สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๑๓ · ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๗

กงกฤช หิรัญกิจ เสนอแนวทางสำคัญในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยเน้นการท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือสำคัญในการอนุรักษ์ พร้อมเสนอแนวคิดปรับปรุงระบบการเข้าอุทยานแห่งชาติ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อลดการฉีกตั๋วและจำกัดจำนวนผู้เข้าชม เพื่อปกป้องแหล่งมรดกโลกอันดามัน

นายกงกฤช หิรัญกิจ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม กงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุน แล้วก็ขอขอบคุณท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง ที่กรุณาให้ความสำคัญกับบริเวณอันดามันเป็นแหล่งมรดกโลก ผมในฐานะที่เป็นประธาน อนุกรรมาธิการปฏิรูปการท่องเที่ยวในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการนี่นะครับ ก็เห็นมีท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านอภิปราย และส่วนใหญ่ก็จะทำให้เห็นว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวค่อนข้างจะเป็นอุตสาหกรรม ที่ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมรดกโลก ก็จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศในอนาคตนะครับ อย่างไรก็ตามจะเห็นว่าเวลาที่ กระผมพูดเรื่องท่องเที่ยวมักจะใช้คำว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เสมอนะครับ คำว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คนในวงการท่องเที่ยวก็จะให้ความสำคัญถึงในทุก ๆ เรื่อง ครอบคลุมไปพร้อม ๆ กัน ไม่ได้หมายถึงแต่นักท่องเที่ยว ไม่ได้หมายถึงแต่การใช้ประโยชน์ จากทรัพยากรทางการท่องเที่ยว แต่หมายรวมถึงองคาพยพทุกอย่างที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าความสำคัญของท่องเที่ยวเราย่อมให้ ความสำคัญกับวัตถุดิบทางการท่องเที่ยวแน่นอนนะครับ ซึ่งวัตถุดิบทางการท่องเที่ยวประเภทหนึ่ง ก็คือทรัพยากรทางธรรมชาตินั่นเองนะครับ เราย่อมต้องการดูแลทรัพยากรทางธรรมชาติ ให้มีอายุยืนยาวนานที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและ นอกเหนือไปจากการที่เราอยากจะเห็นการอนุรักษ์ให้ทรัพยากรธรรมชาตินั้นอยู่ไปยาวนาน แล้วยังอยากเห็นที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ การที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากร ได้เสนอให้เป็นมรดกโลกก็เป็นหนทางหนึ่งของการเพิ่มคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวอันนี้ขึ้นมา ซึ่งก็จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นภาพรวมครับ เพราะฉะนั้นอย่างที่ ท่านกรรมาธิการได้เสนอว่าในขั้นตอนของการทำเทนทะทีฟ ลิสต์ ซึ่งจะต้องระดมสรรพกำลัง เพื่อการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ผมในส่วนหนึ่งที่เคยเป็นประธานสภาอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยขอยืนยันว่า คนในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวผมคิดว่า เราให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการที่จะขอยื่นเป็นมรดกโลกแน่นอนนะครับ เพราะฉะนั้น คนในวงการท่องเที่ยวผมคิดว่าไม่มีใครหรอกครับที่จะคัดค้าน อย่างที่ท่านกรรมาธิการ ท่านธรณ์ได้พูดว่าเราจะไม่สนใจหรอกผู้ที่ฉกฉวยประโยชน์แล้วก็ทำไม่ถูกกฎหมาย ผมคิดว่าคนในวงการท่องเที่ยวก็คิดเช่นเดียวกับท่านล่ะครับว่า ใครที่ทำไม่ถูกกฎหมาย ใครที่ฉกฉวยประโยชน์ ใครที่เอารัดเอาเปรียบในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเราก็คงจะไม่ให้การสนับสนุน ผมเห็นด้วยว่าวิธีการจัดการในแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติของประเทศเป็นสิ่งจำเป็น และในวงการท่องเที่ยวก็ได้มีพระราชบัญญัติอยู่ ๒ พระราชบัญญัติที่ผมคิดว่าสำคัญ และคนในวงการทรัพยากรทางธรรมชาติควรจะได้รับทราบ และผมคิดว่าควรที่จะเอาไป ผนวกรวมกันเข้าไปในการทำแผนเทนทะทีฟ ลิสต์ หากว่าได้มีโอกาสนะครับ มีพระราชบัญญัติอยู่ ๒ พระราชบัญญัติที่สำคัญก็คือ พระราชบัญญัติฉบับแรกคือ พระราชบัญญัตินโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๑ นะครับ ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็เป็นการบูรณาการที่จะดูแลในเรื่องของการรักษาแล้วก็ฟื้นฟู แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศเพื่อไม่ให้สูญเสียไปนะครับ โดยในนโยบายก็เขียนชัดว่า ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการในลักษณะของบูรณาการโดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวรวมถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วยนะครับ แล้วก็มีองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและมีภาคธุรกิจเอกชนอยู่เป็นองค์ประกอบในคณะกรรมการนโยบาย ท่องเที่ยวแห่งชาติ ซึ่งในคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติก็มีหน้าที่ที่จะประกาศเขต พื้นที่ที่จะบูรณะในเรื่องของแหล่งท่องเที่ยว แล้วก็ให้ประชาชนชุมชนในสังคมได้เข้ามา มีส่วนร่วมผ่านในคณะอนุกรรมการในเขตที่เรามีการประกาศ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เรา จะบูรณาการร่วมกันในระหว่างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากร ทางธรรมชาติทุกประเภทนะครับ เมื่อเราประกาศเขตพื้นที่แล้วก็จะมีการบูรณาการในเรื่องของการทำแผนพัฒนาท่องเที่ยว เชิงอนุรักษ์ หรือท่องเที่ยวแบบยั่งยืน มีการบูรณาการทางด้านงบประมาณ เพราะมีกองทุน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นผู้สนับสนุนในเรื่องของแผนปฏิบัติการในรายพื้นที่ ผมคิดว่าหากว่า เรามีการประกาศอันดามันเป็นแหล่งมรดกโลก แล้วเราก็ใช้นโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ อันนี้ประกาศครอบเข้าไปนะครับ ก็คงจะทำให้การดำเนินงานบริหารจัดการ แหล่งทรัพยากรธรรมชาติในอันดามันเอื้อประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน แล้วก็สามารถไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นก็ยังมีพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเขียนไว้ก็คือพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ เช่นเดียวกัน ทั้ง ๒ พระราชบัญญัติท่านจะสังเกตเห็นว่าเกิดในปีพุทธศักราช ๒๕๕๑ คือในช่วงที่มี สภานิติบัญญัติแห่งชาติเหมือนในยุคนี้ละครับ ร่างพระราชบัญญัติ ๒ ฉบับนี้ถ้าเกิด ในเหตุการณ์ปกติผมคิดว่าอาจจะออกมาไม่ได้นะครับ แต่เกิดมาในยุคที่มีสภานิติบัญญัติ แห่งชาติก็คงจะเห็นว่าได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ในพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ ได้ให้อำนาจ คณะกรรมการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์จะประกาศเขตพื้นที่พิเศษ เพื่อให้มีมัคคุเทศก์ ท้องถิ่นเหมือนอย่างที่หลายท่านยกตัวอย่างในประเทศจีนที่มีจิ่วไจ้โกวหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็คือว่าถ้าเรามีการประกาศเขตพื้นที่ใดเป็นพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวเฉพาะ แล้วก็กำหนดว่า ต้องมีมัคคุเทศก์ท้องถิ่น มัคคุเทศก์ที่เดินทางมาจากนักท่องเที่ยวด้วยกันจากส่วนกลาง ก็จะต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่เมื่อเข้าเขตพื้นที่พิเศษที่มีการประกาศ แต่ประเทศไทย ยังไม่มีการประกาศเขตพื้นที่ใดเลยนะครับ มัคคุเทศก์ท้องถิ่นก็จะเกิดความรัก ความหวงแหน ในทรัพยากรธรรมชาติ หากเป็นแหล่งประวัติศาสตร์โบราณสถานต่าง ๆ ก็จะเกิดความเข้าใจ ในแหล่งประวัติศาสตร์นั้นได้ดียิ่งกว่ามัคคุเทศก์เป็นการทั่วไป สิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าหากเรามี ความเข้าใจร่วมกันที่จะใช้ประโยชน์จากกฎหมายที่เกี่ยวข้องเข้ามา ก็คงจะทำให้เป็นการเพิ่ม การสร้างคุณค่า แล้วก็หวงแหนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น เรื่องท่องเที่ยวกับ เรื่องการอนุรักษ์ก็จะไปด้วยกันอย่างแนบแน่น

มีเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะขอฝากไปยังท่านกรรมาธิการด้วยก็คือว่า เรื่องที่จะมี การกำหนดในเรื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ายังแหล่งท่องเที่ยว ผมคิดว่าคนในวงการ ท่องเที่ยวก็เห็นด้วยดีด้วยว่าเราต้องการให้มีการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่มีความเหมาะสมต่อจำนวนนักท่องเที่ยว เรื่องเหล่านี้จริง ๆ แล้วเราได้มีการหารือ อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติหลายท่านนะครับ ที่ท่านนั่งเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ ๒-๓ ท่านที่เคยได้หารือกันว่าวิธีการที่จะดูแลเรื่องนี้ผมคิดว่าเราน่าจะใช้ระบบเทคโนโลยี สมัยใหม่ โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศมาควบคุมดูแลการจำหน่ายบัตรเข้าอุทยาน มากกว่าที่จะให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้จำหน่าย มีการฉีกตั๋วเป็นแบบรายคน น่าจะขายผ่านไปรษณีย์ไทย หรือขายผ่านร้านสะดวกซื้อเหมือนกับที่เขาจำหน่ายตั๋วภาพยนตร์ออนไลน์ (Online) ผมคิดว่าหากว่าทำได้อย่างนั้นเรากำหนดจำนวนเลยว่าอุทยานแห่งชาติแห่งนี้เข้าได้เท่านี้คน ก็มีลิมิต (Limit) อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์