำถามด้วยว่าอย่างสิมิลันที่แปลว่า แปด เกาะสี่ในสิมิลัน ที่เรานำเรือเก่าไปจม มันจะก่อให้เกิดแหล่งธรรมชาติเพิ่มขึ้นมีปลาเพิ่มขึ้น ของพวกนี้มันเป็นแนวที่ถูกหรือเปล่า ถ้าถูกเราจะเดินต่อในแนวนี้ใช่หรือไม่ใช่
ประการที่ ๕ ผมตั้งคำถามว่าการกำจัดของเสียที่ปัจจุบันนี้เรือทั้งหลายและ นักท่องเที่ยวทั้งหลายก็ทิ้งของเสียในบริเวณทะเลตื้น เราจำเป็นจะต้องออกมาตรการในการ ที่จะนำเอาของเสียที่ออกจากร่างกายไปทิ้งที่ทะเลลึกใช่ไหม เราจะมีวิธีการพวกนี้ด้วย หรือเปล่า
ประการที่ ๖ การเก็บค่าอุทยานแห่งชาติ ปัจจุบันนี้เท่าที่ผมทราบเขาก็ นับเรือแล้วก็นับคน เอาเงินไปทำอะไร ความจริงแล้ว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของค่าอุทยานแห่งชาติ ที่เราเรียกเก็บจากนักท่องเที่ยวหรือคนที่ไปศึกษาควรจะต้องชดเชยกลับไปหาสิ่งแวดล้อม ใช่ไหม เราจะต้องกำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์อย่างน้อยสัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมที่จะหวนกลับไป เพื่อชดเชยสิ่งแวดล้อม แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเป็นสวัสดิการเจ้าหน้าที่อันนั้น ก็ว่ากันไป ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ไม่มีใครทราบว่าเงินค่าอุทยานดังกล่าวได้คืนสู่ธรรมชาติเอาไปใช้ใน เรื่องธรรมชาติมากน้อยแค่ไหน
ประการที่ ๗ ผมได้ยินอาจารย์ธรณ์พูด แล้วก็หลายคนพูดผมก็ดีใจ ท่านบอกว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนควรจะต้องเข้มข้นมากขึ้น และการจดทะเบียนมรดกโลก เขาไม่ทิ้งไว้หรอก เขาจะต้องให้การมีส่วนร่วมของผู้คนตรงนั้นมีส่วนร่วมกันมากขึ้น ผมก็เบาใจ เพราะว่าเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วอาจารย์ธรณ์ก็คงจะทราบ ชาวเลหรือชาวมอแกนที่เขาอาศัย อยู่ในบริเวณนั้นโดยเฉพาะแถบระนองพอสึนามิมาเรียบร้อย อุทยานแห่งชาตินั่นนะครับ ถือว่าเป็นโอกาสดีเลย เพราะชาวมอแกนถูกกวาดเรียบร้อย ก็เลยเคลม (Claim) ว่าตรงนั้นนี่ ชาวมอแกนที่เคยอยู่มาก่อนที่เราประกาศเขตอุทยานแห่งชาติไปทับที่เขาหรือไปซ้อนทับกับเขา ชาวมอแกนเดือดร้อน มีคนเดือดร้อนเยอะแยะ ผมเป็นสมาชิกวุฒิสภาตอนนั้น ต้องเข้าไปดู ในเรื่องพวกนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องดูแลอย่างไรที่จะให้ชาวเล ชาวบ้านพื้นเมือง อย่างเช่น ชาวมอแกนที่เขาอยู่มาเป็นบรรพบุรุษในบริเวณนั้นได้มีส่วนร่วมในการเข้าบริหารจัดการด้วย ใช่หรือไม่ ผมต้องตั้งคำถามตรงนี้ หรือลำพังจะให้อุทยานแห่งชาติและให้เจ้าหน้าที่ เขาดูแลแล้วก็ปล่อยชาวบ้านออกไป
ประการที่ ๘ อาจารย์ธรณ์บอกว่าเรื่องนี้จะไม่กระทบใคร แต่ผมเห็นว่า กระทบอยู่รายหนึ่งก็คือประมงทำลายล้าง พวกประมงทำลายล้างนี่ต้องจัดการใช่ไหมครับ พวกอวนลาก อวนรุนทั้งหลายที่เข้าไปทำลายสิ่งแวดล้อม พูดกันตรง ๆ ตรงนี้กระทบแน่ แต่ผมคิดว่าจะดีต่อประมงพื้นบ้าน เพราะสัตว์น้ำและทรัพยากรจะฟื้นฟูขึ้นและจะดีอย่างยิ่ง แต่ว่าคงกระทบแน่ละครับ แล้วก็จะต้องมีมาตรการในการดูแลจับกุมโดยเฉพาะผู้มีอิทธิพล ในบริเวณนี้ด้วยใช่ไหมครับ ท่านประธานครับ การจดทะเบียนมรดกโลกผมคิดว่าบางคน ไปหวังเรื่องความช่วยเหลือทางการเงินซึ่งผมไม่ได้ยินเลยที่ท่านพูด ผมก็ไม่เคยหวัง เพราะว่า ผมทราบดีว่ามันไม่ได้ความช่วยเหลือทางการเงินอะไรจากเขาเท่าไรหรอก หวังว่าจะได้ช่วย ทางด้านเทคนิเคิล เอดส์ (Technical Aids) คือความช่วยเหลือทางเทคโนโลยีมากน้อยแค่ไหน ผมก็ไม่ค่อยมั่นใจ แต่อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากจะถามกรรมาธิการด้วยว่าด้าน ความช่วยเหลือทางด้านความรู้ในการบริหารจัดการที่จะได้จากเขามันมากน้อยแค่ไหน ซึ่งถ้าให้ผมประเมินไม่มาก แต่สิ่งที่จะได้มากที่สุดคือเราผูกมัดประเทศไทยกับนานาชาติว่า เราจะช่วยดูแลทรัพยากรของโลกที่เราบังเอิญอยู่ตรงนี้ของโลกมันเป็นมรดกของโลกอยู่แล้ว เราจดทะเบียนเพื่อขอเป็นคนดูแลมีมาตรฐานชัดเจน และถ้าเขาประเมินว่าเราตกลำดับ เราจะได้รู้ตัวที่จะพยายามฟื้นฟูมันกลับเข้ามา นั่นคือสิ่งที่ผมมองว่าจะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นมันเป็นการผูกมัดรัฐบาลไทยในอนาคตในเรื่องงบประมาณ เรื่องคน เรื่องของ การดูแลเอาใจใส่ และที่สำคัญคือเรื่องของการศึกษาวิจัยและฟื้นฟูใช่หรือไม่ ผมฟังดู มันน่าจะเป็นอย่างนั้นใช่ไหมครับ
ท่านประธานครับ ประการสุดท้ายที่อยากจะเรียนก็คือว่าพื้นที่กันชนที่ท่าน เขียนมีพื้นที่กันชน ๑ และ ๒ พื้นที่กันชน ๑ เป็นพื้นที่ที่อยู่ในรัศมีประมาณ ๓ กิโลเมตร จากอุทยานแห่งชาติ ท่านประธานครับ อาจารย์ธรณ์พูดชัด ผมก็อยากจะเน้นให้ชัดว่าพื้นที่ ที่เราพูดกันทั้งหมดนี้ไม่ใช่พื้นที่ทั้งหมดแต่เฉพาะในอุทยานแห่งชาติที่มีกระจายตั้งแต่ระนอง จนมาถึงสตูลทั้งหมด ๖ จังหวัด เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเท่านั้นที่มีกฎหมายอนุรักษ์ และเข้มข้นอยู่แล้วไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเหมือนเดิม แต่ประเด็นเรื่องบัฟเฟอร์ โซน ผมอยากจะเรียนกรรมาธิการว่าอยากจะให้เน้นเป็นพิเศษ ผมทำงานเรื่องอุทยานเคยทำงาน แต่ไม่ใช่อุทยานทางทะเล ผมทำงานศึกษาวิจัยเรื่องคนที่อยู่ในเขตป่าทั้งหลายในประเทศไทย ผมพบว่าถ้าปราศจากบัฟเฟอร์ โซน และปราศจากชุมชนที่อยู่ในบัฟเฟอร์ โซน มีส่วนร่วม ในการดูแล ถ้าพูดกันตรงไปตรงมาผมไม่ค่อยเห็นน้ำยาของเจ้าหน้าที่อุทยานนัก ถ้าไม่เห็น ถ้าไม่ได้ความร่วมมือหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนรอบ ๆ อุทยาน เพราะฉะนั้นผมเห็น ดีด้วยกับบัฟเฟอร์ โซน ๑ กับ บัฟเฟอร์ โซน ๒ ท่านจะเน้นอย่างไรตรงนี้ให้มากขึ้น อันนั้นเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าถ้าขยายความและแจ้งไปยังรัฐบาลด้วยผมก็จะเห็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ประมงพื้นบ้านน่าจะดีขึ้นอย่างที่พูด การทำลายล้าง ประมงทำลายล้าง จะต้องถูกจับกุม การวิจัยติดตามประเมินผลต้องทำอย่างต่อเนื่องผมเห็นด้วย เพราะฉะนั้น สุดท้ายผมว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เรามีรัฐบาลพิเศษ ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้จะไปทำเมื่อไร และถ้าทำตอนนี้เขาก็บอกอยู่แล้ว กรรมาธิการบอกอยู่แล้วว่าอีก ๔ ปีโดยประมาณ กว่าจะรู้ผลว่าเราจะได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกหรือไม่ มันจะเป็นการผูกมัดประเทศไทยกับ องค์การระหว่างประเทศที่ดี ที่จะทำให้เราได้รับการประเมินและได้รับการปรับตัวตลอดเวลา ว่าเราได้บรรลุมาตรฐานที่เราตั้งใจไว้หรือไม่ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยครับท่านประธาน ถ้าคำถามที่ผมพูดทั้งหมดนั้นเป็นจริง ผมก็เห็นด้วยว่าเราก็ควรจะต้องสนับสนุนรายงานฉบับนี้ ที่จะให้รัฐบาลทำต่อไป ขอบพระคุณครับ